カレーสารานุกรมแกงกะหรี่ญี่ปุ่น
カレー

สารานุกรมแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

ชีวประวัติของแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จากเรือรบเมจิ ถึงหม้อบนเตาที่บ้านคุณ
๓๖ บท๗ ภาค~265 หน้า
ฉบับต้นฉบับ ๒๕๖๙ · Matsumoto Academy
เปิดอ่าน →

สารบัญ

แตะที่บทใดก็ได้เพื่อกระโดดไปอ่าน หรือกดปุ่ม ☰ ด้านบนได้ทุกเมื่อ
บทที่ ๑ · ภาค ๑ ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการ

คำที่ไม่มีอยู่จริงในอินเดีย

เส้นทางของคำว่าแกงกะหรี่ จากลิ้นทมิฬ ผ่านเรืออังกฤษ สู่ชามข้าวญี่ปุ่น

ถ้าคุณเดินเข้าไปในครัวบ้านหนึ่งในรัฐทมิฬนาฑูทางตอนใต้ของอินเดีย แล้วบอกเจ้าของบ้านว่าคุณอยากกิน "แกงกะหรี่" เขาจะมองคุณด้วยสายตางงเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้จักคำนั้น แต่เพราะคำนั้นไม่ได้หมายถึงอาหารจานใดจานหนึ่ง มันเหมือนคุณเดินเข้าครัวไทยแล้วบอกว่าอยากกิน "กับข้าว"

ในภาษาทมิฬมีคำว่า kari ซึ่งหมายถึงของที่กินคู่กับข้าว โดยเฉพาะของที่ผัดหรือคลุกเครื่องเทศ บางบริบทหมายถึงเนื้อ บางบริบทหมายถึงผัดแห้ง ไม่มีบริบทไหนที่มันหมายถึงซอสสีน้ำตาลข้นราดข้าวสวยกับมันฝรั่งต้ม

ซอสสีน้ำตาลข้นนั้นคือสิ่งที่บทนี้จะเล่า และเรื่องของมันไม่ได้เริ่มที่อินเดีย แต่เริ่มที่ความเข้าใจผิดของคนที่เดินทางมาจากที่อื่น

goa-portuguese
โบสถ์เก่าที่กัว ฐานการค้าโปรตุเกสที่ชาวยุโรปกลุ่มแรกบันทึกคำว่า caril ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
· · ·

ชาวโปรตุเกสจดคำผิด ชาวอังกฤษเอาไปใช้ต่อ

ชาวยุโรปกลุ่มแรกที่บันทึกคำนี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรคือชาวโปรตุเกส ซึ่งตั้งฐานการค้าที่กัวตั้งแต่ต้นศตวรรษที่สิบหก ในบันทึกของพวกเขาปรากฏคำว่า caril และ carree ใช้เรียกอาหารประเภทของเหลวรสจัดที่คนพื้นเมืองกินกับข้าว

สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้คือกระบวนการที่นักภาษาศาสตร์เรียกว่าการเหมารวม คนนอกที่ไม่รู้ว่าอาหารแต่ละอย่างชื่ออะไร จึงใช้คำเดียวเรียกทุกอย่างที่หน้าตาคล้ายกัน อาหารที่ในภาษาถิ่นมีชื่อแยกกันเป็นสิบชื่อ กลายเป็นของอย่างเดียวกันในสายตาผู้มาเยือน

เมื่ออังกฤษเข้ามาแทนที่โปรตุเกสในฐานะมหาอำนาจในอนุทวีป คำนี้ก็เดินทางเข้าสู่ภาษาอังกฤษในรูป currey และ curry พร้อมกับความหมายที่ยิ่งกว้างขึ้นไปอีก

เอกสารชั้นต้น: สูตรแกงกะหรี่ภาษาอังกฤษที่เก่าที่สุดที่พิมพ์เผยแพร่

ปรากฏในหนังสือ The Art of Cookery Made Plain and Easy ของ ฮันนาห์ กลาสส์ ฉบับปี ๑๗๔๗ ภายใต้ชื่อสูตร "To make a Currey the India Way"

สิ่งที่น่าตกใจสำหรับคนยุคนี้คือเครื่องเทศในสูตรนั้นมีแค่ เมล็ดผักชีกับพริกไทย ไม่มีขมิ้น ไม่มียี่หร่า ไม่มีอะไรที่เราคิดว่าเป็นแกงกะหรี่เลย วิธีทำคือเอาไก่ต้มกับหัวหอมแล้วใส่เครื่องเทศสองอย่างนั้นบดละเอียด

ในฉบับพิมพ์ครั้งที่สี่ ปี ๑๗๕๑ ของหนังสือเล่มเดียวกัน สูตรถูกแก้ให้มีขมิ้นและขิงเพิ่มเข้ามา ซึ่งบอกเราสองอย่าง หนึ่งคือคนอังกฤษยุคนั้นยังคลำทางอยู่ สองคือรสชาติที่เรียกว่าแกงกะหรี่นั้นถูกประกอบสร้างขึ้นทีละชิ้นในครัวอังกฤษ ไม่ได้ถูกยกมาทั้งดุ้นจากอินเดีย

ก้าวสำคัญถัดมาคือสิ่งที่เปลี่ยนแกงกะหรี่จากอาหารเป็นสินค้า นั่นคือผงกะหรี่

ในครัวอินเดีย ไม่มีใครใช้ผงเครื่องเทศผสมสำเร็จ แม่ครัวเลือกเครื่องเทศ คั่ว บด และผสมใหม่ทุกครั้งตามอาหารแต่ละจาน สัดส่วนเปลี่ยนตามฤดู ตามวัตถุดิบ และตามคนกิน แต่คนอังกฤษที่กลับจากอินเดียแล้วคิดถึงรสนั้นไม่มีทั้งความรู้และวัตถุดิบ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือกระป๋องที่เปิดฝาแล้วได้รสนั้นเลย

ผงกะหรี่ผสมสำเร็จจึงถือกำเนิดในลอนดอนช่วงปลายศตวรรษที่สิบแปด ขายในร้านขายของชำและร้านเครื่องหอม โฆษณาผงกะหรี่ที่เก่าที่สุดเท่าที่นักประวัติศาสตร์อาหารค้นพบ ลงในหนังสือพิมพ์ Morning Post ของลอนดอนเมื่อปี ๑๗๘๔ เป็นของร้านเครื่องหอมชื่อ Sorlie's Perfumery Warehouse เลขที่ ๒๓ ถนนพิคคาดิลลี ข้อความโฆษณาอวดสรรพคุณไว้เกินจริงตามแบบยุคนั้น ว่าผงนี้ทำให้กระเพาะย่อยอาหารได้ดี เลือดลมเดินสะดวก และจิตใจกระปรี้กระเปร่า นี่คือจุดที่แกงกะหรี่กลายเป็นสิ่งที่ผลิตซ้ำได้ ขนส่งได้ และขายข้ามทวีปได้

"วันที่เครื่องเทศถูกผสมไว้ล่วงหน้าในกระป๋อง คือวันที่แกงกะหรี่เลิกเป็นวิธีทำอาหาร แล้วกลายเป็นรสชาติชนิดหนึ่ง"

สิ่งที่ตามมาคือความจริงที่คนญี่ปุ่นเองก็ยอมรับ นั่นคือแกงกะหรี่เดินทางถึงญี่ปุ่นในฐานะอาหารอังกฤษ ไม่ใช่อาหารอินเดีย ญี่ปุ่นรับแกงกะหรี่จากมือของชาติที่เพิ่งรับมันไปเองเมื่อร้อยกว่าปีก่อนหน้า และรับมาในรูปที่ผ่านการดัดแปลงมาแล้วอย่างน้อยสองชั้น

hannah-glasse
หน้าปก The Art of Cookery Made Plain and Easy ของฮันนาห์ กลาสส์ เล่มที่บรรจุสูตรแกงกะหรี่ภาษาอังกฤษที่เก่าที่สุดเท่าที่ตีพิมพ์
east-india-ship
เรือของบริษัทอินเดียตะวันออกในทะเลจีน เส้นทางเดียวกับที่พาคำว่าแกงกะหรี่ออกจากอนุทวีปไปยังยุโรป
· · ·

คำว่าแกงกะหรี่เข้าภาษาญี่ปุ่นครั้งแรกในปี ๑๘๖๐

ก่อนที่ญี่ปุ่นจะได้กินแกงกะหรี่ ญี่ปุ่นได้อ่านคำว่าแกงกะหรี่ก่อน

dejima
กำแพงหินริมน้ำของเดจิมะที่นางาซากิ เกาะเทียมซึ่งเป็นประตูเดียวที่เปิดรับสินค้าและคำศัพท์จากตะวันตกตลอดยุคปิดประเทศ

ในปี ๑๘๖๐ ฟุกุซาวะ ยูกิจิ ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นนักคิดคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของยุคเมจิและเป็นคนบนธนบัตรหมื่นเยน ได้เรียบเรียงหนังสือคำศัพท์อังกฤษกับจีนเล่มหนึ่งขึ้นมา ในเล่มนั้นมีคำว่า curry ปรากฏอยู่ พร้อมคำอ่านภาษาญี่ปุ่นกำกับว่า ซึ่งอ่านว่า "โคะรุริ"

pepper-vine
เม็ดพริกไทยสดที่เพิ่งเก็บจากเถา เครื่องเทศตัวเดียวที่มีอยู่ทั้งในสูตรของฮันนาห์ กลาสส์ ปี ๑๗๔๗ และในผงกะหรี่ทุกสูตรบนโลกทุกวันนี้

คำอ่านนั้นผิดจากที่เราออกเสียงกันทุกวันนี้ แต่มันคือหลักฐานว่าคำนี้เข้ามาถึงญี่ปุ่นตั้งแต่ก่อนการปฏิรูปเมจิแปดปี ในเวลาที่ยังไม่มีใครในประเทศเคยกินมัน

ญี่ปุ่นในเวลานั้นเพิ่งเปิดท่าเรือให้ชาวต่างชาติได้ไม่กี่ปี โยโกฮามะกลายเป็นประตูที่ทุกอย่างจากโลกภายนอกไหลเข้ามา และสิ่งที่ไหลเข้ามาพร้อมกับเรือสินค้าอังกฤษคือกระป๋องผงกะหรี่ยี่ห้อ ซี แอนด์ บี ซึ่งเป็นผงกะหรี่นำเข้าที่ครองตลาดญี่ปุ่นอยู่หลายสิบปีก่อนที่ญี่ปุ่นจะผลิตเองได้

· · ·

สูตรแกงกะหรี่ญี่ปุ่นฉบับแรกใส่กบ

ในปี ๑๘๗๒ ซึ่งเป็นปีที่ห้าของยุคเมจิ มีตำราอาหารตะวันตกภาษาญี่ปุ่นออกมาสองเล่มในปีเดียวกัน เล่มหนึ่งชื่อ เซโย ริโยริ ชินัน แปลว่า "คู่มืออาหารตะวันตก" และในเล่มนั้นมีสูตรแกงกะหรี่

สูตรนั้นเขียนไว้ประมาณนี้ ให้สับหัวหอมต้นยาว ขิง และกระเทียม ผัดกับเนย เติมน้ำ ใส่เนื้อสัตว์ เคี่ยว แล้วใส่ผงกะหรี่กับแป้งสาลีละลายน้ำเพื่อให้ข้น

จนถึงตรงนี้ฟังดูปกติดี แต่รายการเนื้อสัตว์ที่สูตรระบุคือ ไก่ กุ้ง หอยนางรม ปลา และ กบแดง

บริบท: ทำไมสูตรแรกถึงใส่กบ

คำอธิบายที่นักประวัติศาสตร์อาหารญี่ปุ่นให้ไว้มีสองทาง ทางแรกคือผู้เรียบเรียงแปลจากตำราอังกฤษที่ระบุ frog ซึ่งอาจหมายถึงส่วนของขาสัตว์ในศัพท์ครัวเก่า แล้วแปลตรงตัว ทางที่สองซึ่งน่าเชื่อกว่าคือ ญี่ปุ่นยุคนั้นเพิ่งเลิกข้อห้ามกินเนื้อสัตว์สี่เท้าได้ไม่กี่ปี เนื้อวัวหายากและแพงมาก ส่วนกบเป็นของที่หาได้ในนาข้าวทุกหมู่บ้าน

ที่น่าสนใจกว่าเรื่องกบคือหัวหอมต้นยาว สูตรไม่ได้ระบุหัวหอมใหญ่ทรงกลมอย่างที่เราใช้กันทุกวันนี้ เพราะในปี ๑๘๗๒ ญี่ปุ่นยังปลูกหัวหอมใหญ่ไม่เป็น ต้องใช้ต้นหอมญี่ปุ่นแทนไปก่อน

รายละเอียดเล็กๆ นี้คือกุญแจของทั้งบท เพราะมันบอกว่าแกงกะหรี่ญี่ปุ่นในรูปที่เรารู้จัก ต้องรอให้เกิดอย่างอื่นขึ้นก่อน

· · ·

สิ่งที่ต้องเกิดก่อน คือฮอกไกโด

ผักสามอย่างที่อยู่ในแกงกะหรี่ญี่ปุ่นทุกหม้อจนถึงวันนี้คือหัวหอมใหญ่ แครอท และมันฝรั่ง ทั้งสามอย่างไม่ใช่ผักญี่ปุ่นดั้งเดิม ทั้งสามอย่างเป็นผักเมืองหนาวของยุโรป และทั้งสามอย่างมาถึงโต๊ะอาหารญี่ปุ่นผ่านทางเดียวกัน นั่นคือโครงการพัฒนาฮอกไกโด

รัฐบาลเมจิตั้งสำนักงานพัฒนาฮอกไกโดขึ้นในปี ๑๘๖๙ เป้าหมายคือเปลี่ยนเกาะเหนือที่ยังไม่ถูกพัฒนาให้กลายเป็นฐานเกษตรกรรมและกันการขยายอิทธิพลของรัสเซีย วิธีที่เลือกใช้คือจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวตะวันตกเข้ามาสอนเกษตรกรรมแบบอเมริกัน พร้อมนำเมล็ดพันธุ์พืชเมืองหนาวเข้ามาทดลองปลูก

หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นคือ วิลเลียม เอส. คลาร์ก ชาวอเมริกันซึ่งมาเป็นรองอธิการคนแรกของโรงเรียนเกษตรซัปโปโรในปี ๑๘๗๖ คลาร์กอยู่ที่ญี่ปุ่นแค่แปดเดือน แต่ทิ้งประโยคอำลาไว้ว่า "Boys, be ambitious" ซึ่งกลายเป็นประโยคที่เด็กญี่ปุ่นทุกคนรู้จัก

สิ่งที่คนรู้จักน้อยกว่าคือกฎโภชนาการที่เขาวางไว้ให้นักเรียนประจำ คลาร์กเชื่อว่านักเรียนควรกินขนมปังแบบตะวันตกเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และห้ามกินข้าว โดยมีข้อยกเว้นเดียว

"ข้าวกินได้ ถ้ากินคู่กับแกงกะหรี่"

ประโยคนี้ถูกอ้างซ้ำในหนังสืออาหารแทบทุกเล่มจนกลายเป็นความจริงไปแล้ว แต่เมื่อไปค้นเอกสารที่โรงเรียนเกษตรซัปโปโรเก็บไว้จริง กลับไม่มีข้อความใดที่ผูกคลาร์กเข้ากับแกงกะหรี่โดยตรงเลย สิ่งที่มีคือบันทึกการจัดซื้อผงกะหรี่ในปี ๑๘๗๗ กับรายการอาหารในปี ๑๘๘๑ และข้อความในประวัติหอพักเคเตกิเรียวที่ระบุว่าห้ามใช้ข้าวนอกจากกินคู่กับไรซ์คาเร ที่สำคัญกว่านั้นคือสำนักงานโตเกียวของกรมพัฒนาฮอกไกโดเสิร์ฟไรซ์คาเรให้ชาวต่างชาติที่จ้างมาตั้งแต่ปี ๑๘๗๒ ซึ่งเป็นเวลาสี่ปีก่อนคลาร์กเดินทางมาถึง สรุปได้ว่ากฎห้ามกินข้าวโดยยกเว้นแกงกะหรี่นั้นมีอยู่จริงในหอพัก แต่การยกความดีความชอบทั้งหมดให้คลาร์กคนเดียวเป็นการเล่าที่เกินหลักฐาน เล่มนี้จึงเก็บเรื่องนี้ไว้ในฐานะตำนานที่มีเค้าความจริง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

ข้อยกเว้นนั้นทำให้แกงกะหรี่ราดข้าวกลายเป็นอาหารประจำโรงอาหารของสถาบันการศึกษาที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ และนักเรียนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่จบออกไปเป็นข้าราชการและครูก็พาความเคยชินนั้นติดตัวไปด้วย

ระหว่างนั้นเอง หัวหอมใหญ่ แครอท และมันฝรั่งก็เริ่มปลูกได้จริงในฮอกไกโด และกลายเป็นผลผลิตส่งลงมาขายทั่วประเทศในราคาที่คนธรรมดาซื้อได้

บริบท: ทำไมต้องเป็นสามอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างอื่น

เหตุผลไม่ได้อยู่ที่รสชาติล้วนๆ แต่อยู่ที่คุณสมบัติเชิงเทคนิคที่บังเอิญลงตัวพอดี

ทั้งสามยังเก็บได้นานในที่เย็นโดยไม่ต้องแช่เย็น ซึ่งสำคัญมากในยุคที่ตู้เย็นยังไม่มีในบ้าน

· · ·

โยโชคุ ดินแดนที่ไม่มีในแผนที่วัฒนธรรม

วัฒนธรรมการกินอาหารตะวันตกในญี่ปุ่นยุคนั้นรวมตัวอยู่ใต้คำเดียวคือ โยโชคุ แปลตรงตัวว่าอาหารตะวันตก แต่ในทางปฏิบัติมันหมายถึงอาหารตะวันตกที่ผ่านการดัดแปลงจนเข้ากับลิ้นและวัตถุดิบญี่ปุ่นแล้ว

โยโชคุไม่ใช่อาหารฝรั่งแท้ และไม่ใช่อาหารญี่ปุ่น มันอยู่ตรงกลาง และตรงกลางนั้นคือที่ที่ของดีที่สุดหลายอย่างเกิดขึ้น สามเสาหลักของโยโชคุคือทงคัตสึ ครกเก้ และแกงกะหรี่ ซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกรวมกันว่าสามยักษ์ใหญ่ บางสำนักนับโอมูไรซ์เข้าไปด้วยเป็นตัวที่สี่ แต่สามตัวแรกคือชุดที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุด

สิ่งที่ทำให้แกงกะหรี่ต่างจากอีกสองอย่างคือมันไม่ได้แค่ถูกดัดแปลง แต่มันถูกยึดครอง ทุกวันนี้ถ้าคุณถามเด็กญี่ปุ่นว่าแกงกะหรี่เป็นอาหารของชาติไหน เด็กส่วนใหญ่จะตอบว่าญี่ปุ่น และในทางวัฒนธรรมพวกเขาไม่ได้ตอบผิด

ราคาในยุคแรกยังสูงมาก มีบันทึกว่าร้านอาหารตะวันตกในโตเกียวช่วงปลายทศวรรษ ๑๘๗๐ ขายข้าวแกงกะหรี่ในราคาที่แพงกว่าก๋วยเตี๋ยวโซบะหลายเท่าตัว มันจึงยังเป็นอาหารของคนเมืองชั้นกลางขึ้นไป

สิ่งที่จะทำให้แกงกะหรี่ลงมาถึงคนทั้งประเทศมีสามอย่าง อย่างแรกคือกองทัพ ซึ่งเป็นเรื่องของบทที่ ๒ และบทที่ ๓ อย่างที่สองคือผงกะหรี่ที่ผลิตในประเทศได้เอง และอย่างที่สามคือสิ่งประดิษฐ์ที่คนไทยรู้จักดีในชื่อแกงกะหรี่ก้อน ซึ่งสองอย่างหลังอยู่ในบทที่ ๕

yokohama-meiji
โยโกฮามะยุคเมจิ ประตูที่เครื่องเทศ เทคนิคครัว และคำศัพท์ใหม่ไหลเข้าสู่ญี่ปุ่นพร้อมกัน
หมายเหตุการตรวจสอบ
เริ่มเล่มสารบัญบทถัดไป →แกงกะหรี่ที่แล่น

บทที่ ๒ · ภาค ๑ ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการ

แกงกะหรี่ที่แล่นมากับเรือรบ

โรคเหน็บชา ข้าวบาร์เลย์ และวันศุกร์ที่กลายเป็นประเพณี

เดือนธันวาคม ๑๘๘๒ เรือฝึกชื่อ ริวโจ ถอนสมอออกจากญี่ปุ่น มุ่งหน้านิวซีแลนด์ ชิลี เปรู แล้ววกกลับผ่านฮาวาย เป็นการฝึกเดินเรือระยะไกลตามแบบที่กองทัพเรืออังกฤษทำมาก่อน ลูกเรือทั้งลำมี ๓๗๖ คน เมื่อเรือกลับถึงญี่ปุ่นในปีถัดมา มีคนล้มป่วยไปแล้ว ๑๖๙ คน และเสียชีวิต ๒๕ คน

ไม่มีใครตายเพราะพายุ ไม่มีใครตายเพราะข้าศึก ไม่มีใครตายเพราะอุบัติเหตุบนดาดฟ้า พวกเขาตายเพราะสิ่งที่อยู่ในชามข้าวของตัวเอง

โรคที่ฆ่าลูกเรือเหล่านั้นชื่อ คักเกะ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อโรคเหน็บชา อาการเริ่มจากขาชา เดินแล้วรู้สึกเหมือนขาไม่ใช่ของตัวเอง ตามด้วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง ตัวบวมน้ำ และในรายที่หนักที่สุด หัวใจจะล้มเหลวเฉียบพลันจนเสียชีวิตภายในไม่กี่วัน คนญี่ปุ่นยุคเอโดะเรียกมันอีกชื่อว่า เอโดะวาซึไร แปลว่า "โรคของคนเอโดะ" เพราะมันเล่นงานคนเมืองเป็นหลัก และมีข้อสังเกตประหลาดอย่างหนึ่งที่หมอสมัยนั้นอธิบายไม่ได้ นั่นคือคนไข้จำนวนมากหายเองเมื่อกลับไปอยู่บ้านนอก

คำอธิบายของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในสิ่งที่ยุคนั้นถือว่าเป็นความก้าวหน้า คนเมืองมีเงินพอจะกินข้าวขาวขัดสี ส่วนคนบ้านนอกกินข้าวกล้องปนข้าวบาร์เลย์ และสารอาหารที่หายไปพร้อมกับรำข้าวที่ถูกขัดทิ้งนั้นคือวิตามินบี ๑ ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีใครในโลกรู้ว่ามันมีอยู่

วิทยาศาสตร์: โรคเหน็บชาคืออะไร

วิตามินบี ๑ (ไทอามีน) เป็นโคเอนไซม์ที่ร่างกายใช้เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตให้เป็นพลังงาน เมื่อขาดมัน เซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อหัวใจซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่ใช้พลังงานสูงจะเสียหายก่อนใครเพื่อน อาการจึงออกที่ขาและหัวใจ

ไทอามีนในเมล็ดข้าวเกือบทั้งหมดอยู่ที่ชั้นรำและจมูกข้าว การขัดข้าวให้ขาวจึงเท่ากับขัดวิตามินทิ้ง ยิ่งกินข้าวขาวเป็นแหล่งพลังงานหลักมากเท่าไร ร่างกายยิ่งต้องใช้ไทอามีนมากขึ้นเพื่อเผาผลาญมัน แต่กลับได้รับน้อยลง นี่คือกับดักที่ทำให้คนซึ่งกินอิ่มทุกมื้อล้มป่วยได้

ไทอามีนถูกแยกออกมาสำเร็จครั้งแรกโดย ซุซุกิ อุเมะทาโร่ ในปี ๑๙๑๐ จากรำข้าว เขาตั้งชื่อมันว่า โอริซานิน ซึ่งช้ากว่าเหตุการณ์ในบทนี้เกือบสามสิบปี ทุกคนในเรื่องนี้จึงกำลังสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็นและยังไม่มีชื่อ

· · ·

ในเวลานั้นวงการแพทย์ญี่ปุ่นแตกเป็นสองค่าย ค่ายหนึ่งคือกองทัพบก ซึ่งส่งคนไปเรียนที่เยอรมนีและรับแนวคิดของสำนักแบคทีเรียวิทยามาเต็มตัว พวกเขาเชื่อว่าโรคเหน็บชาต้องเกิดจากเชื้อโรคบางอย่างที่ยังหาไม่พบ เพราะยุคนั้นคือยุคทองของการค้นพบเชื้อ วัณโรคเพิ่งถูกระบุตัวได้ในปี ๑๘๘๒ อหิวาตกโรคตามมาในปี ๑๘๘๓ ทุกโรคดูเหมือนจะมีเชื้อของมันซ่อนอยู่

อีกค่ายหนึ่งคือกองทัพเรือ ซึ่งสร้างตามแบบอังกฤษ และมีนายแพทย์ทหารเรือคนหนึ่งชื่อ ทาคากิ คาเนฮิโระ ทาคากิเคยไปเรียนแพทย์ที่โรงพยาบาลเซนต์โทมัสในลอนดอนห้าปี และสิ่งที่เขาสังเกตเห็นเมื่อกลับมาคือข้อเท็จจริงที่แสบเอามาก ตลอดเวลาที่อยู่ในอังกฤษ เขาไม่เคยเห็นคนไข้โรคเหน็บชาแม้แต่รายเดียว ทั้งที่ทหารเรืออังกฤษก็ออกทะเลนานพอกัน

ทาคากิเริ่มรื้อบันทึกของกองทัพเรือญี่ปุ่นและพบรูปแบบที่ชัดเจน ยศยิ่งต่ำ อัตราป่วยยิ่งสูง นายทหารชั้นสัญญาบัตรซึ่งมีเงินซื้ออาหารกินเองแทบไม่ป่วย ส่วนพลทหารที่กินตามเบี้ยเลี้ยงหลวงป่วยกันเป็นแถว และเบี้ยเลี้ยงหลวงยุคนั้นจ่ายเป็นข้าวขาวเป็นหลัก โดยตั้งใจ เพราะข้าวขาวกินไม่อั้นถือเป็นสวัสดิการชั้นดีที่ใช้ดึงดูดชายหนุ่มจากชนบทให้มาสมัครเป็นทหาร

"ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ลูกเรือกินน้อยเกินไป แต่อยู่ที่พวกเขากินสิ่งเดียวมากเกินไป และสิ่งนั้นคือรางวัลที่กองทัพภูมิใจว่าได้มอบให้"

ข้อสรุปของทาคากิผิดในรายละเอียด เขาเชื่อว่าต้นตอคือสัดส่วนโปรตีนต่อคาร์โบไฮเดรตในอาหารต่ำเกินไป ไม่ใช่การขาดวิตามินซึ่งยังไม่มีใครรู้จัก แต่วิธีแก้ที่เขาเสนอกลับถูกโดยบังเอิญ นั่นคือลดข้าวขาวลง เพิ่มเนื้อสัตว์ นม ขนมปัง และที่สำคัญที่สุดคือให้ผสมข้าวบาร์เลย์ลงไปในข้าวสวย

เขาขอทดลองกับเรือจริง ในปี ๑๘๘๔ เรือ ทสึคุบะ ถูกส่งออกไปเดินเส้นทางเดียวกับที่ริวโจเคยไป แวะท่าเรือเดียวกัน ใช้เวลาใกล้เคียงกัน ต่างกันแค่เสบียง ผลที่ได้คือจากลูกเรือ ๓๓๓ คน มีคนป่วยเป็นโรคเหน็บชาเพียง ๑๔ คน คิดเป็น ๔.๒ เปอร์เซ็นต์ และไม่มีใครเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว รายงานยังระบุด้วยว่าผู้ป่วยทั้งสิบสี่คนคือคนที่ไม่ยอมกินอาหารตามเมนูใหม่ เพราะเคยชินกับข้าวขาว ซึ่งทำให้ผลการทดลองยิ่งชี้ไปทางเดียวกันหมด

หลังจากนั้นกองทัพเรือญี่ปุ่นเปลี่ยนเสบียงทั้งระบบ อัตราป่วยด้วยโรคเหน็บชาดิ่งลงจนเกือบเป็นศูนย์ภายในไม่กี่ปี ทาคากิได้ฉายาว่า "บารอนข้าวบาร์เลย์" ซึ่งตอนแรกเป็นคำเยาะเย้ยจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ก่อนจะกลายเป็นคำยกย่องในภายหลัง ทุกวันนี้มีแหลมแห่งหนึ่งในทวีปแอนตาร์กติกาชื่อ Takaki Promontory ตั้งตามชื่อเขา

ส่วนกองทัพบกยืนยันทฤษฎีเชื้อโรคต่อไปอีกยี่สิบปี หนึ่งในผู้คัดค้านทาคากิอย่างแข็งขันที่สุดคือ โมริ โองาอิ แพทย์ทหารบกที่คนไทยรู้จักในฐานะนักเขียนนวนิยายมากกว่าในฐานะหมอ ผลของการยืนหยัดครั้งนั้นปรากฏในสงครามรัสเซียกับญี่ปุ่นปี ๑๙๐๔–๑๙๐๕ กองทัพบกญี่ปุ่นมีทหารป่วยด้วยโรคเหน็บชานับแสนราย และเสียชีวิตจากโรคนี้ในระดับหลายหมื่นคน เป็นตัวเลขที่เทียบเคียงได้กับจำนวนผู้เสียชีวิตจากการรบจริง

japanese-navy-meijibarley-grain
ซ้ายคือเรือรบญี่ปุ่นยุคเมจิ ลำที่ใช้ฝึกเดินเรือระยะไกลเป็นแบบเดียวกับริวโจ ขวาคือข้าวบาร์เลย์ พระเอกตัวจริงของการแก้โรคเหน็บชา
· · ·

ถึงตรงนี้เรายังไม่เห็นแกงกะหรี่สักหม้อ คำถามคือมันเข้ามาตอนไหน

คำตอบอยู่ที่ต้นแบบของกองทัพเรือญี่ปุ่นเอง เมื่อญี่ปุ่นตั้งกองทัพเรือสมัยใหม่ พวกเขาจ้างคณะที่ปรึกษาจากอังกฤษเข้ามาวางระบบทั้งหมด ตั้งแต่การฝึก การจัดชั้นยศ ไปจนถึงเมนูในครัวเรือ และในครัวของกองทัพเรืออังกฤษยุคนั้นมีอาหารจานหนึ่งที่ถูกใช้งานหนักมาก นั่นคือสตูว์ปรุงด้วยผงกะหรี่ ซึ่งอังกฤษรับมาจากอินเดียในยุคอาณานิคมแล้วทำให้ง่ายลงจนกลายเป็นอาหารประจำเรือ

ผงกะหรี่ทำงานได้ดีบนเรือด้วยเหตุผลที่ตรงไปตรงมามาก มันเก็บได้นานโดยไม่เสีย มันกลบกลิ่นเนื้อสัตว์ที่เริ่มไม่สดได้ มันทำให้วัตถุดิบราคาถูกกินได้อย่างมีความสุข และมันเป็นอาหารหม้อเดียวที่ทำทีละมากๆ ในครัวแคบๆ ได้

สิ่งที่ญี่ปุ่นเติมเข้าไปคือสองอย่างซึ่งเปลี่ยนอาหารจานนี้ไปตลอดกาล อย่างแรกคือราดบนข้าวแทนที่จะกินกับขนมปัง อย่างที่สองคือทำให้มันข้นด้วยแป้งสาลีที่ผัดกับไขมันจนหอม

ข้อที่สองไม่ใช่เรื่องรสชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของฟิสิกส์บนเรือที่โคลงตลอดเวลา ซุปกะหรี่ใสๆ แบบอินเดียจะกระฉอกออกจากชามทุกครั้งที่เรือเอียง แต่ซอสข้นที่เกาะข้าวได้จะอยู่กับที่ นี่คือเหตุผลที่แกงกะหรี่ญี่ปุ่นมีเนื้อสัมผัสแบบซอสข้นตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่เพราะมีใครตัดสินว่ามันอร่อยกว่า แต่เพราะมันไม่หก

"แกงกะหรี่อินเดียคือแกง แกงกะหรี่อังกฤษคือสตูว์ ส่วนแกงกะหรี่ญี่ปุ่นคือซอสข้นราดข้าว และความข้นนั้นเกิดขึ้นบนเรือที่โคลงเคลง"

เมื่อเอาสามอย่างมาวางเรียงกันจะเห็นภาพชัด ข้าวผสมบาร์เลย์ที่แก้โรคเหน็บชา เนื้อสัตว์กับผักที่กองทัพเรือต้องหาวิธียัดใส่ปากลูกเรือให้ได้ และซอสข้นรสจัดที่ทำให้ของสองอย่างแรกกลายเป็นอาหารที่คนกินแล้วขอเพิ่ม แกงกะหรี่จึงไม่ใช่ยา แต่มันคือภาชนะที่ทำให้ยากลืนลงคอ

คำเตือน: "แกงกะหรี่รักษาโรคเหน็บชา" เป็นเรื่องเล่าที่ตัดตอน

คุณจะเจอประโยคทำนองว่า "กองทัพเรือญี่ปุ่นคิดแกงกะหรี่ขึ้นมาเพื่อรักษาโรคเหน็บชา" ในสื่อจำนวนมาก รวมถึงสื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ประโยคนี้ไม่ผิดทั้งหมด แต่มันตัดตัวเอกออกจากเรื่อง

พระเอกตัวจริงของการแก้โรคเหน็บชาคือข้าวบาร์เลย์และการรื้อเสบียงทั้งระบบ ไม่ใช่ผงกะหรี่ แกงกะหรี่คือส่วนหนึ่งของเมนูตะวันตกที่ถูกนำเข้ามาพร้อมกันในการปฏิรูปครั้งนั้น และเป็นเมนูที่ประสบความสำเร็จที่สุดในแง่การยอมรับของลูกเรือ ถ้าจะพูดให้ตรงที่สุดควรพูดว่าแกงกะหรี่คือยานพาหนะของการปฏิรูป ไม่ใช่ตัวยา

ที่น่าสนใจคือส่วนประกอบของมันเผอิญช่วยจริงอยู่บ้าง แป้งสาลีที่ใช้ทำรูซ์มีไทอามีนติดมาด้วย เนื้อหมูเป็นเนื้อสัตว์ที่มีไทอามีนสูงที่สุดในบรรดาเนื้อที่คนกินทั่วไป และถั่วกับผักที่ใส่ก็เติมวิตามินบีรวมเข้ามาอีกทาง แต่ทั้งหมดนี้เป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่เจตนาของคนคิดสูตร

mori-ogaimugimeshi
ซ้ายคือโมริ โองาอิ แพทย์ทหารบกผู้ยืนยันทฤษฎีเชื้อโรคจนวาระสุดท้าย ขวาคือข้าวผสมบาร์เลย์ที่กองทัพเรือใช้แก้ปัญหา
· · ·

หลักฐานที่จับต้องได้ที่สุดของแกงกะหรี่กองทัพเรือคือหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ ไคกุน คัปโปจุตสึ ซังโคโช แปลว่า "คู่มือวิชาการครัวของกองทัพเรือ" จัดพิมพ์โดยกองพันนาวิกโยธินไมซุรุในปี ๑๙๐๘ หนังสือเล่มนี้คือตำราฝึกพลทหารครัว เขียนแบบสั่งงาน ไม่มีการบรรยายสวยงาม และในนั้นมีสูตรหนึ่งชื่อ ซึ่งอ่านว่า "คาเรไรซุ"

สิ่งที่ทำให้สูตรนี้มีค่าคือมันเป็นภาพถ่ายของแกงกะหรี่ญี่ปุ่นในวันที่มันยังไม่ใช่ของประจำทุกบ้าน ยังไม่มีแกงกะหรี่ก้อนขาย ยังไม่มีการปรับสูตรให้เด็กกินได้ มีแต่ของที่หาได้บนเรือกับวิธีที่สอนพลทหารได้ในสิบนาที

สูตรคาเรไรซุ ฉบับกองทัพเรือ ๑๙๐๘ (เรียบเรียงตามลำดับในต้นฉบับ)

วัตถุดิบ

  • เนื้อวัวหรือเนื้อไก่ หั่นชิ้นพอคำ
  • หัวหอมใหญ่ แครอท มันฝรั่ง หั่นเต๋า
  • ผงกะหรี่
  • แป้งสาลี
  • ไขมันสัตว์สำหรับผัด
  • น้ำสต๊อก และข้าวสวย

วิธีทำ

  1. ตั้งกระทะ ผัดแป้งสาลีกับไขมันจนหอมและเปลี่ยนสี ใส่ผงกะหรี่ผัดต่อ
  2. ผัดเนื้อสัตว์ก่อน ตามด้วยหัวหอม แครอท มันฝรั่ง
  3. เติมน้ำสต๊อก เคี่ยวจนผักนุ่ม
  4. เทส่วนผสมแป้งกะหรี่ลงไป คนจนข้น ปรุงรสเค็ม
  5. ราดบนข้าวสวย

สิ่งที่ควรสังเกต

  • ไม่มีเครื่องเทศเดี่ยวๆ เลยสักตัว ใช้ผงกะหรี่สำเร็จอย่างเดียว เพราะพลทหารครัวไม่มีเวลาและไม่มีทักษะคั่วเครื่องเทศ
  • ลำดับ "ผัดแป้งกับไขมันก่อน" คือรูซ์แบบฝรั่งเศสที่เดินทางมาถึงครัวเรือรบญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว
  • ผักสามอย่างที่เห็นคือหัวหอม แครอท มันฝรั่ง ซึ่งยังเป็นสูตรมาตรฐานของแกงกะหรี่บ้านๆ ในญี่ปุ่นจนถึงวันนี้ ไม่เปลี่ยนเลยตลอดร้อยกว่าปี
takaki
ทาคากิ คาเนฮิโระ นายแพทย์ทหารเรือผู้พิสูจน์ว่าโรคเหน็บชาแก้ได้ด้วยการเปลี่ยนเสบียง
· · ·

ร้อยปีต่อมา เมืองโยโกสุกะซึ่งเป็นฐานทัพเรือหลักของญี่ปุ่นหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาใช้ใหม่ ในปี ๑๙๙๙ เทศบาลเมืองประกาศแคมเปญ คาเรโนะมาจิ โยโกสุกะ แปลว่า "โยโกสุกะ เมืองแกงกะหรี่" โดยชูสูตรปี ๑๙๐๘ เป็นต้นแบบ และตั้งชื่อทางการว่า โยโกสุกะไคกุนคาเร

สิ่งที่ทำให้แคมเปญนี้ต่างจากการตลาดเมืองทั่วไปคือมันมีกฎ ร้านที่จะใช้ชื่อนี้ได้ต้องเสิร์ฟตามรูปแบบที่กำหนด และรูปแบบนั้นไม่ได้มาจากจินตนาการของนักการตลาด แต่มาจากตารางเสบียงของกองทัพเรือจริงๆ

กฎ: ชุดโยโกสุกะไคกุนคาเรต้องมีอะไรบ้าง

ชุดมาตรฐานประกอบด้วยแกงกะหรี่ราดข้าว สลัด และ นมสด ๑ แก้ว ทั้งสามอย่างต้องมาพร้อมกันเสมอ

นมไม่ได้อยู่ในชุดเพราะเข้ากับแกงกะหรี่ แต่อยู่เพราะกองทัพเรือออกแบบชุดนี้ในฐานะมื้ออาหารครบส่วน สำหรับคนที่ต้องกินซ้ำทุกสัปดาห์เป็นปีๆ สลัดคือวิตามินและใยอาหาร นมคือโปรตีนกับแคลเซียม ส่วนแกงกะหรี่คือเหตุผลที่ทำให้ลูกเรือยอมกินสองอย่างแรก

เมื่อคุณเห็นนมวางอยู่ข้างจานแกงกะหรี่ในร้านที่โยโกสุกะ คุณกำลังเห็นซากฟอสซิลของนโยบายโภชนาการทหารเรือเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ไม่ใช่ไอเดียของเจ้าของร้าน

ship-galley
ครัวบนเรือรบ พื้นที่แคบที่ต้องเลี้ยงคนหลายร้อยด้วยเตาไม่กี่หัว เงื่อนไขแบบนี้คือเหตุผลที่แกงหม้อเดียวชนะทุกเมนู
· · ·

ประเพณีที่ยังมีชีวิตที่สุดจากสายนี้คือแกงกะหรี่วันศุกร์ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเล ซึ่งเป็นกองทัพเรือญี่ปุ่นในรูปแบบปัจจุบัน บนเรือรบญี่ปุ่นทุกลำ วันศุกร์คือวันแกงกะหรี่

คำอธิบายที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือเรื่องของเวลา เมื่อคุณอยู่กลางทะเลนานเป็นเดือน ไม่มีวันหยุด ไม่มีการเปลี่ยนบรรยากาศ ไม่มีอะไรบอกว่าวันนี้วันอะไร สมองจะเริ่มสับสน การกำหนดให้มีอาหารประจำหนึ่งวันในสัปดาห์จึงทำหน้าที่เป็นนาฬิกา กลิ่นแกงกะหรี่ลอยขึ้นมาจากครัวเรือเมื่อไร ทุกคนรู้ว่าอีกหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปแล้ว

คำอธิบายนี้เพราะและติดหูมาก แต่ต้องบอกตามตรงว่ามันไม่ใช่ที่มาจริง อดีตนายทหารเรือหลายคนออกมาชี้แจงตรงกันว่าเรื่องนาฬิกาบนเรือเป็นคำอธิบายที่แต่งขึ้นทีหลัง เพราะมันเป็นเรื่องที่เล่าสนุก ที่มาที่ตรวจสอบได้จริงกลับธรรมดากว่านั้นมาก คือเดิมทีกองทัพเรือกินแกงกะหรี่กันในวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ทำงานหกวัน เมื่อระบบทำงานห้าวันเข้ามาในราวปี ๑๙๘๕ วันสุดท้ายของสัปดาห์เลื่อนมาเป็นวันศุกร์ ธรรมเนียมจึงเลื่อนตามมาด้วย แกงกะหรี่วันศุกร์จึงไม่ใช่ระเบียบราชการและไม่ได้เก่าถึงยุคเมจิ แต่เป็นธรรมเนียมของสัปดาห์ทำงานสมัยใหม่ที่คนภายนอกเพิ่งมารู้จักกันตอนสื่อมวลชนนำไปเล่า ก่อนที่เทศบาลเมืองโยโกสุกะกับกองเรือภาคโยโกสุกะจะจับมือกันทำแคมเปญโยโกสุกะไคกุนคาเรในปี ๑๙๙๙

สิ่งที่งอกออกมาจากประเพณีนี้คือวัฒนธรรมที่แปลกและน่ารักมาก นั่นคือเรือแต่ละลำมีสูตรแกงกะหรี่ของตัวเอง ไม่ใช่สูตรกลางจากกองทัพ ครัวของแต่ละลำสะสม เพิ่ม ลด ปรับ และหวงสูตรของตัวเอง บางลำใส่กาแฟ บางลำใส่แอปเปิล บางลำเคี่ยวหัวหอมนานเป็นชั่วโมง และเมื่อพ่อครัวเรือย้ายลำ สูตรก็เดินทางไปด้วย

ที่โยโกสุกะมีการจัดแข่งขันเพื่อหาสูตรที่อร่อยที่สุดในกองเรือ โดยให้ประชาชนทั่วไปชิมและโหวต สูตรของเรือที่ชนะจะถูกนำไปผลิตเป็นแกงกะหรี่ซองขายเป็นของฝากประจำเมือง แกงกะหรี่จึงเดินครบวงจร จากอาหารแก้ปัญหาโภชนาการ กลายเป็นอาหารประจำหน่วย แล้วกลายเป็นสินค้าท่องเที่ยวในที่สุด

"บนเรือที่ไม่มีวันหยุดและไม่มีปฏิทิน กลิ่นเครื่องเทศคือสิ่งที่บอกลูกเรือว่าอีกหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปแล้ว"
· · ·

มีเรื่องบังเอิญเรื่องหนึ่งที่ควรทิ้งไว้ท้ายบท

เนื้อสัตว์ที่มีวิตามินบี ๑ สูงที่สุดในบรรดาเนื้อที่คนกินกันทั่วไปคือเนื้อหมู มากกว่าเนื้อวัวหลายเท่าตัว ในเวลาไล่เลี่ยกับที่กองทัพเรือกำลังแก้ปัญหาโรคเหน็บชาด้วยการยัดเนื้อสัตว์เข้าไปในมื้ออาหารลูกเรือ ร้านโยโชคุในกินซ่าก็กำลังเปลี่ยนคัตสึเรตสึจากเนื้อวัวมาเป็นเนื้อหมูด้วยเหตุผลเรื่องราคาและรสชาติ

อีกไม่กี่สิบปีต่อมา ของสองอย่างนี้จะมาเจอกันบนจานเดียว กลายเป็นเมนูชื่อคัตสึคาเร ซึ่งเป็นการเอาเนื้อสัตว์ที่มีไทอามีนสูงที่สุดมาวางบนอาหารที่ถือกำเนิดจากสงครามกับโรคขาดไทอามีน โดยไม่มีใครในเรื่องตั้งใจให้เป็นแบบนั้นเลยแม้แต่คนเดียว

ใครเป็นคนแรกที่วางทงคัตสึลงบนแกงกะหรี่ และทำไมเรื่องนั้นถึงยังเถียงกันไม่จบจนถึงทุกวันนี้ เป็นเรื่องของบทที่ ๖

yokosuka-curry
ชุดโยโกสุกะไคกุนคาเร ที่ต้องมีสลัดและนมสดมาพร้อมกันเสมอ นมไม่ได้อยู่ในชุดเพราะเข้ากับแกง แต่เพราะกองทัพเรือออกแบบให้เป็นมื้อครบส่วน
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนคำที่ไม่มีอยู่จรสารบัญบทถัดไป →ครัวสนามของกองทั

บทที่ ๓ · ภาค ๑ ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการ

ครัวสนามของกองทัพบก

ตำราอาหารที่ออกมาในรูปคำสั่งทหาร และชายหนุ่มหลายล้านคนที่พารสกลับบ้าน

ในปี ๑๙๑๐ ซึ่งเป็นปีที่สี่สิบสามของยุคเมจิ กองทัพบกญี่ปุ่นออกเอกสารฉบับหนึ่งในรูปของคำสั่งราชการ เลขที่อ้างอิงคือ ริคุฟุที่ ๓๑๓๔ เอกสารที่ส่งไปตามคำสั่งนั้นไม่ใช่แผนการรบ ไม่ใช่ระเบียบวินัย และไม่ใช่คู่มืออาวุธ สิ่งที่ส่งไปคือตำราอาหาร

ชื่อของมันคือ กุนไตโชริโฮ แปลตรงตัวว่าวิธีปรุงอาหารของกองทัพ และปลายทางของมันคือกองพลรักษาพระองค์ กรมทหารราบและทหารม้าทุกกรม โรงเรียนนายร้อย โรงพยาบาลทหาร เรือนจำทหาร ไปจนถึงหน่วยที่ประจำการอยู่นอกเกาะญี่ปุ่น ทั้งไต้หวัน เกาหลี กวนตง และคาราฟูโตะ

ในตำราเล่มนั้นมีสูตรหนึ่งชื่อว่า คาเรจิรุ ซึ่งแปลว่าน้ำแกงกะหรี่ ไม่ใช่ข้าวแกงกะหรี่

ความต่างของสองคำนี้เล็กมากบนหน้ากระดาษ แต่มันคือความต่างที่อธิบายว่าทำไมอาหารจานนี้ถึงไปถึงหมู่บ้านที่ไม่มีถนนลาดยาง ในขณะที่อาหารตะวันตกจานอื่นในยุคเดียวกันไปไม่ถึง

· · ·
meiji-army-uniform
ทหารราบญี่ปุ่นในแมนจูเรีย ภาพสไลด์ลงสีด้วยมือจากช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้าถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ กองทัพขนาดนี้คือโจทย์ที่ทำให้ตำราอาหารกลายเป็นคำสั่งราชการ

บทเรียนที่กองทัพบกจ่ายด้วยชีวิตสองหมื่นเจ็ดพันคน

ในบทที่ ๒ ผู้อ่านได้เห็นแล้วว่ากองทัพเรือแก้ปัญหาโรคเหน็บชาได้ตั้งแต่ปี ๑๘๘๔ ด้วยการเปลี่ยนเสบียง สิ่งที่บทนั้นยังไม่ได้เล่าคือ อีกเหล่าทัพหนึ่งอยู่ในห้องเดียวกัน ได้ยินข้อมูลชุดเดียวกัน แล้วเลือกไม่เชื่อ

แพทย์ใหญ่ของกองทัพบกในยุคนั้นคือ โมริ รินทาโร ซึ่งคนไทยรู้จักในนามปากกาว่า โมริ โองาอิ นักเขียนคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่น โมริเรียนแพทย์ที่เยอรมนี และการแพทย์เยอรมันยุคนั้นกำลังอยู่ในช่วงที่ทฤษฎีเชื้อโรคชนะทุกสนาม วัณโรค อหิวาตกโรค และโรคติดเชื้ออีกหลายชนิดถูกอธิบายด้วยเชื้อจุลชีพได้สำเร็จติดต่อกัน

โมริจึงยืนยันว่าโรคเหน็บชาต้องเกิดจากเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่ยังหาไม่พบ ไม่ใช่จากอาหาร และการที่กองทัพเรือหายจากโรคหลังเปลี่ยนเสบียงเป็นเพียงความบังเอิญที่ยังอธิบายไม่ได้

บริบท: ทำไมสองเหล่าทัพถึงตอบคนละอย่าง

ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องของคนฉลาดกับคนโง่ แต่เป็นเรื่องของโรงเรียนแพทย์คนละสำนัก

วิตามินบีหนึ่งซึ่งเป็นคำตอบที่แท้จริง ยังไม่ถูกแยกออกมาได้จนกระทั่งปี ๑๙๑๐ ที่ญี่ปุ่นและปี ๑๙๑๑ ที่ยุโรป นั่นคือหลังสงครามที่จะเล่าถึงข้างล่างนี้ไปแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงเถียงกันโดยที่ไม่มีใครมีหลักฐานชิ้นสุดท้ายอยู่ในมือ ต่างกันแค่ว่าฝ่ายหนึ่งยอมลงมือก่อนที่จะเข้าใจ

ราคาของการรอหลักฐานถูกจ่ายในสงครามรัสเซียกับญี่ปุ่นระหว่างปี ๑๙๐๔–๑๙๐๕

ในสงครามครั้งนั้น กองทัพบกญี่ปุ่นมีผู้ป่วยโรคเหน็บชาราวสองแสนห้าหมื่นคน และมีทหารเสียชีวิตจากโรคนี้ ๒๗,๔๖๘ คน ในขณะที่กองทัพเรือซึ่งใช้เสบียงผสมข้าวบาร์เลย์มาตั้งแต่สองทศวรรษก่อน มีผู้เสียชีวิตจากโรคเดียวกันสามคน

ในเดือนสิงหาคม ๑๙๐๔ หน่วยบางส่วนเริ่มได้รับข้าวบาร์เลย์ และในเดือนมีนาคม ๑๙๐๕ กองทัพบกออกมาตรฐานเสบียงใหม่เป็นข้าว 4 โก ผสมบาร์เลย์ 2 โก จากนั้นจำนวนผู้ป่วยจึงเริ่มลดลง

นี่คือฉากหลังที่ทำให้ตำราอาหารกลายเป็นคำสั่งได้ในอีกห้าปีต่อมา เพราะหลังสงครามนั้น กองทัพบกไม่ได้มองเรื่องอาหารเป็นเรื่องของครัวอีกต่อไป แต่มองเป็นเรื่องของกำลังพล

· · ·

ตำราที่ออกมาในรูปคำสั่ง

สิ่งที่ทำให้ กุนไตโชริโฮ น่าสนใจไม่ใช่ว่ามันมีสูตรแกงกะหรี่ แต่คือมันมีสูตรอะไรอยู่ข้างในบ้าง

ในเล่มมีทั้งคัตสึเรตสึ สตูว์ ออมเล็ต แซนด์วิชไข่ โดนัท โกโก้นม เยลลีผลไม้ มายองเนส โอเด้ง และแกงจืดเคนจิน รวมกันแล้วอยู่ในระดับสองถึงสามร้อยรายการ พูดอีกอย่างคือกองทัพบกกำลังพิมพ์ตำราอาหารตะวันตกฉบับย่อแจกทั้งประเทศ โดยใช้ระบบราชการทหารเป็นช่องทางแจก

และสูตรแกงกะหรี่ในเล่มนั้นถูกเรียกว่าน้ำแกงกะหรี่ ส่วนผสมหลักคือมันฝรั่ง หัวหอม แครอท และเนื้อสัตว์ โดยระบุเนื้อวัวเป็นมาตรฐานแต่เปลี่ยนได้ตามของที่หาได้

ส่วนผสมสี่อย่างนั้นคือสิ่งที่คนญี่ปุ่นทุกวันนี้ยังใส่หม้อแกงกะหรี่โดยไม่ต้องคิด และที่มาของมันคือบทที่ ๑ ซึ่งเล่าไว้แล้วว่าทำไมต้องเป็นสามอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างอื่น ตำราของกองทัพบกจึงไม่ได้คิดสูตรขึ้นใหม่ แต่ทำสิ่งที่ทรงพลังกว่านั้น คือตรึงสูตรให้นิ่ง แล้วพิมพ์แจก

ตารางข้างล่างนี้เทียบวิธีคิดของสองเหล่าทัพ ซึ่งต่างกันเพราะเงื่อนไขการทำงานต่างกัน ไม่ใช่เพราะรสนิยมต่างกัน

เงื่อนไขกองทัพเรือกองทัพบก
ครัวอยู่ที่ไหนห้องครัวถาวรในลำเรือ พื้นโคลงแต่ไม่ย้ายที่ครัวสนามที่ต้องรื้อและตั้งใหม่ตามการเคลื่อนกำลัง
วัตถุดิบมาจากไหนเบิกลงเรือครั้งเดียวก่อนออกเดินทางจัดหาในพื้นที่เป็นหลัก เปลี่ยนไปตามภูมิภาคและฤดู
จำนวนคนต่อหม้อคงที่ตามจำนวนลูกเรือเปลี่ยนตลอดตามขนาดหน่วยที่มารวมกัน
คนทำอาหารพลครัวประจำเรือที่ทำซ้ำทุกวันทหารเกณฑ์ที่หมุนเวียนเข้ามาทำ
สิ่งที่สูตรต้องให้รสที่คงที่ตลอดการเดินทางไกลความยืดหยุ่นของวัตถุดิบ และความง่ายจนคนไม่เคยทำก็ทำได้

ช่องสุดท้ายของตารางคือหัวใจของบทนี้ กองทัพเรือต้องการสูตรที่ให้ผลเหมือนเดิมทุกครั้ง ส่วนกองทัพบกต้องการสูตรที่ยอมให้เปลี่ยนไส้ในได้เกือบทั้งหมดโดยที่ผลลัพธ์ยังกินได้ และแกงกะหรี่คืออาหารที่ทำสองอย่างนี้ได้พร้อมกัน

· · ·
army-field-kitchen
ครัวสนามในการฝึกร่วมของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน หม้อใบเดียวที่ขยายขนาดได้ยังเป็นคำตอบเดียวกับเมื่อร้อยปีก่อน

ทำไมแกงกะหรี่ถึงเหมาะกับการเลี้ยงคนหมู่มากที่สุด

คำตอบที่มักได้ยินคือเพราะมันง่าย ซึ่งจริงแต่ตื้นเกินไป กลไกที่ทำให้มันชนะอาหารจานอื่นในครัวสนามมีอยู่ห้าข้อ และทุกข้อตรวจสอบได้จากตัวอาหารเอง

หนึ่ง แรงงานต่อหัวไม่เพิ่มตามจำนวนคน

การทอดคัตสึให้ทหารห้าร้อยคนต้องทอดห้าร้อยชิ้น แต่การต้มแกงให้ห้าร้อยคนคือการคนหม้อใบใหญ่ขึ้น ไม่ใช่คนนานขึ้นห้าร้อยเท่า อาหารประเภทเคี่ยวในหม้อเดียวจึงเป็นอาหารประเภทเดียวที่แรงงานต่อหัวลดลงเมื่อจำนวนคนเพิ่มขึ้น

สอง แป้งทำให้ซอสเกาะข้าวและทนการเดินทาง

ความข้นจากแป้งสาลีที่ผัดกับไขมัน ซึ่งเป็นมรดกจากครัวเรืออังกฤษ ทำให้ซอสไม่แยกชั้นเมื่อทิ้งไว้ ไม่กระฉอกออกจากภาชนะเวลาขน และเกาะเม็ดข้าวแทนที่จะไหลลงก้นชาม กลไกของความข้นนี้อธิบายเต็มอยู่ในบทที่ ๑๙

สาม เครื่องเทศซื้อเวลาให้วัตถุดิบ

ในครัวที่ไม่มีตู้เย็น ปัญหาไม่ใช่ว่าของเสียแล้วหรือยัง แต่คือของที่ยังกินได้นั้นมีกลิ่นที่คนไม่อยากกิน เครื่องเทศในหมวดอุ่นหอมและหมวดเผ็ดร้อนทำงานตรงจุดนี้ คือกลบกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์และกระตุ้นความอยากอาหารไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาค ๒ ทั้งภาคว่าด้วยกลไกของมัน

สี่ ผักและเนื้อสลับตัวได้เกือบทั้งหมด

สูตรของกองทัพบกระบุเนื้อวัวเป็นมาตรฐานแล้วเปิดช่องให้เปลี่ยน นี่ไม่ใช่ความหละหลวมแต่เป็นการออกแบบ หน่วยที่อยู่ฮอกไกโดกับหน่วยที่อยู่คิวชูจัดหาของได้คนละอย่าง ถ้าสูตรบังคับวัตถุดิบตายตัว สูตรนั้นจะใช้ได้แค่บางหน่วย

ห้า มันกินคู่กับข้าวได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนนิสัยของคนกิน

ข้อนี้สำคัญที่สุดและมักถูกมองข้าม อาหารตะวันตกอีกหลายจานในตำราเล่มเดียวกันนั้นไม่ได้แพร่ออกไปสู่บ้านคนเลย เพราะมันต้องกินกับขนมปัง ซึ่งแปลว่าต้องเปลี่ยนโครงสร้างมื้ออาหารทั้งมื้อ ส่วนแกงกะหรี่ราดข้าวเปลี่ยนแค่ของที่อยู่ข้างบนข้าว ไม่ได้เปลี่ยนว่าอาหารญี่ปุ่นมื้อหนึ่งหน้าตาเป็นอย่างไร

กฎ: สามข้อของครัวที่ต้องเลี้ยงคนหมู่มาก

สามข้อนี้ยังใช้ได้กับร้านอาหารในวันนี้ไม่ต่างจากครัวสนามเมื่อร้อยปีก่อน

· · ·

ชายหนุ่มที่พารสกลับบ้าน

ญี่ปุ่นใช้ระบบเกณฑ์ทหารมาตั้งแต่ปี ๑๘๗๓ ชายทุกคนต้องเข้ารับการตรวจเลือกเมื่ออายุยี่สิบ ผู้ที่ถูกเลือกเข้าประจำการราวสองถึงสามปี แล้วปลดกลับบ้าน

ในช่วงหลายสิบปีระหว่างการออกตำราปี ๑๙๑๐ จนถึงสิ้นสงคราม ชายหนุ่มจำนวนมหาศาลจึงผ่านครัวที่ใช้ตำราเล่มเดียวกัน กินสูตรเดียวกัน แล้วกลับไปยังหมู่บ้านของตัวเองทั่วประเทศ

นักประวัติศาสตร์อาหารชื่อ โคสุเงะ เคโกะ เสนอไว้ในหนังสือ กำเนิดข้าวแกงกะหรี่ ว่าเส้นทางนี้เองคือทางที่แกงกะหรี่เดินเข้าสู่ครัวชนบท คือทหารเกณฑ์จากต่างจังหวัดติดใจเมนูที่ได้กินในกองทัพ แล้วพากลับไปทำที่บ้าน

เกร็ดที่เล่าต่อกันมา: ข้อเสนอที่ยังเป็นข้อเสนอ

ต้องพูดให้ชัดว่าข้อเสนอของโคสุเงะเป็นการตั้งสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อสรุปที่มีเอกสารยืนยันรายครัวเรือน เพราะสิ่งที่ไม่มีคือบันทึกว่าครอบครัวไหนเริ่มทำแกงกะหรี่ในปีไหนเพราะใคร

สิ่งที่ทำให้ข้อเสนอนี้น่าเชื่อไม่ใช่หลักฐานตรง แต่เป็นขนาดและรูปร่างของช่องทาง กองทัพบกรับคนจากทุกจังหวัดรวมถึงพื้นที่เกษตรลึกที่การค้าเข้าไม่ถึง ต่างจากกองทัพเรือที่รับจากพื้นที่ชายฝั่งเป็นหลัก และต่างจากร้านอาหารตะวันตกในเมืองซึ่งคนชนบทไม่มีโอกาสเข้า

ผู้เขียนจึงเลือกเล่าเรื่องนี้ในฐานะคำอธิบายที่ดีที่สุดเท่าที่มี ไม่ใช่ในฐานะข้อเท็จจริงที่ปิดแล้ว ใครที่เจอบันทึกครัวเรือนหรือบันทึกความทรงจำของทหารปลดประจำการที่พูดถึงเรื่องนี้โดยตรง ถือว่าเจอหลักฐานชิ้นที่ยังขาดอยู่

มีข้อสังเกตอีกข้อที่ช่วยยืนยันทางอ้อม คือคำที่คนญี่ปุ่นรุ่นเก่าบางคนใช้เรียกแกงกะหรี่แบบทำเองที่บ้าน มักเป็นคำเดียวกับที่ใช้ในตำรากองทัพมากกว่าคำที่ใช้ในร้านอาหารตะวันตก และสูตรแกงกะหรี่บ้านแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นก็ใส่มันฝรั่งกับแครอทเป็นหลัก ซึ่งตรงกับสูตรกองทัพ มากกว่าจะตรงกับแกงของร้านโยโชคุที่เน้นเนื้อกับหัวหอมและกรองผักออก

"กองทัพบกแพ้ข้อโต้แย้งเรื่องโรคเหน็บชา และในที่สุดก็แพ้สงคราม แต่ตำราอาหารของมันชนะโต๊ะกินข้าวของทั้งประเทศ"
· · ·

สิ่งที่ครัวสนามทิ้งไว้

เมื่อสงครามจบลงในปี ๑๙๔๕ กองทัพถูกยุบ ตำราเล่มนั้นหมดสถานะทางราชการ และครัวสนามทุกครัวถูกรื้อ

แต่สิ่งที่ไม่ได้ถูกรื้อคือความคุ้นเคย ผู้ชายญี่ปุ่นจำนวนมากในรุ่นนั้นรู้จักรสแกงกะหรี่ก่อนที่จะเคยเข้าร้านอาหารตะวันตกสักครั้ง และรู้วิธีทำมันในหม้อใบใหญ่ก่อนที่จะเคยเห็นแกงกะหรี่ก้อนวางขายในร้านชำ

เมื่อบริษัทอาหารเริ่มขายผงกะหรี่และแกงกะหรี่ก้อนออกสู่ครัวเรือนในทศวรรษถัดมา ตามที่เล่าไว้ในบทที่ ๕ พวกเขาจึงไม่ได้ขายของแปลกใหม่ให้คนที่ไม่รู้จัก แต่กำลังขายทางลัดให้คนที่รู้จักรสนี้อยู่แล้ว

นั่นคือความต่างระหว่างสินค้าที่ต้องสร้างตลาดขึ้นมาเอง กับสินค้าที่เดินเข้าไปในตลาดที่มีคนรออยู่ก่อนแล้ว และความต่างข้อนี้คือเหตุผลที่แกงกะหรี่ก้อนใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็เข้าไปอยู่ในครัวเกือบทุกบ้าน ในขณะที่อาหารตะวันตกจานอื่นในตำราเล่มเดียวกันเมื่อปี ๑๙๑๐ ยังคงเป็นอาหารนอกบ้านมาจนถึงทุกวันนี้

หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนแกงกะหรี่ที่แล่นสารบัญบทถัดไป →ปีที่แกงกะหรี่หา

บทที่ ๔ · ภาค ๑ ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการ

ปีที่แกงกะหรี่หายไปจากโต๊ะ

เครื่องเทศที่เข้าประเทศไม่ได้ การควบคุมเสบียง และหม้อที่กลับมาทางโรงเรียน

ในช่วงสงครามแปซิฟิก โรงงานในญี่ปุ่นยังผลิตผงกะหรี่อยู่ แต่ผลิตให้กองทัพอย่างเดียว บนโต๊ะของคนทั่วไป อาหารจานที่กำลังจะกลายเป็นอาหารประจำชาติหายไปเฉยๆ ไม่ใช่เพราะคนเลิกชอบ และไม่ใช่เพราะรัฐบาลสั่งห้ามกิน แต่เพราะของที่ต้องใช้ทำมันเข้าประเทศไม่ได้อีกต่อไป

บทนี้เป็นบทเดียวในเล่มที่เล่าเรื่องการหายไป และเหตุผลที่ต้องมีบทนี้คือ ถ้าข้ามช่วงนี้ไป เรื่องของแกงกะหรี่ญี่ปุ่นจะกลายเป็นเส้นตรงที่ขึ้นอย่างเดียวตั้งแต่เรือรบเมจิจนถึงร้านสะดวกซื้อ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง

ระหว่างทางมีช่วงหนึ่งที่มันเกือบหายไปทั้งรุ่น และวิธีที่มันกลับมาคือสิ่งที่กำหนดหน้าตาของแกงกะหรี่ญี่ปุ่นในอีกเจ็ดสิบปีถัดมา

· · ·

จุดอ่อนที่อยู่ในสูตรมาตั้งแต่ต้น

ลองไล่ดูเครื่องเทศในผงกะหรี่ญี่ปุ่นมาตรฐานทีละตัว ขมิ้น ยี่หร่า เมล็ดผักชี กระวาน อบเชย กานพลู พริกไทย ลูกจันทน์ เฟนูกรีก และพริกแห้ง

ทุกตัวในรายการนั้นปลูกไม่ได้ในญี่ปุ่นในเชิงพาณิชย์ มีเพียงซันโชและชิโสะเท่านั้นที่เป็นของพื้นเมืองจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่บทในภาค ๒ ว่าด้วยตู้เครื่องเทศญี่ปุ่นอธิบายไว้เต็ม

แปลว่าอาหารจานที่กำลังกลายเป็นของประจำชาติ มีหัวใจเป็นสินค้านำเข้าทั้งหมด และเส้นทางของสินค้านั้นคือเรือ

ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ ๑๙๓๐ ปริมาณเครื่องเทศที่เข้าญี่ปุ่นเริ่มลดลง ไม่ใช่เพราะแหล่งผลิตหายไป แต่เพราะระวางเรือถูกดึงไปใช้กับสินค้าที่ถือว่าสำคัญกว่า

บริบท: ยึดแหล่งปลูกได้ แต่ขนกลับไม่ได้

มีความย้อนแย้งข้อหนึ่งที่ควรพูดให้ชัด ในช่วงสงคราม ญี่ปุ่นเข้าควบคุมพื้นที่ที่ปลูกเครื่องเทศเหล่านี้จำนวนมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้บางส่วน นั่นคืออยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบมากกว่ายุคใดที่ผ่านมา

แต่การครองพื้นที่ปลูกกับการมีของอยู่ในร้านชำที่โตเกียวเป็นคนละเรื่อง ระวางเรือทุกลำถูกจัดสรรให้เชื้อเพลิง แร่ ยาง และกำลังพล ส่วนเรือสินค้าที่เหลือก็ถูกจมลงเรื่อยๆ ตามการสู้รบทางทะเล

บทเรียนที่ยังใช้ได้กับคนทำร้านทุกวันนี้คือ ความมั่นคงของวัตถุดิบไม่ได้วัดที่ระยะทางถึงแหล่งผลิต แต่วัดที่จำนวนขั้นตอนและจำนวนมือที่ของต้องผ่านก่อนถึงครัวของคุณ

· · ·
ration-book-japan
บัตรปันส่วนข้าวปี ๑๙๔๕ ออกโดยหน่วยงานจัดสรรสินค้าในดินแดนที่ญี่ปุ่นปกครองช่วงสงคราม ระบบแบบเดียวกันนี้ใช้ในญี่ปุ่นเองตั้งแต่ปี ๑๙๔๐

เมื่ออาหารทั้งประเทศกลายเป็นเรื่องของบัตรปันส่วน

ระบบปันส่วนของญี่ปุ่นเริ่มขึ้นในปี ๑๙๔๐ โดยเริ่มจากน้ำตาลกับไม้ขีดไฟ จากนั้นจึงขยายไปครอบคลุมข้าวและสินค้าจำเป็นอีกเกือบทั้งหมด

ผลที่ตามมากับแกงกะหรี่มีสองชั้นซ้อนกัน

ชั้นแรกคือเครื่องเทศไม่มีขาย ชั้นที่สองซึ่งหนักกว่าคือของที่เหลือในสูตรก็หายไปด้วย น้ำตาลถูกปันส่วนตั้งแต่ปีแรก เนื้อสัตว์แทบไม่มี ไขมันสำหรับผัดรูซ์ไม่มี และแป้งสาลีถูกกันไว้ให้กับอาหารที่ให้พลังงานต่อหน่วยน้ำหนักสูงกว่า

ในช่วงนั้นการผลิตและการขายแกงกะหรี่สำหรับพลเรือนถูกระงับ สิ่งที่ยังผลิตอยู่คือผงกะหรี่สำหรับกองทัพเท่านั้น

ที่ต้องบันทึกไว้คือ อาหารจานนี้ไม่ได้ค่อยๆ เสื่อมความนิยม มันถูกตัดออกจากระบบอาหารของพลเรือนโดยการบริหารเสบียง และคนที่โตขึ้นมาในช่วงนั้นคือคนรุ่นแรกในรอบหลายสิบปีที่ไม่ได้รู้จักรสนี้จากบ้านตัวเอง

"อาหารประจำชาติไม่ได้ตายเพราะคนเลิกรัก มันตายเพราะเรือไม่มาส่งของ"
· · ·

๑๙๔๖ ทางกลับที่ไม่มีใครวางแผนไว้

หลังสงครามจบ สิ่งที่ญี่ปุ่นเผชิญคือภาวะขาดแคลนอาหารที่หนักกว่าช่วงสงครามเสียอีก และการแก้ปัญหาเริ่มจากกลุ่มที่เปราะบางที่สุดก่อน คือเด็ก

วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๑๙๔๖ อาหารกลางวันโรงเรียนกลับมาเปิดอีกครั้งโดยอาศัยของบริจาคจากองค์กรบรรเทาทุกข์เอกชนของอเมริกาที่เรียกกันว่าลารา ครอบคลุมเด็กราวสองแสนห้าหมื่นคนในโตเกียว คานางาวะ และชิบะ

ตั้งแต่เดือนมกราคม ๑๙๔๗ โครงการขยายไปยังเด็กในเขตเมืองทั่วประเทศราวสามล้านคน โดยเสิร์ฟอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง ประกอบด้วยนมจากนมผงขาดมันเนย กับสตูว์

ไล่ลำดับต่อมาได้ตามตารางนี้

ปีสิ่งที่เกิดขึ้นผลต่อแกงกะหรี่
๑๙๔๐เริ่มปันส่วนน้ำตาลและไม้ขีดไฟ แล้วขยายไปทั่ววัตถุดิบในสูตรหายไปทีละอย่าง
ช่วงสงครามระงับการผลิตและการขายสำหรับพลเรือนเหลือเฉพาะผงกะหรี่ของกองทัพ
๑๙๔๖อาหารกลางวันโรงเรียนกลับมาด้วยของบริจาคลารา และมีงบช่วยเหลือที่เรียกว่าการิโอเอสนับสนุนสินค้าแกงกะหรี่เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมแกงกะหรี่ที่กระจัดกระจายกลับมารวมตัวได้อีกครั้ง
๑๙๔๗ขยายถึงเด็กในเขตเมืองราวสามล้านคน สัปดาห์ละสองครั้งขึ้นไปเด็กรุ่นหลังสงครามได้กินอาหารตะวันตกในหม้อเดียวเป็นประจำ
๑๙๔๙ยูนิเซฟบริจาคนมผงขาดมันเนยฐานของซอสข้นแบบนมมีที่มาที่แน่นอน
๑๙๕๐แป้งสาลีที่อเมริกาบริจาคทำให้เกิดอาหารกลางวันครบมื้อครั้งแรกใน 8 เมืองใหญ่แป้งสาลีราคาถูกเข้าระบบอาหารญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก
๑๙๕๒ญี่ปุ่นได้อำนาจอธิปไตยคืน การนำเข้าเครื่องเทศกลับมาเป็นปกติวัตถุดิบครบ อุตสาหกรรมเดินหน้าได้เต็มที่

วิธีอ่านตารางนี้คือให้ดูคอลัมน์ขวาเรียงลงมา จะเห็นว่าการกลับมาของแกงกะหรี่ไม่ได้เกิดจากร้านอาหารหรือจากผู้บริโภค แต่เกิดจากนโยบายอาหารเด็กที่ใช้ของบริจาคเป็นวัตถุดิบ และถ้าจะออกนอกตาราง ต้องออกตรงที่ว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในบริบทของการยึดครอง ไม่ใช่การเลือกของญี่ปุ่นเองล้วนๆ

· · ·
wheat-flour-aid
กระสอบแป้งสาลีที่ส่งไปกับปฏิบัติการช่วยเหลือ ข้อความบนกระสอบระบุว่าเป็นของบริจาค ภาพนี้เป็นปฏิบัติการยุคปัจจุบัน แต่รูปแบบของถุงและข้อความบนถุงยังเหมือนกับที่ส่งเข้าญี่ปุ่นหลังสงคราม

ทำไมแป้งอเมริกันถึงเปลี่ยนหน้าตาของแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

ข้อนี้คือกลไกที่สำคัญที่สุดของบท และมันไม่ใช่เรื่องรสชาติ แต่เป็นเรื่องราคาต่อหน่วยความข้น

แกงกะหรี่ญี่ปุ่นข้นด้วยแป้งสาลีที่ผัดกับไขมัน ซึ่งต่างจากแกงอินเดียที่ข้นด้วยหัวหอมบด ถั่วบด หรือมะพร้าว กลไกของความข้นสองแบบนี้อธิบายไว้เต็มในบทที่ ๑๙ แต่สิ่งที่ต้องรู้ตรงนี้คือ ความข้นแบบแป้งถูกกว่าความข้นแบบอื่นมาก เมื่อคิดต่อหนึ่งจาน

ก่อนสงคราม แป้งสาลีในญี่ปุ่นไม่ได้ถูก เพราะญี่ปุ่นปลูกข้าวสาลีได้น้อยและต้องนำเข้า เมื่อโครงการช่วยเหลือหลังสงครามส่งแป้งสาลีอเมริกันเข้ามาในปริมาณมากและราคาต่ำ สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่เมนูในโรงเรียน แต่คือต้นทุนพื้นฐานของการทำอาหารข้นทุกชนิดในประเทศ

ผลที่ตามมาเป็นลูกโซ่

พูดอีกอย่างคือ แกงกะหรี่ญี่ปุ่นแบบที่คนทั้งโลกรู้จักทุกวันนี้ คือแกงที่ข้นด้วยแป้งซึ่งเคยเป็นของช่วยเหลือหลังสงคราม ถ้าแป้งชุดนั้นไม่เข้ามา หน้าตาของจานนี้อาจไม่ใช่แบบที่เราเห็น

เกร็ดศัพท์: ทำไมในโรงเรียนถึงเรียกว่าคาเรชิจู ไม่ใช่คาเรไรซ์

เมนูแกงกะหรี่ในอาหารกลางวันโรงเรียนยุคแรกถูกเรียกว่า คาเรชิจู ซึ่งแปลว่าสตูว์แกงกะหรี่ ไม่ใช่ข้าวแกงกะหรี่

เหตุผลตรงไปตรงมาคือช่วงนั้นอาหารกลางวันยังไม่มีข้าว ของหลักที่แจกคือขนมปังจากแป้งบริจาคกับนมจากนมผง แกงกะหรี่จึงถูกเสิร์ฟเป็นถ้วยซุปข้างขนมปัง ไม่ใช่ราดข้าว

ชื่อนี้บอกอะไรที่น่าสนใจ คือมันเป็นชื่อเดียวกับตรรกะของสูตรกองทัพบกที่เรียกว่าน้ำแกงกะหรี่ในบทที่ ๓ ครัวที่ต้องเลี้ยงคนจำนวนมากด้วยของที่ได้มาแบบไม่เลือกได้ ลงเอยที่รูปแบบเดียวกันเสมอ คือหม้อเดียวที่ตักแจกได้

· · ·

คนรุ่นที่รู้จักแกงกะหรี่จากโรงเรียนก่อนรู้จักจากบ้าน

ผลระยะยาวของช่วงนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขปริมาณอาหาร แต่อยู่ที่ว่าใครได้กินอะไรตอนอายุเท่าไหร่

เด็กที่เข้าโรงเรียนในช่วงปลายทศวรรษ ๑๙๔๐ ถึงต้นทศวรรษ ๑๙๕๐ คือคนรุ่นที่ได้รู้จักรสแกงกะหรี่จากถาดอาหารกลางวัน ก่อนที่จะได้รู้จักจากหม้อที่บ้าน เพราะที่บ้านยังไม่มีวัตถุดิบพอจะทำ

ยี่สิบปีต่อมา คนรุ่นเดียวกันนี้คือพ่อแม่ที่กำลังเลือกซื้อของเข้าครัว และคือกลุ่มเป้าหมายของแกงกะหรี่ก้อนสำหรับเด็กที่ออกในปี ๑๙๖๓

สิ่งที่บริษัทอาหารทำในทศวรรษ ๑๙๖๐ จึงไม่ใช่การสอนรสใหม่ให้คนทั้งประเทศ แต่คือการขายรสที่คนทั้งประเทศจำได้อยู่แล้วจากวัยเด็ก ให้กลับเข้าไปอยู่ในครัวของตัวเอง

ส่วนการทำให้คนทั้งชาติชอบรสเดียวกันอย่างเป็นระบบผ่านมาตรฐานอาหารกลางวัน เป็นเรื่องของทศวรรษถัดมาอีกและอยู่ในบทที่ ๖ บทนี้เล่าเฉพาะช่วงที่ยังเป็นการเอาตัวรอด ไม่ใช่ช่วงที่เป็นนโยบายวัฒนธรรม

· · ·

สิ่งที่ช่วงนี้ทิ้งไว้ในหม้อ

เมื่อการนำเข้าเครื่องเทศกลับมาเป็นปกติในปี ๑๙๕๒ สิ่งที่กลับมาไม่ใช่แกงกะหรี่แบบเดิมก่อนสงคราม

ของที่กลับมาคือแกงที่ข้นกว่าเดิม เพราะแป้งถูกลง หวานกว่าเดิม เพราะคนกินรุ่นใหม่คือเด็ก และอ่อนกว่าเดิม เพราะสูตรที่ทุกคนคุ้นเคยคือสูตรของโรงอาหารที่ต้องทำให้เด็กทุกคนกินได้

สามลักษณะนี้คือสามลักษณะที่คนทั้งโลกใช้บรรยายแกงกะหรี่ญี่ปุ่นทุกวันนี้ คือข้น หวาน และไม่เผ็ด

เรามักอธิบายสามข้อนั้นว่าเป็นรสนิยมของคนญี่ปุ่น แต่ถ้าไล่ย้อนกลับมาตามเส้นทางในบทนี้ จะเห็นว่าอย่างน้อยส่วนหนึ่งของมันคือร่องรอยของช่วงเวลาที่ประเทศหนึ่งไม่มีอะไรจะกิน แล้วสร้างรสของตัวเองขึ้นใหม่จากของที่คนอื่นให้มา

หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนครัวสนามของกองทัสารบัญบทถัดไป →การปฏิวัติของก้อ

บทที่ ๕ · ภาค ๑ ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการ

การปฏิวัติของก้อนและซอง

ผงกะหรี่ญี่ปุ่นกระป๋องแรก แกงกะหรี่ก้อน และซองสำเร็จรูปซองแรกของโลก

ในปี ๑๙๒๓ ชายอายุยี่สิบสามคนหนึ่งชื่อ ยามาซากิ มิเนะจิโร่ เปิดร้านเล็กๆ ในย่านอาซากุสะ กรุงโตเกียว ร้านนั้นชื่อ ฮิงาชิยะ และสิ่งที่เขาขายคือของที่ในเวลานั้นแทบไม่มีคนญี่ปุ่นทำได้ นั่นคือผงกะหรี่ที่ผลิตในประเทศ

ก่อนหน้านั้นผงกะหรี่ทุกกระป๋องในญี่ปุ่นเป็นของนำเข้าจากอังกฤษ ราคาสูง ปริมาณจำกัด และสำคัญที่สุดคือสูตรอยู่ในมือคนอื่น ร้านโยโชคุญี่ปุ่นทั้งประเทศทำแกงกะหรี่ด้วยรสที่บริษัทอังกฤษเป็นคนกำหนดให้

ยามาซากิใช้เวลาหลายปีทดลองผสมเครื่องเทศเอง เขาไม่มีสูตรต้นแบบ มีแต่กระป๋องนำเข้าที่ดมแล้วเดา และเครื่องเทศดิบที่สั่งเข้ามาทีละชนิด สิ่งที่เขาต้องหาให้เจอไม่ใช่แค่ว่าใส่อะไรบ้าง แต่คือใส่เท่าไร คั่วนานแค่ไหน และบ่มไว้กี่วันก่อนบรรจุ

สิ่งที่เขาทำสำเร็จในที่สุดคือผงกะหรี่ที่บรรจุกระป๋องขนาดหนึ่งปอนด์ ขายส่งให้ร้านอาหารตะวันตก และเมื่อบริษัทของเขาเติบโตขึ้น มันได้ชื่อใหม่ที่คนทั้งโลกรู้จักในวันนี้คือ S&B ซึ่งย่อมาจาก Spice and Herb

ข้อพิพาท: ใครคือผงกะหรี่ญี่ปุ่นกระป๋องแรกกันแน่

S&B ระบุว่าผู้ก่อตั้งของตนคือคนแรกที่ผลิตผงกะหรี่ในญี่ปุ่นได้สำเร็จในปี ๑๙๒๓

แต่มีอีกรายหนึ่งที่อ้างสิทธิ์เก่ากว่านั้นเกือบยี่สิบปี นั่นคือร้าน ยามาโตะยะ ในโอซากะ ซึ่งต่อมากลายเป็นบริษัทฮาจิโชคุฮิน โดยระบุว่าเริ่มผลิตผงกะหรี่ตราผึ้งออกขายตั้งแต่ปี ๑๙๐๕

ความขัดแย้งนี้ไม่ได้แปลว่าฝ่ายใดโกหก มันสะท้อนคำถามที่ตอบยากกว่านั้น นั่นคือคำว่า "ผลิตผงกะหรี่" หมายถึงอะไร ระหว่างการนำผงนำเข้ามาผสมเพิ่มแล้วบรรจุใหม่ กับการซื้อเครื่องเทศดิบมาคั่วบดผสมเองทั้งกระบวนการ ทั้งสองอย่างเรียกว่าผลิตได้ทั้งคู่ในภาษาการค้า

หนังสือเล่มนี้เลือกเล่าทั้งสองฝ่าย และให้ผู้อ่านเก็บไว้เป็นตัวอย่างว่า คำว่า "เจ้าแรก" ในโลกอาหารเป็นคำที่ต้องอ่านด้วยความระวังเสมอ

ผงกะหรี่ที่ผลิตในประเทศทำให้ต้นทุนลดลงและปริมาณเพิ่มขึ้น แกงกะหรี่จึงเริ่มลงจากร้านหรูมาสู่ร้านข้าวแกงและโรงอาหาร แต่มันยังไปไม่ถึงครัวบ้าน และเหตุผลไม่ได้อยู่ที่ราคา

· · ·

อุปสรรคที่แท้จริงชื่อว่ารูซ์

ลองนึกภาพแม่บ้านญี่ปุ่นในทศวรรษ ๑๙๓๐ ที่ซื้อผงกะหรี่กระป๋องกลับบ้านมาแล้วอยากทำแกงกะหรี่ให้ลูกกิน สิ่งที่เธอต้องทำคือ ผัดแป้งสาลีกับไขมันด้วยไฟอ่อนโดยคนไม่หยุดเป็นเวลาสิบถึงยี่สิบนาที จนแป้งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนพอดี ไม่อ่อนไปจนคาวแป้ง ไม่เข้มไปจนขม

เทคนิคนี้คือรูซ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของครัวฝรั่งเศส และเป็นเทคนิคที่ไม่มีอะไรในครัวญี่ปุ่นดั้งเดิมเทียบเคียงได้เลย ครัวญี่ปุ่นข้นน้ำด้วยแป้งมันหรือแป้งข้าวโพดละลายน้ำ ซึ่งใส่ตอนท้ายแล้วจบ ไม่ต้องยืนคนกระทะยี่สิบนาที

เตาในบ้านญี่ปุ่นยุคนั้นก็ไม่เอื้อ หลายบ้านยังใช้เตาถ่านซึ่งคุมไฟอ่อนได้ยาก และรูซ์ที่ไหม้แม้เพียงเล็กน้อยจะทำให้ทั้งหม้อขม ต้องทิ้งทั้งหมด

"สิ่งที่กั้นแกงกะหรี่ไม่ให้เข้าครัวบ้านคนญี่ปุ่น ไม่ใช่ราคาของเครื่องเทศ แต่คือยี่สิบนาทีของการยืนคนแป้งในกระทะ"

คำตอบของปัญหานี้ตรงไปตรงมามาก นั่นคือให้โรงงานผัดรูซ์แทน แล้วส่งรูซ์ที่ผัดเสร็จแล้วมาให้ผู้บริโภคในรูปที่เก็บได้

ผู้ผลิตญี่ปุ่นทดลองหลายรูปแบบ ทั้งผงผสมสำเร็จที่มีแป้งอยู่แล้ว และรูซ์ที่อัดเป็นก้อนแข็ง สิ่งที่ชนะในที่สุดคือแบบที่สอง ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่ามันแบ่งใช้ได้ ตวงง่าย และไม่เป็นก้อนเวลาละลาย

รูปทรงที่กลายเป็นมาตรฐานคือแผ่นสี่เหลี่ยมที่แบ่งเป็นช่องเล็กๆ เหมือนช็อกโกแลตแท่ง ซึ่งเป็นการออกแบบที่ฉลาดมาก เพราะมันบอกปริมาณด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีตาชั่ง คุณหักสองช่องหรือสี่ช่องตามจำนวนคนกิน

· · ·

๑๙๖๓ เมื่อแกงกะหรี่ตัดสินใจไปหาเด็ก

ก้อนแกงกะหรี่ทำให้แกงกะหรี่เข้าบ้านได้ แต่สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นอาหารประจำชาติคือการตัดสินใจทางการตลาดครั้งหนึ่งในปี ๑๙๖๓

ในเวลานั้นแกงกะหรี่ยังถูกมองว่าเป็น "ของผู้ใหญ่" เพราะมันเผ็ด บริษัทฮาวส์ฟู้ดส์ตั้งโจทย์กลับด้าน คือถ้าทำแกงกะหรี่ที่เด็กกินได้ล่ะ ตลาดจะใหญ่ขึ้นแค่ไหน

ผลลัพธ์คือสินค้าที่ชื่อ เวอร์มอนต์คาเร ซึ่งใส่แอปเปิลกับน้ำผึ้งเพื่อลดความเผ็ดและเพิ่มความหวานนวล

เกร็ดศัพท์: ทำไมต้องชื่อเวอร์มอนต์ ทั้งที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับรัฐเวอร์มอนต์เลย

ชื่อนี้ไม่ได้มาจากอาหารอเมริกัน แต่มาจากหนังสือสุขภาพ

ในช่วงนั้นมีกระแสความเชื่อเรื่อง "วิธีสุขภาพแบบเวอร์มอนต์" ระบาดในญี่ปุ่น ต้นทางคือหนังสือของแพทย์ชาวอเมริกันที่เล่าถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาวชนบทรัฐเวอร์มอนต์ ซึ่งดื่มน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิลผสมน้ำผึ้งเพื่อสุขภาพและอายุยืน

เมื่อฮาวส์จะทำแกงกะหรี่ที่ใส่แอปเปิลกับน้ำผึ้ง คำที่คนญี่ปุ่นในปีนั้นเชื่อมโยงกับ "แอปเปิลบวกน้ำผึ้งบวกสุขภาพ" ได้ทันทีจึงมีอยู่คำเดียว

นี่คือกรณีศึกษาการตั้งชื่อสินค้าที่ดีที่สุดกรณีหนึ่งในประวัติศาสตร์อาหารญี่ปุ่น ชื่อนี้ไม่ได้อธิบายว่าสินค้าคืออะไร แต่มันยืมความน่าเชื่อถือจากกระแสที่มีอยู่แล้วในหัวคน

ร้านค้าส่งในตอนแรกไม่เอาด้วยเลย คำตอบที่ฮาวส์ได้รับคือแกงกะหรี่หวานใส่แอปเปิลกับน้ำผึ้งไม่มีทางขายได้ บริษัทจึงเลือกวิธีที่แพงกว่าคือทำโฆษณาโทรทัศน์และตั้งโต๊ะให้ชิมหน้าร้านทั่วประเทศ

ผลคือภายในไม่กี่เดือน สินค้าขาดตลาดเพราะผลิตไม่ทัน และเวอร์มอนต์คาเรก็กลายเป็นแกงกะหรี่ก้อนที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นในระดับวัฒนธรรมสำคัญกว่ายอดขาย เพราะเด็กญี่ปุ่นรุ่นที่โตมากับเวอร์มอนต์คาเรจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้สึกว่ารสแกงกะหรี่คือรสของบ้าน ไม่ใช่รสของต่างประเทศ กระบวนการเปลี่ยนสัญชาติของอาหารจานนี้เสร็จสมบูรณ์ในรุ่นนั้นเอง

· · ·

๑๙๖๘ ซองที่มาจากโรงงานยา

วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๑๙๖๘ บริษัทโอสึกะฟู้ดส์วางขายสินค้าตัวหนึ่งในเขตฮันชิน ซึ่งครอบคลุมโอซากะและโกเบ สินค้านั้นชื่อ บงคาเร และมันคืออาหารสำเร็จรูปบรรจุซองทนความร้อนชนิดแรกของโลกที่ขายให้ผู้บริโภคทั่วไป

curry-roux-block
แกงกะหรี่ก้อนในรูปแผ่นแบ่งช่องเหมือนช็อกโกแลตแท่ง การออกแบบที่บอกปริมาณด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีตาชั่ง

คำว่า บง มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่าดี รวมกับคำว่าคาเรก็ได้ความหมายว่าแกงกะหรี่ที่อร่อย

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจกว่าตัวสินค้าคือที่มาของเทคโนโลยี

โอสึกะไม่ใช่บริษัทอาหาร โอสึกะเป็นบริษัทยา ธุรกิจหลักของกลุ่มคือน้ำเกลือและยาฉีด และหัวใจของการผลิตยาฉีดคือการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงภายใต้ความดัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ทำให้อาหารในซองเก็บได้โดยไม่ต้องแช่เย็นและไม่ต้องใส่สารกันเสีย

จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากผู้บริหารโรงงานที่โทคุชิมะอ่านเจอบทความในนิตยสารบรรจุภัณฑ์ของอเมริกา ซึ่งพูดถึงไส้กรอกที่บรรจุสุญญากาศเพื่อใช้เป็นเสบียงทหารแทนอาหารกระป๋อง เขามองเห็นทันทีว่าถ้าซองแบบนั้นทนหม้อนึ่งฆ่าเชื้อได้ มันจะกลายเป็นอาหารสำเร็จรูปที่ไม่ต้องใช้กระป๋อง

บริบท: โจทย์สองข้อที่บงคาเรห้ามยอมแลก

ทีมพัฒนาตั้งเงื่อนไขไว้ตั้งแต่ต้นสองข้อ และไม่ยอมลดข้อไหนเลย

สองข้อนี้บังคับให้ทางออกเดียวคือทำให้ซองทนความร้อนได้จริง ไม่ใช่แค่ปิดผนึกให้แน่น

ซองรุ่นแรกยังเป็นวัสดุใสและเก็บได้ในระดับไม่กี่เดือน ปัญหาคือแสงกับออกซิเจนที่ซึมผ่านเข้าไปทำให้คุณภาพตก ทางแก้คือเปลี่ยนมาใช้ซองที่มีชั้นอะลูมิเนียมประกบ ซึ่งกันทั้งแสงและอากาศได้เกือบสมบูรณ์ อายุการเก็บจึงกระโดดขึ้นเป็นระดับปี และเมื่อถึงจุดนั้นสินค้าจึงกระจายขายได้ทั้งประเทศ

ผลกระทบของซองแกงกะหรี่ต่อสังคมญี่ปุ่นใหญ่กว่าที่ตัวเลขยอดขายบอก

ก่อนหน้านั้นแกงกะหรี่คืออาหารที่ต้องวางแผน ต้องซื้อของ ต้องปอกผัก ต้องเคี่ยว หลังจากนั้นแกงกะหรี่กลายเป็นสิ่งที่คนคนเดียวทำกินได้ในเวลาห้านาที นักเรียนที่อยู่หอ คนทำงานที่กลับดึก และแม่บ้านในวันที่ไม่มีแรง ล้วนได้อาหารร้อนที่มีเนื้อสัตว์และผักในราคาที่จ่ายไหว

ทุกวันนี้ญี่ปุ่นผลิตแกงกะหรี่ซองออกมามากกว่าปีละหลายร้อยล้านซอง และชั้นวางแกงกะหรี่ซองในซูเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่นทั่วไปมีสินค้าให้เลือกมากกว่าชั้นวางซอสมะเขือเทศทั้งหมดรวมกัน

ปีเหตุการณ์สิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับคนกิน
๑๘๗๒สูตรแกงกะหรี่ภาษาญี่ปุ่นฉบับแรกตีพิมพ์ยังต้องมีผงกะหรี่นำเข้าและครัวแบบตะวันตก
๑๙๐๘ตำราครัวกองทัพเรือบรรจุสูตรคาเรไรซุทหารเกณฑ์ทั้งประเทศได้กินและจำรสไปทั้งชีวิต
๑๙๒๓ผงกะหรี่ผลิตในประเทศออกสู่ตลาดร้านอาหารเข้าถึงได้ ราคาลดลง
๑๙๕๔เอสแอนด์บีวางขายแกงกะหรี่ก้อนเจ้าแรกไม่ต้องผัดรูซ์เอง ครัวบ้านทำได้จริง
๑๙๖๐กูลิโกะออกก้อนแบบหักแบ่งได้ยืมเทคนิคทำช็อกโกแลตแท่งมาใช้ กะปริมาณง่ายขึ้น
๑๙๖๓เวอร์มอนต์คาเรเด็กกินได้ แกงกะหรี่กลายเป็นรสของบ้าน
๑๙๖๘บงคาเร ซองแรกของโลกคนเดียวก็ทำกินได้ในห้านาที ไม่ต้องมีตู้เย็น

ตารางนี้อ่านจากบนลงล่างจะเห็นว่าแต่ละก้าวไม่ได้เปลี่ยนรสของแกง แต่เปลี่ยนว่าใครทำมันได้บ้าง จากครัวโรงแรมสู่ครัวกองทัพ จากครัวร้านสู่ครัวบ้าน และสุดท้ายสู่คนที่ไม่มีครัวเลย

· · ·

สิ่งที่เสียไปในการปฏิวัติ

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อดูถูกของสำเร็จรูป บทที่ ๓๐ ทั้งบทว่าด้วยการทำให้แกงกะหรี่ก้อนอร่อยที่สุดเท่าที่มันจะเป็นได้ แต่ในฐานะหนังสืออ้างอิง เราควรพูดให้ครบว่าการปฏิวัติครั้งนี้แลกอะไรไปบ้าง

สิ่งที่หายไปคือความหลากหลาย ก่อนยุคก้อนสำเร็จรูป แกงกะหรี่ของแต่ละร้านแต่ละบ้านต่างกันจริงจัง เพราะทุกคนผสมเครื่องเทศเองและผัดรูซ์เอง ความต่างนั้นเกิดจากทักษะและรสนิยมของคนทำ

หลังยุคก้อนสำเร็จรูป แกงกะหรี่บ้านทั้งประเทศเริ่มมีรสใกล้เคียงกัน เพราะทุกบ้านซื้อก้อนจากผู้ผลิตไม่กี่ราย ความต่างที่เหลืออยู่คือใส่เนื้ออะไรและใส่ผักอะไร ซึ่งเป็นความต่างที่ตื้นกว่ามาก

นี่คือเหตุผลที่ภาค ๒ ของหนังสือเล่มนี้ยาวกว่าที่หนังสือแกงกะหรี่ทั่วไปจะยอมให้ยาว เพราะสิ่งที่หายไปในการปฏิวัติครั้งนั้นคือความรู้เรื่องเครื่องเทศรายตัว และการเอามันกลับคืนมาคือสิ่งเดียวที่ทำให้คุณทำแกงกะหรี่ที่เป็นของคุณเองได้จริง

หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนปีที่แกงกะหรี่หาสารบัญบทถัดไป →ศึกคัตสึคาเรและอ

บทที่ ๖ · ภาค ๑ ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการ

ศึกคัตสึคาเรและอาหารกลางวันของทั้งประเทศ

ใครวางทงคัตสึลงบนแกงกะหรี่คนแรก และใครสอนให้คนทั้งชาติชอบรสเดียวกัน

ปี ๑๙๔๘ ที่ร้านอาหารตะวันตกแห่งหนึ่งในกินซ่าชื่อ กินซ่าสวิส ลูกค้าประจำคนหนึ่งสั่งอาหารด้วยประโยคที่ฟังดูขี้เกียจมาก เขาบอกว่าการต้องกินข้าวแกงกะหรี่จานหนึ่งแล้วกินทงคัตสึอีกจานหนึ่งมันยุ่งยาก ช่วยเอาทงคัตสึวางลงบนแกงกะหรี่ให้เลยได้ไหม

ลูกค้าคนนั้นชื่อ ชิบะ ชิเงรุ เป็นผู้เล่นตำแหน่งเซคันด์เบสของทีมโยมิอุริไจแอนตส์ ซึ่งเป็นทีมเบสบอลที่ดังที่สุดในประเทศ และในยุคนั้นนักเบสบอลอาชีพคือคนดังระดับที่เด็กทั้งประเทศรู้จักชื่อ

ครัวทำตามที่ขอ และเมนูนั้นก็อยู่ในร้านต่อมาอีกเจ็ดสิบกว่าปี

เรื่องนี้ถูกเล่าซ้ำจนกลายเป็นตำนานมาตรฐานของการกำเนิดคัตสึคาเร ปัญหาคือมันไม่ใช่เรื่องเดียวที่มีอยู่

· · ·
asakusa-view
ย่านอาซากุสะในวันนี้ ที่ตั้งของร้านคาวาคินซึ่งเอาทงคัตสึมาเจอแกงกะหรี่ในชามเดียวกันตั้งแต่ปี ๑๙๑๘

ผู้ท้าชิงจากอาซากุสะ เก่ากว่าสามสิบปี

ในย่านอาซากุสะช่วงปี ๑๙๑๘ ซึ่งเป็นปีที่เจ็ดของยุคไทโช มีร้านอาหารตะวันตกแบบรถเข็นร้านหนึ่งชื่อ คาวาคิน ขายเมนูที่เรียกว่า คาวาคินดง

เมนูนั้นคือข้าวในชามโดมบุริ วางทงคัตสึทับ แล้วราดแกงกะหรี่ลงไป ซึ่งถ้าอ่านคำอธิบายเฉยๆ มันก็คือคัตสึคาเรทุกประการ ต่างกันแค่ภาชนะและชื่อ

ร้านคาวาคินยังเปิดอยู่จนถึงทุกวันนี้ และยังขายคาวาคินดงในชื่อเดิม

ข้อพิพาท: ทำไมสองฝ่ายจึงถูกทั้งคู่

เพราะคำถามว่า "ใครคิดคัตสึคาเรคนแรก" จริงๆ แล้วเป็นคำถามสามคำถามที่ซ้อนกันอยู่

ข้อสังเกตที่ควรเก็บไว้ใช้กับเรื่องอื่นด้วยคือ ในประวัติศาสตร์อาหาร คนตั้งชื่อมักได้เครดิตมากกว่าคนคิด เพราะชื่อคือสิ่งที่แพร่กระจายได้ ส่วนจานอาหารที่ไม่มีชื่อจะอยู่แค่ในร้านเดียว

ระหว่างสองร้านนี้ยังมีร้านที่สามที่มักถูกลืม คือ โอโรจิ ที่ชินจูกุ เปิดในปี ๑๙๒๑ เจ้าของรุ่นแรกเคยฝึกครัวฝรั่งเศสมาก่อน และคิดเมนูชื่อ ตงด้ง ซึ่งเป็นแกงกะหรี่กับทงคัตสึในชามเดียวกัน เมนูนี้ยังขายอยู่จนถึงวันนี้ ร้านนี้จึงอยู่กึ่งกลางระหว่างคาวาคินกับกินซ่าสวิสพอดี ทั้งในแง่เวลาและในแง่รูปแบบ

ยังมีร้านอื่นๆ ที่อ้างสิทธิ์ในระดับรองลงมาอีกหลายร้าน และในปี ๒๐๑๘ วงการอาหารญี่ปุ่นก็ฉลอง "ครบรอบร้อยปีคัตสึคาเร" โดยนับจากปีของคาวาคิน ซึ่งเท่ากับเป็นการยอมรับกลายๆ ว่าจุดเริ่มต้นทางกายภาพอยู่ที่อาซากุสะ ส่วนจุดเริ่มต้นทางวัฒนธรรมอยู่ที่กินซ่า

"ทงคัตสึกับแกงกะหรี่คือสองในสามยักษ์ใหญ่ของโยโชคุ การเอามาไว้บนจานเดียวกันจึงไม่ใช่การผสมอาหาร แต่คือการรวมสองสายวิวัฒนาการที่แยกกันเดินมาห้าสิบปี"

สิ่งที่ทำให้คัตสึคาเรอยู่รอดและกลายเป็นเมนูมาตรฐานทั่วประเทศไม่ใช่ตำนานการกำเนิด แต่คือเหตุผลทางเทคนิคที่ตรงไปตรงมา นั่นคือมันแก้จุดอ่อนของกันและกันพอดี

แกงกะหรี่มีทุกอย่างยกเว้นเนื้อสัมผัสที่กรอบ ทั้งจานเป็นของนุ่มกับข้าว ส่วนทงคัตสึมีความกรอบและความมันแต่ต้องพึ่งซอสเพื่อไม่ให้เลี่ยน เมื่อเอามารวมกัน ซอสของทงคัตสึถูกแทนที่ด้วยแกงกะหรี่ที่ทำหน้าที่เดียวกันแต่มีมิติมากกว่า และแกงกะหรี่ก็ได้เนื้อสัมผัสที่มันไม่เคยมี

กฎ: การเสิร์ฟคัตสึคาเรที่ร้านดีๆ ยึดกันทุกร้าน

ห้ามราดแกงทับเปลือกทงคัตสึทั้งชิ้น

เปลือกเกล็ดขนมปังจะดูดน้ำจากซอสและนิ่มภายในเวลาไม่ถึงสองนาที สิ่งที่ร้านทำคือราดแกงลงข้างตัวคัตสึ หรือราดทับแค่ครึ่งเดียว ให้เหลือสันด้านหนึ่งที่ยังกรอบไว้ให้ลูกค้าได้ยินเสียงตอนกัด

ร้านบางแห่งเสิร์ฟแกงมาในภาชนะแยกให้ลูกค้าราดเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ให้ความกรอบสูงที่สุดแต่เสียความเป็นจานเดียวไป

ข้อยกเว้นที่ควรรู้ กฎนี้เป็นกฎของฝั่งคนทำ ไม่ใช่กฎของคนกิน เพราะมีคนกินอีกกลุ่มที่ชอบให้เปลือกดูดซอสจนเกิดชั้นกึ่งกรอบกึ่งนุ่มโดยตั้งใจ ซึ่งเป็นเนื้อสัมผัสที่อาหารจานอื่นให้ไม่ได้เหมือนกัน ร้านจึงควรเสิร์ฟแบบที่เปลือกยังกรอบไว้ก่อน แล้วปล่อยให้ลูกค้าเลือกเองว่าจะกินทันทีหรือจะรอสักสองสามนาทีให้เปลือกชุ่ม การราดทับทั้งชิ้นตั้งแต่ในครัวคือการตัดสินใจแทนลูกค้า ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการที่ลูกค้าเลือกเอง

katsu-curry
คัตสึคาเร การรวมสองในสามยักษ์ใหญ่ของโยโชคุไว้บนจานเดียว
· · ·

ห้องเรียนที่สอนให้คนทั้งชาติชอบรสเดียวกัน

ถ้าจะหาสิ่งเดียวที่ทำให้แกงกะหรี่กลายเป็นอาหารประจำชาติของญี่ปุ่นได้จริง คำตอบไม่ใช่ร้านดัง ไม่ใช่โฆษณา และไม่ใช่แม้แต่แกงกะหรี่ก้อน

school-canteen
ถาดอาหารกลางวันของโรงเรียนญี่ปุ่น ห้องเรียนที่สอนให้คนทั้งรุ่นคุ้นรสแกงกะหรี่แบบเดียวกัน

คำตอบคือ คิวโชคุ หรือระบบอาหารกลางวันโรงเรียน

kyushoku
ถาดอาหารกลางวันโรงเรียนญี่ปุ่น ระบบที่ทำให้คนทั้งรุ่นมีความทรงจำเรื่องรสร่วมกัน

ระบบอาหารกลางวันของญี่ปุ่นถูกฟื้นฟูอย่างจริงจังหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงที่ประเทศขาดแคลนอาหารอย่างหนักและเด็กจำนวนมากขาดสารอาหาร โจทย์ของระบบนี้คือทำอาหารร้อนที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้เด็กหลายล้านคนทั่วประเทศ ด้วยงบประมาณต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ และด้วยครัวโรงเรียนที่มีคนทำอาหารไม่กี่คนต่อเด็กหลายร้อยคน

แกงกะหรี่ตอบโจทย์นี้ได้เกือบสมบูรณ์แบบ

เงื่อนไขของครัวโรงเรียนทำไมแกงกะหรี่ผ่าน
ต้องทำทีละหลายร้อยที่เป็นอาหารหม้อเดียว ขยายสูตรได้ตรงไปตรงมา
งบต่อหัวต่ำมากผักรากราคาถูก ใช้เนื้อสัตว์น้อยแต่รู้สึกว่ามีเนื้อ
ต้องมีโปรตีนและผักซ่อนผักที่เด็กไม่ชอบไว้ในซอสได้หมด
เด็กต้องยอมกินเป็นเมนูที่เด็กขอเพิ่มมากที่สุดตลอดกาล
เสิร์ฟเร็ว ล้างง่ายตักราดข้าว จบในภาชนะเดียว

ผลของมันลึกกว่าเรื่องมื้อกลางวัน เพราะเมื่อเด็กญี่ปุ่นทั้งประเทศกินแกงกะหรี่สูตรใกล้เคียงกันสัปดาห์ละครั้งเป็นเวลาเก้าปีของการศึกษาภาคบังคับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนทั้งรุ่นมีความทรงจำเรื่องรสร่วมกัน

คนญี่ปุ่นวัยผู้ใหญ่จำนวนมากพูดตรงกันว่ารสแกงกะหรี่ที่คิดถึงที่สุดไม่ใช่ของร้านดัง แต่คือแกงกะหรี่โรงเรียน ซึ่งเป็นแกงกะหรี่ที่ค่อนข้างจืด ค่อนข้างเหลว และมีผักต้มเปื่อยเป็นชิ้นใหญ่

เหตุการณ์จริง: วันแกงกะหรี่แห่งชาติ ๒๒ มกราคม

ในปี ๑๙๘๒ สมาคมนักโภชนาการโรงเรียนทั่วประเทศญี่ปุ่นกำหนดให้โรงเรียนทั่วประเทศเสิร์ฟแกงกะหรี่พร้อมกันในวันเดียว เพื่อฉลองวาระของระบบอาหารกลางวัน วันนั้นคือวันที่ ๒๒ มกราคม และต่อมาก็กลายเป็น "วันแกงกะหรี่" ที่ยังถูกใช้ในการตลาดจนถึงทุกวันนี้

รายละเอียดที่คนนอกญี่ปุ่นมักไม่รู้คือเมนูแกงกะหรี่ในโรงเรียนไม่ได้มีแค่ราดข้าว ยังมี โซฟุเมง ซึ่งเป็นเส้นบะหมี่นุ่มบรรจุถุงที่เด็กฉีกถุงแล้วจุ่มลงในแกงกะหรี่ เมนูนี้เป็นความทรงจำร่วมของคนญี่ปุ่นหลายรุ่นและแทบไม่มีขายนอกโรงเรียนเลย

· · ·

อาหารประจำชาติที่ไม่มีใครประกาศ

ไม่มีรัฐบาลญี่ปุ่นชุดไหนเคยประกาศให้แกงกะหรี่เป็นอาหารประจำชาติ แต่ตัวเลขพูดแทน

แกงกะหรี่ติดอันดับต้นของเมนูที่ครัวเรือนญี่ปุ่นทำกินบ่อยที่สุดมาต่อเนื่องหลายทศวรรษ เป็นเมนูที่เด็กตอบว่าชอบที่สุดในแบบสำรวจอาหารกลางวันแทบทุกครั้งที่มีการสำรวจ และเป็นหนึ่งในไม่กี่เมนูที่มีทั้งเวอร์ชันร้านหรู เวอร์ชันร้านข้างทาง เวอร์ชันโรงอาหาร เวอร์ชันซองสำเร็จรูป และเวอร์ชันบ้าน โดยที่ทุกเวอร์ชันถูกยอมรับว่าเป็นของจริงเท่ากันหมด

ลองเทียบกับซูชิ ซึ่งมีลำดับชั้นชัดเจนว่าอะไรคือของแท้และอะไรคือของถูก หรือราเมนที่มีสำนักและกฎเกณฑ์ให้เถียงกันไม่จบ แกงกะหรี่ไม่มีลำดับชั้นแบบนั้น แกงกะหรี่ซองอุ่นในไมโครเวฟกับแกงกะหรี่เคี่ยวแปดชั่วโมงอยู่ในหมวดเดียวกันได้อย่างสบายใจ

"อาหารจะเป็นของประจำชาติได้จริง ก็ต่อเมื่อคนในชาติเลิกตัดสินกันเรื่องเวอร์ชันของมัน"

เหตุผลอีกข้อที่ทำให้แกงกะหรี่กลายเป็นของทุกคนคือมันไม่มีศาสนาและไม่มีพิธี ซูชิมีมารยาท ชามีพิธี ไคเซกิมีลำดับ แต่แกงกะหรี่กินด้วยช้อนคนเดียวจากจานเดียว ไม่มีท่าที่ถูกหรือผิด ไม่มีใครถูกมองว่าไม่รู้เรื่องเพราะกินแกงกะหรี่ผิดวิธี

บทถัดไปเป็นบทปิดของภาคประวัติศาสตร์ จากนั้นตั้งแต่ภาค ๒ เป็นต้นไป ผู้เขียนจะทิ้งประวัติศาสตร์ไว้ก่อน แล้วพาเข้าไปในสิ่งที่อยู่ในหม้อจริงๆ คือเครื่องเทศทีละตัว ซึ่งเป็นภาคที่ยาวที่สุดของหนังสือเล่มนี้ และเป็นภาคที่จะอยู่กับคุณนานที่สุดหลังอ่านจบ

own-katsu-set
ชุดคัตสึคาเรที่จัดแบบเสิร์ฟจริง เครื่องเคียงวางแยกไว้ที่ขอบจานฝั่งข้าว ไม่วางบนแกง
อ่านต่อในเล่มทงคัตสึ

เรื่องของทงคัตสึเองก่อนจะมาเจอแกงกะหรี่ ตั้งแต่คัตสึเรตสึที่เรนงาเตปี ๑๘๙๙ จนถึงชื่อทงคัตสึที่ลงตัวในทศวรรษ ๑๙๓๐ อยู่ในเล่มทงคัตสึบทที่ ๓–๕ ส่วนคัตสึคาเรในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวคัตสึ ร่วมกับคัตสึด้งและคัตสึซันโด อยู่ในบทที่ ๑๗ ของเล่มนั้น ชื่อบทว่าลูกหลานตระกูลคัตสึ อ่านสองเล่มคู่กันจะเห็นว่าจานเดียวนี้มีวันเกิดสองวัน คือวันที่ทงคัตสึเกิด และวันที่มันถูกวางลงบนแกง

หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนการปฏิวัติของก้อสารบัญบทถัดไป →ซองที่ชนะก้อน

บทที่ ๗ · ภาค ๑ ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการ

ซองที่ชนะก้อน

ร้านเชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตู้แช่ในร้านสะดวกซื้อ และปีที่ตัวเลขพลิกกลับ

ในปี ๑๙๗๔ สามีภรรยาคู่หนึ่งเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ชื่อ บักคัส ที่เมืองนิชิบิวาจิมะในจังหวัดไอจิ ทั้งคู่ชื่อ มุเนตสึงุ โทคุจิ กับ มุเนตสึงุ นาโอมิ และสิ่งที่ขายดีที่สุดในร้านกาแฟแห่งนั้นไม่ใช่กาแฟ แต่เป็นข้าวแกงกะหรี่ที่เสิร์ฟเป็นอาหารจานเดียว

สี่ปีต่อมาในปี ๑๙๗๘ ทั้งคู่ตัดสินใจทำสิ่งที่ฟังดูเสี่ยงมากในเวลานั้น คือเปิดร้านที่ขายแกงกะหรี่อย่างเดียว ไม่มีเมนูอื่น ชื่อร้านคือ คาเรเฮาส์ โคโคอิจิบันยะ

สามสิบห้าปีถัดมา ร้านนั้นได้รับการรับรองจากกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ดในฐานะเครือร้านแกงกะหรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บทนี้เป็นบทสุดท้ายของภาคประวัติศาสตร์ และเป็นบทที่เล่าถึงช่วงเวลาที่แกงกะหรี่ญี่ปุ่นเลิกเป็นอาหารที่คนทำเอง แล้วกลายเป็นอาหารที่คนซื้อ

· · ·

ร้านที่ขายของอย่างเดียว แล้วขายได้มากกว่าร้านที่ขายทุกอย่าง

ตัวเลขที่บอกขนาดของโคโคอิจิบันยะได้ชัดที่สุดคือตัวเลขตอนได้รับรางวัล ณ สิ้นเดือนธันวาคม ๒๐๑๒ เครือนี้มีร้านในญี่ปุ่น 1,205 สาขา และนอกญี่ปุ่นอีก 100 สาขา รวมเป็น 1,305 สาขา และได้รับการรับรองจากกินเนสส์ในวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๐๑๓

ตัวเลขที่น่าสนใจกว่าคือความหนาแน่นของสาขาเมื่อเทียบกับประชากร ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ราว 0.98 สาขาต่อประชากรหนึ่งแสนคน ส่วนจังหวัดไอจิซึ่งเป็นบ้านเกิดของเครือนี้อยู่ที่ 2.59 สาขาต่อประชากรหนึ่งแสนคน

ตัวเลขคู่นี้บอกเรื่องที่คนทำร้านควรสังเกต คือเครือร้านที่โตจนเป็นอันดับหนึ่งของโลก ยังคงหนาแน่นที่บ้านเกิดของตัวเองมากกว่าค่าเฉลี่ยเกือบสามเท่า การขยายสาขาที่แข็งแรงจึงไม่ได้แปลว่ากระจายเท่ากันทุกพื้นที่ แต่แปลว่าฐานที่มั่นเดิมยังหนากว่าที่อื่นอยู่เสมอ

· · ·
curry-chain-counter
ชุดแกงกะหรี่ใส่ของทอดในร้านเชนอาหารจานด่วนของญี่ปุ่น พร้อมกริ่งเรียกบนถาด ระบบเลือกของวางทับคือสิ่งที่ทำให้ครัวเดียวออกจานได้หลายแบบ

ระบบสั่งที่ย้ายความหลากหลายออกไปไว้นอกหม้อ

สิ่งที่ทำให้ร้านนี้ทำงานได้ไม่ใช่สูตรแกง แต่คือวิธีรับคำสั่ง

ลูกค้าเลือกปริมาณข้าวเป็นหน่วยน้ำหนักได้ เลือกระดับความเผ็ดจากสเกลที่มีตัวเลขกำกับได้ และเลือกของท็อปปิงวางเพิ่มได้ทีละอย่าง ผลคือคนสองคนที่นั่งโต๊ะเดียวกันแทบไม่มีทางได้จานที่เหมือนกัน

แต่ในครัวมีซอสฐานอยู่ชุดเดียว

นี่คือหลักการเดียวกับครัวสนามของกองทัพบกในบทที่ ๓ ที่ต่างกันแค่ปลายทาง ครัวสนามต้องการให้ทุกคนได้จานเหมือนกันจากหม้อเดียว ส่วนร้านเชนต้องการให้ทุกคนได้จานต่างกันจากหม้อเดียว และทั้งสองอย่างใช้กลไกเดียวกัน คือความหลากหลายเกิดขึ้นตอนประกอบจาน ไม่ใช่ตอนปรุง

กฎ: สำหรับคนที่กำลังจะเปิดร้านแกงกะหรี่

ถ้าคุณอยากมีเมนูเยอะโดยที่ครัวไม่พัง มีทางเลือกอยู่สองทางเท่านั้น

ข้อสังเกตที่ควรเก็บไว้คือ ร้านที่มีเมนูยาวที่สุดมักเป็นร้านที่ครัวเรียบง่ายที่สุด ส่วนร้านที่เมนูสั้นแต่ครัวยุ่งเหยิง คือร้านที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะขายอะไร

· · ·
konbini-interior
ภายในร้านสะดวกซื้อ ช่องทางขายอาหารที่เปิดตลอดเวลาและไม่ต้องมีพ่อครัวอยู่หลังร้าน

ตู้แช่ที่ไม่ต้องมีพ่อครัว

ในขณะที่ร้านเชนกำลังขยาย อีกด้านหนึ่งของตลาดกำลังเดินไปในทิศที่ตรงกันข้าม คือการทำให้ไม่ต้องมีร้านเลย

ซองแกงกะหรี่สำเร็จรูปซองแรกของโลกออกขายในปี ๑๙๖๘ ตามที่เล่าไว้ในบทที่ ๕ สิ่งที่บทนั้นยังไม่ได้เล่าคือมันใช้เวลาเกือบห้าสิบปีกว่าจะแซงแกงกะหรี่ก้อนได้

เหตุผลที่ใช้เวลานานขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องรสชาติ แต่เป็นเรื่องโครงสร้างครัวเรือนและเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเปลี่ยนพร้อมกันในช่วงเดียว

หนึ่ง ขนาดครัวเรือนหดลง

แกงกะหรี่ก้อนหนึ่งกล่องมาตรฐานทำได้ราวแปดถึงสิบที่ ซึ่งเหมาะกับบ้านที่มีสมาชิกสี่ถึงห้าคน เมื่อสัดส่วนครัวเรือนคนเดียวและครัวเรือนสองคนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กล่องเดียวกลายเป็นของที่ต้องกินสามวันติด ส่วนซองหนึ่งซองคือหนึ่งที่พอดี

สอง ซองเข้าไมโครเวฟได้

ซองรุ่นแรกต้องต้มในน้ำเดือดราวห้านาที ซึ่งแปลว่ายังต้องมีหม้อและต้องล้างหม้อ เมื่อผู้ผลิตเปลี่ยนวัสดุและรูปทรงให้เข้าไมโครเวฟได้โดยตรง ขั้นตอนสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็หายไป

สาม ซองแยกความต่างได้ ส่วนก้อนแยกไม่ได้

ก้อนหนึ่งกล่องขายได้ในช่วงราคาที่แคบมาก เพราะคนซื้อเทียบราคาต่อกล่องกันตรงๆ แต่ซองขายได้ตั้งแต่ราคาถูกที่สุดไปจนถึงซองที่ใช้เนื้อวากิวและตั้งราคาหลายร้อยเยน เพราะคนซื้อเทียบกับราคาอาหารหนึ่งมื้อ ไม่ได้เทียบกับซองอื่น

ข้อสามนี้คือข้อที่ทำให้ตลาดพลิก เพราะมันเปลี่ยนซองจากสินค้าราคาถูกให้กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ผลิตแข่งกันด้วยคุณภาพได้ และเป็นช่องทางให้แกงประจำจังหวัดในภาค ๕ ออกจากจังหวัดของตัวเองไปวางขายทั่วประเทศ

· · ·

ปีที่ตัวเลขพลิก

จุดตัดเกิดขึ้นในปี ๒๐๑๗

ปีตลาดแกงกะหรี่ก้อนตลาดแกงกะหรี่ซองผลลัพธ์
๒๐๑๖ราว 489 ล้านเยน หน่วยร้อยล้านราว 446 ล้านเยน หน่วยร้อยล้านก้อนยังนำ
๒๐๑๗45,600 ล้านเยน46,100 ล้านเยนซองแซงเป็นครั้งแรก
๒๐๑๘43,600 ล้านเยน48,200 ล้านเยนช่องว่างถ่างออก

ตัวเลขปี ๒๐๑๗ ต่างกันเพียง 500 ล้านเยน ซึ่งคิดเป็นราวร้อยละหนึ่งของตลาด จึงไม่ใช่การพลิกแบบถล่มทลาย แต่สิ่งที่สำคัญคือทิศทาง ตลาดก้อนลดลงทุกปีในขณะที่ตลาดซองเพิ่มขึ้นทุกปี และเมื่อเส้นสองเส้นตัดกันแล้ว มันก็ไม่กลับมาตัดกันอีก

ถ้าจะออกนอกตารางนี้ ต้องออกตรงที่ว่าตัวเลขเหล่านี้นับเฉพาะตลาดค้าปลีกสำหรับครัวเรือน ไม่ได้รวมยอดของร้านอาหารและไม่ได้รวมยอดของแกงกะหรี่ที่ขายเป็นอาหารสำเร็จรูปแช่เย็นในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นอีกตลาดหนึ่งที่โตขึ้นพร้อมกัน

ในปี ๒๐๒๔ ญี่ปุ่นผลิตแกงกะหรี่ซองรวม 161,227 ตัน คิดเป็นราวร้อยละ 32 ของตลาดอาหารสำเร็จรูปบรรจุซองทั้งหมดของประเทศ พูดอีกอย่างคือ ในบรรดาอาหารทุกชนิดที่คนญี่ปุ่นซื้อเป็นซองสำเร็จรูป หนึ่งในสามคือแกงกะหรี่

"ก้อนแกงกะหรี่ครองครัวญี่ปุ่นอยู่ห้าสิบสี่ปี แล้วแพ้ให้กับซองที่ไม่ต้องใช้หม้อ ในปีที่คนอยู่บ้านคนเดียวมากกว่าอยู่กันสี่คน"
· · ·

แล้วคนญี่ปุ่นกินแกงกะหรี่บ่อยแค่ไหนกันแน่

ตัวเลขที่ถูกอ้างบ่อยที่สุดคือคนญี่ปุ่นกินแกงกะหรี่ปีละ 79.1 ครั้ง ซึ่งมาจากการประมาณของสมาคมอุตสาหกรรมแกงกะหรี่แห่งญี่ปุ่นร่วมกับสมาคมอาหารกระป๋องขวดและอาหารบรรจุซอง

ตัวเลขนี้ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะมันไม่ได้มาจากการถามคนว่ากินกี่ครั้ง แต่มาจากการเอาปริมาณสินค้าทั้งหมดที่ขายได้ในประเทศ หารด้วยจำนวนประชากร ซึ่งแปลว่าคนที่ไม่กินเลยกับคนที่กินทุกวันถูกเฉลี่ยรวมกัน และอาหารที่ขายให้ร้านอาหารก็ถูกนับรวมเข้าไปด้วย

ตัวเลขที่ตรวจสอบได้ตรงกว่าคือผลสำรวจพฤติกรรม ซึ่งพบว่าคนญี่ปุ่นราวร้อยละ 70 กินแกงกะหรี่อย่างน้อยเดือนละครั้ง

วิธีอ่านตัวเลข: ระวังค่าเฉลี่ยที่ได้มาจากการหาร

ตัวเลขความถี่ในการกินอาหารชนิดหนึ่งมีอยู่สองชนิด และมันตอบคนละคำถาม

ถ้าเจอตัวเลขที่ฟังดูน่าทึ่งเกี่ยวกับความถี่ในการกินอาหารชนิดใดก็ตาม ให้ถามก่อนว่าตัวเลขนั้นมาจากการหารหรือมาจากการถาม

อีกตัวเลขหนึ่งที่ใช้ได้จริงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศคือสถิติค่าใช้จ่ายรายครัวเรือน ซึ่งสำรวจโดยกระทรวงกิจการภายในของญี่ปุ่นเป็นรายเมือง เมืองที่ครัวเรือนใช้เงินซื้อแกงกะหรี่ก้อนสูงที่สุดในช่วงปี ๒๐๒๒–๒๐๒๔ คือนีงาตะ ทตโตริ และมัตสึเอะ

ที่น่าสังเกตคือทั้งสามเมืองอยู่ฝั่งทะเลญี่ปุ่น ไม่ใช่เมืองใหญ่ฝั่งแปซิฟิก ซึ่งเป็นข้อมูลที่ควรอ่านคู่กับแผนที่ตระกูลแกงกะหรี่ในบทที่ ๒๓ เพราะมันบอกว่าการกินแกงกะหรี่ที่บ้านกับการกินแกงกะหรี่นอกบ้านไม่ได้กระจุกอยู่ที่เดียวกัน

· · ·

ปลายทางของเส้นทางที่เริ่มบนเรือรบ

ภาคนี้เริ่มต้นที่คำภาษาทมิฬ ผ่านเรือของบริษัทอินเดียตะวันออก ผ่านห้องครัวของกองทัพเรือเมจิ ผ่านครัวสนามของกองทัพบก ผ่านปีที่มันหายไปจากโต๊ะ และผ่านกล่องกระดาษในร้านชำ

ปลายทางของมันในวันนี้คือตู้แช่ในร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ซึ่งคนซื้อไม่ต้องรู้จักชื่อคนทำ ไม่ต้องรอเวลาเปิดร้าน และไม่ต้องมีครัวเป็นของตัวเองด้วยซ้ำ

มองในแง่หนึ่งนี่คือความสำเร็จที่สมบูรณ์ อาหารจานหนึ่งเดินทางจากของแปลกที่แพงกว่าค่าแรงหนึ่งวัน มาเป็นของที่ใครก็หาได้ในสามนาที

มองในอีกแง่หนึ่ง นี่คือเหตุผลที่หนังสือเล่มนี้ต้องมีอยู่ เพราะเมื่อของกลายเป็นของที่ได้มาง่ายจนไม่ต้องคิด ความรู้ว่าทำไมมันถึงมีหน้าตาแบบนี้ก็หายไปพร้อมกัน และสิ่งที่ภาคต่อไปจะทำคือพาผู้อ่านกลับเข้าไปดูข้างในซองนั้นทีละอย่าง เริ่มจากเครื่องเทศสี่สิบหกชนิดที่ประกอบกันเป็นกลิ่นที่คุณคุ้นเคย

หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนศึกคัตสึคาเรและอสารบัญบทถัดไป →อ่านเครื่องเทศให

บทที่ ๘ · ภาค ๒ ทำเนียบเครื่องเทศ

อ่านเครื่องเทศให้เป็น

กลิ่นอยู่ตรงไหน ความเผ็ดอยู่ตรงไหน และทำไมลำดับการใส่ถึงสำคัญกว่าปริมาณ

ถ้าคุณเปิดตู้เครื่องเทศของคนที่ทำแกงกะหรี่เป็นจริงๆ คุณจะไม่เห็นกระปุกเรียงตามตัวอักษร คุณจะเห็นกระปุกเรียงตามลำดับที่มันถูกใช้ในหม้อ นั่นคือของที่ใส่ตอนต้นอยู่ใกล้มือ ของที่ใส่ตอนท้ายอยู่อีกฝั่ง เพราะสิ่งที่คนทำแกงคิดถึงตลอดเวลาไม่ใช่ว่าใส่อะไร แต่คือใส่เมื่อไร

ภาคนี้คือหัวใจของหนังสือเล่มนี้ และเป็นภาคที่คุณจะเปิดซ้ำบ่อยที่สุดหลังอ่านจบ มันคือทำเนียบเครื่องเทศ ๔๖ ชนิดที่เกี่ยวข้องกับแกงกะหรี่ญี่ปุ่น เรียงเป็นหมวดตามหน้าที่ ไม่ใช่ตามตัวอักษร เพราะการเรียงตามตัวอักษรมีประโยชน์เฉพาะตอนหาของ ส่วนการเรียงตามหน้าที่มีประโยชน์ตอนคิดสูตร

ก่อนจะเข้าไปดูรายตัว บทนี้จะให้เครื่องมืออ่านสี่อย่าง ซึ่งใช้ได้กับทุกหน้าในภาคนี้

· · ·

เครื่องมือที่ ๑ กลิ่นกับความเผ็ดเป็นคนละเรื่องกัน

สารในเครื่องเทศที่เรารับรู้ได้แบ่งเป็นสามกลุ่มใหญ่ และสามกลุ่มนี้มีพฤติกรรมต่อความร้อนต่างกันสิ้นเชิง ถ้าจำได้แค่เรื่องเดียวจากบทนี้ ขอให้เป็นเรื่องนี้

whole-vs-ground
เครื่องเทศหลายชนิดวางเทียบกันบนเขียง ทั้งเมล็ด ใบ และผล ของแต่ละแบบทำงานคนละเวลาในหม้อ

ตารางแรกแบ่งสารในเครื่องเทศตามพฤติกรรมเมื่อโดนความร้อน เพราะนี่คือสิ่งเดียวที่ตัดสินว่ามันควรลงหม้อตอนไหน

กลุ่มตัวอย่างสารพฤติกรรมต่อความร้อนแปลว่าต้องใส่ตอนไหน
สารหอมระเหยในยี่หร่า ผักชี กระวาน อบเชย กานพลูระเหยหายเมื่อโดนความร้อนนาน ละลายในไขมันได้ดีกว่าในน้ำบลูมในไขมันสั้นๆ หรือใส่ตอนท้าย
สารเผ็ดที่ไม่ระเหยพิเพอรีนในพริกไทย แคปไซซินในพริก จินเจอรอลในขิงทนความร้อน ไม่หายไปกับไอน้ำ สะสมได้เรื่อยๆใส่ตอนไหนก็ได้ แต่ยิ่งเคี่ยวยิ่งกระจายทั่ว
สารให้สีเคอร์คูมินในขมิ้น แคปแซนทินในปาปริก้าไม่ระเหย แต่สลายตัวเมื่อโดนความร้อนซ้ำและโดนแสงใส่ต้นหม้อเพื่อให้สีติดทั่ว แต่สีจะจางลงทุกครั้งที่อุ่น

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่า "เคี่ยวนานแล้วเครื่องเทศจะออกรสมากขึ้น" ประโยคนี้ถูกครึ่งเดียว ความเผ็ดออกมากขึ้นจริง สีติดมากขึ้นจริง แต่กลิ่นซึ่งเป็นสิ่งที่คนกินรับรู้เป็นอย่างแรกนั้นลดลงทุกนาทีที่หม้อเดือด

กลิ่นหอมฟุ้งที่ลอยเต็มครัวตอนคุณทำอาหารคือกลิ่นที่คุณเสียไปแล้ว ไม่ใช่กลิ่นที่คนกินจะได้

"ความเผ็ดสะสมได้ ความหอมสะสมไม่ได้ นี่คือเหตุผลทั้งหมดที่ทำไมเครื่องเทศบางตัวต้องใส่ตอนปิดไฟ"
tadka
การเจียวเครื่องเทศเม็ดในน้ำมันร้อน ขั้นที่หนึ่งของบันไดอุณหภูมิ เม็ดจะเริ่มเต้นและส่งกลิ่นภายในไม่กี่สิบวินาที
· · ·

เครื่องมือที่ ๒ บันไดอุณหภูมิ

เครื่องเทศแต่ละชนิดปล่อยกลิ่นได้ดีที่สุดที่อุณหภูมิต่างกัน และไหม้ที่อุณหภูมิต่างกัน ตารางข้างล่างคือบันไดที่ใช้ตัดสินใจได้จริงในครัว

ขั้นอุณหภูมิโดยประมาณทำอะไรใช้กับ
1150–180°Cเจียวเครื่องเทศเม็ดในน้ำมัน 20–40 วินาที จนเม็ดเริ่มเต้นและส่งกลิ่นยี่หร่า มัสตาร์ด เมล็ดผักชี อัชวัน เทียนข้าวเปลือก
2120–140°Cคั่วแห้งในกระทะไม่ใส่น้ำมัน 1–2 นาที คนตลอดเมล็ดผักชี ยี่หร่า ลูกซัด งา
3ไฟอ่อนในไขมันบลูมผงเครื่องเทศ 30–60 วินาที ห้ามเกินผงกะหรี่ผสม ขมิ้น พริกป่น
4ระหว่างเคี่ยว 95–100°Cใส่เครื่องเทศทั้งชิ้นที่ต้องใช้เวลาสกัดใบกระวาน อบเชยแท่ง กระวานทั้งฝัก โป๊ยกั๊ก
5ปิดไฟแล้วโรยแล้วคนเบาๆ ปิดฝาพักสามถึงห้านาทีการัมมาซาลา ซันโช ผิวส้มแห้ง พริกไทยบดสด

อ่านตารางนี้จากบนลงล่างคือลำดับเวลาในหม้อจริง ขั้นบนสุดร้อนที่สุดและอันตรายที่สุด ขั้นล่างสุดเย็นที่สุดและให้อภัยมากที่สุด ถ้าจำอะไรไม่ได้เลย ให้จำว่าของที่มีน้ำมันหอมระเหยมากไม่ควรเจอความร้อนนาน

คำเตือน: เส้นแบ่งระหว่างหอมกับไหม้ กว้างประมาณสิบวินาที

ผงเครื่องเทศมีพื้นที่ผิวมากกว่าเมล็ดทั้งเม็ดหลายร้อยเท่า ความร้อนจึงเข้าถึงทุกอนุภาคพร้อมกัน ผงขมิ้นและพริกป่นละเอียดคือสองตัวที่ไหม้เร็วที่สุดในตู้เครื่องเทศ และรสไหม้ของมันคือความขมที่กู้ไม่ได้ ต้องเททิ้งแล้วเริ่มใหม่

วิธีกันพลาดที่ร้านใช้กันคือ อย่าบลูมผงในกระทะแห้ง ให้มีไขมันอยู่เสมอ และถ้าไม่มั่นใจ ให้ลดไฟลงแล้วเติมของเหลวตามภายในสามสิบวินาที เพราะเมื่อมีน้ำอยู่ในกระทะ อุณหภูมิจะถูกตรึงไว้ที่ราว 100°C ทันที ซึ่งต่ำกว่าจุดที่เครื่องเทศไหม้

· · ·

เครื่องมือที่ ๓ วงศ์พืช

เครื่องเทศสี่สิบกว่าชนิดฟังดูเยอะจนจำไม่ไหว จนกระทั่งคุณรู้ว่ามันมาจากวงศ์พืชไม่กี่วงศ์เท่านั้น และเครื่องเทศที่อยู่วงศ์เดียวกันมักแทนกันได้บางส่วน เพราะมีสารให้กลิ่นในตระกูลเดียวกัน

วงศ์สมาชิกในเล่มนี้บุคลิกร่วม
วงศ์ผักชี (Apiaceae)เมล็ดผักชี ยี่หร่า เทียนข้าวเปลือก เทียนสัตตบุษย์ แคระเวย์ เมล็ดขึ้นฉ่าย อัชวัน เมล็ดผักชีลาวกลิ่นอุ่นแห้ง ออกเขียวและออกส้มอ่อน เป็นแกนกลางของกลิ่นแกงกะหรี่
วงศ์ขิง (Zingiberaceae)ขมิ้น ขิง กระวานเขียว กระวานดำ กระวานไทย ข่า กระชายเผ็ดร้อนอมหวาน กลิ่นดินและกลิ่นการบูร ให้ทั้งสีและความร้อน
วงศ์อบเชย (Lauraceae)อบเชยศรีลังกา อบเชยจีน ใบกระวานหวานอุ่น ไม้หอม เชื่อมเครื่องเทศตัวอื่นเข้าหากัน
วงศ์ชมพู่ (Myrtaceae)กานพลู ออลสไปซ์เข้มจัด เย็นปลายลิ้น ใช้น้อยมาก
วงศ์พริก (Solanaceae)พริกแห้ง คาเยน ปาปริก้าเผ็ดและสี ไม่มีกลิ่นหอมมากนัก
วงศ์พริกไทย (Piperaceae)พริกไทยดำ พริกไทยขาว ดีปลีเผ็ดแบบแห้ง มีกลิ่นไม้ ทนความร้อน
วงศ์ส้ม (Rutaceae)ซันโช มะแขว่น ผิวส้มแห้ง ผิวยูซุซิตรัส สดเย็น บางตัวทำให้ลิ้นชา
วงศ์ถั่ว (Fabaceae)ลูกซัด ชะเอมเทศขมหวาน กลิ่นคาราเมลและน้ำเชื่อม
วงศ์อื่นๆมัสตาร์ด ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ โป๊ยกั๊ก หญ้าฝรั่น มหาหิงคุ์ ใบแกง เทียนดำ เมล็ดฝิ่น งา ชิโสะ คำแสด ดอกคำฝอยแต่ละตัวมีบทบาทเฉพาะตัว ดูรายละเอียดในหน้าของมัน

ประโยชน์ของตารางนี้ไม่ใช่เพื่อท่องชื่อวงศ์ แต่เพื่อให้รู้ว่าเมื่อขาดเครื่องเทศตัวใดตัวหนึ่ง ควรหยิบตัวไหนในวงศ์เดียวกันมาแทน และเมื่อไรที่การแทนจะทำให้บุคลิกของแกงเปลี่ยนไปทั้งหม้อ

หมายเหตุ: เรื่องที่คนไทยได้เปรียบและมักไม่รู้ตัว

การแพทย์แผนไทยมีพิกัดยาชุดหนึ่งเรียกว่า เทียนทั้งห้า ซึ่งประกอบด้วยเครื่องเทศเมล็ดห้าชนิด และหลายตัวในนั้นคือสมาชิกวงศ์ผักชีที่เป็นแกนกลางของผงกะหรี่พอดี

เทียนขาวคือยี่หร่าที่ฝรั่งเรียกว่าคูมิน เทียนข้าวเปลือกคือเฟนเนล เทียนดำคือนิเจลลา ชื่อเหล่านี้อยู่ในตำรายาไทยมานานก่อนที่คำว่าแกงกะหรี่ญี่ปุ่นจะมีอยู่ในโลก

ประโยชน์ในทางปฏิบัติคือคุณหาซื้อเครื่องเทศเหล่านี้ได้ในร้านขายยาสมุนไพรไทยและตลาดเครื่องเทศทั่วไป ในราคาที่ถูกกว่าซื้อจากชั้นวางเครื่องเทศนำเข้าในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายเท่า

ข้อควรระวังเรื่องชื่อ คำว่า "ยี่หร่า" ในภาษาไทยกำกวมมาก บางที่หมายถึงเมล็ดคูมิน บางที่หมายถึงใบยี่หร่าซึ่งเป็นใบสมุนไพรคนละชนิดกันโดยสิ้นเชิงและใช้แทนกันไม่ได้เลย เวลาซื้อของให้ดูที่ตัวของและชื่ออังกฤษกำกับเสมอ

· · ·

เครื่องมือที่ ๔ สี่ทีมในหม้อ

วิธีจำที่ใช้ได้จริงที่สุดคือแบ่งเครื่องเทศเป็นสี่ทีมตามหน้าที่ในหม้อ วิธีแบ่งนี้มาจากหลักสูตรที่ผมใช้สอนในคลาส และมันใช้ได้เพราะมันตอบคำถามที่คนทำแกงถามจริงๆ นั่นคือ "แกงหม้อนี้ขาดอะไร"

ทีมสมาชิกหลักอาการเมื่อทีมนี้อ่อน
ทีมสีขมิ้น พริกป่น ปาปริก้าแกงซีด ดูไม่น่ากิน ทั้งที่รสอาจดี
ทีมกลิ่นแกงเมล็ดผักชี ยี่หร่า ลูกซัดกินแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นแกงกะหรี่ เหมือนสตูว์ใส่พริก
ทีมหอมหวานอุ่นกระวาน อบเชย กานพลู ลูกจันทน์ โป๊ยกั๊กแกงแบน ไม่มีชั้นหลังกลืน กินคำที่สองแล้วเบื่อ
ทีมเสริมแรงพริกไทย ขิง กระเทียม ใบกระวานกินแล้วเลี่ยน ไม่มีอะไรกระตุ้นลิ้น

สังเกตว่าทีมที่คนมือใหม่ใส่เกินเสมอคือทีมสีกับทีมกลิ่นแกง ส่วนทีมที่คนมือใหม่มักไม่ใส่เลยคือทีมหอมหวานอุ่น และนั่นคือสาเหตุที่แกงกะหรี่ทำเองครั้งแรกของเกือบทุกคนออกมาแบนและฉุน

· · ·
spice-jars-dark
โหลเครื่องเทศเรียงบนชั้นในครัว การเก็บให้พ้นแสงและความร้อนคือสิ่งที่ยืดอายุกลิ่นได้มากที่สุดโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

วิธีอ่านหน้าเครื่องเทศในภาคนี้

ตั้งแต่บทหน้าเป็นต้นไป เครื่องเทศแต่ละตัวจะมีการ์ดของตัวเอง สองตัวต่อหนึ่งหน้า ทุกการ์ดมีช่องเหมือนกันหมดเพื่อให้เทียบข้ามหน้าได้ ความหมายของแต่ละช่องมีดังนี้

คำอธิบายช่องในการ์ดเครื่องเทศ
  • หัวการ์ด ชื่อไทย ชื่ออังกฤษ ชื่อญี่ปุ่น และชื่อวิทยาศาสตร์ ใช้ตอนสั่งของจากต่างประเทศหรือค้นข้อมูลเพิ่ม
  • วงศ์และส่วนที่ใช้ บอกว่าเป็นเมล็ด เปลือก ดอกตูม เหง้า หรือใบ ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าต้องคั่วหรือไม่
  • สารหลัก สารให้กลิ่นหรือให้เผ็ดตัวเด่น ใช้เข้าใจว่าทำไมมันทำตัวแบบนั้นกับความร้อน
  • บทบาท ทีมไหนในสี่ทีม และทำหน้าที่อะไรในหม้อ
  • จังหวะใส่ อ้างอิงบันไดอุณหภูมิห้าขั้นในบทนี้
  • สัดส่วนอ้างอิง ปริมาณต่อผงกะหรี่ 100 ก. เพื่อให้เทียบสัดส่วนข้ามตัวได้
  • แทนด้วยอะไรได้ ทางออกเมื่อหาไม่ได้ในไทย พร้อมบอกว่าจะเสียอะไรไป
  • หาซื้อในไทย แหล่งที่หาได้จริง
  • กับดัก ความผิดพลาดที่คนทำพลาดกับตัวนี้บ่อยที่สุด

ช่องสุดท้ายคือช่องที่ผมอยากให้อ่านมากที่สุด เพราะความรู้เรื่องเครื่องเทศส่วนใหญ่ที่มีค่าจริงๆ ไม่ใช่ความรู้ว่ามันหอมยังไง แต่คือความรู้ว่ามันพังยังไง

mortar-pestle
ครกทองเหลืองกับหญ้าฝรั่น เครื่องเทศที่บดสดตอนใช้จะให้กลิ่นต่างจากที่บดทิ้งไว้อย่างชัดเจน
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนซองที่ชนะก้อนสารบัญบทถัดไป →ทีมสี

บทที่ ๙ · ภาค ๒ ทำเนียบเครื่องเทศ

ทีมสี

ห้าตัวที่ทำงานกับตา ไม่ได้ทำงานกับลิ้น

มีการทดลองทางประสาทสัมผัสที่ทำซ้ำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน คือให้คนชิมอาหารสองจานที่รสเหมือนกันทุกประการ ต่างกันแค่สี แล้วให้บอกว่าจานไหนรสเข้มกว่า ผลที่ได้เกือบทุกครั้งคือคนเลือกจานที่สีเข้มกว่า ทั้งที่ปริมาณเครื่องปรุงเท่ากันเป๊ะ

นี่คือเหตุผลที่ทีมสีต้องมีบทของตัวเอง แม้ว่าสมาชิกส่วนใหญ่ของทีมนี้แทบไม่ให้รสอะไรเลยก็ตาม

วิทยาศาสตร์: ทำไมแกงกะหรี่ญี่ปุ่นถึงเป็นสีน้ำตาล ไม่ใช่สีเหลือง

ถ้าขมิ้นคือตัวให้สีหลักของแกงกะหรี่ แกงกะหรี่ญี่ปุ่นก็ควรจะเหลืองเหมือนแกงเหลืองอินเดียหรือข้าวหมกไก่ แต่มันไม่ใช่

สาเหตุคือในแกงกะหรี่ญี่ปุ่นหนึ่งหม้อ มีแหล่งของสีอยู่สี่แหล่ง และขมิ้นเป็นแหล่งที่อ่อนที่สุด

ผลรวมของสี่แหล่งคือสีน้ำตาลอมส้มที่เป็นเอกลักษณ์ ถ้าคุณทำแกงกะหรี่แล้วได้สีเหลืองสด แปลว่าคุณผัดรูซ์อ่อนเกินไปหรือผัดหัวหอมน้อยเกินไป ไม่ใช่ว่าใส่ขมิ้นมากเกินไป

· · ·
ขมิ้นTurmeric Curcuma longa · วงศ์ขิง Zingiberaceae
turmeric
ส่วนที่ใช้
เหง้าใต้ดิน ต้มหรือนึ่งแล้วตากแห้ง บดเป็นผง
สารหลัก
เคอร์คูมิน ให้สีเหลือง ไม่ระเหย · เทอร์เมอโรน ให้กลิ่นดินอ่อน ระเหยได้
บทบาท
ทีมสี เป็นพื้นสีเหลืองของทั้งหม้อ กลิ่นเป็นรอง
จังหวะใส่
ขั้น 3 บลูมในไขมันไฟอ่อน 30 วินาที
สัดส่วน
20–26 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก. ใช้มากพอๆ กับเมล็ดผักชี
แทนด้วย
ไม่มีตัวแทนที่แท้จริง ปาปริก้าให้สีได้แต่คนละโทนและไม่มีกลิ่นดิน
หาซื้อในไทย
ทั่วไป ตลาดสดมีทั้งแบบผงและเหง้าสด แบบผงเลือกที่สีส้มอมทอง ไม่ใช่เหลืองซีด
กับดัก ไหม้ง่ายที่สุดในตู้เครื่องเทศ และเมื่อไหม้จะขมแบบกู้ไม่ได้ · คนจำนวนมากเข้าใจว่าขมิ้นคือ "รสแกงกะหรี่" แล้วใส่เยอะ ผลคือได้กลิ่นดินฉุนกับความขมโดยไม่ได้กลิ่นแกงเพิ่มเลย
ปาปริก้าPaprika Capsicum annuum · วงศ์พริก Solanaceae
paprika
ส่วนที่ใช้
ผลพริกหวานตากแห้งแล้วบด มีทั้งแบบหวานและแบบรมควัน
สารหลัก
แคปแซนทินและแคโรทีนอยด์ ให้สีแดงส้ม · แทบไม่มีแคปไซซินจึงไม่เผ็ด
บทบาท
ทีมสี ดันสีไปทางแดงอมส้มและเพิ่มความหวานอ่อนของผลไม้แห้ง
จังหวะใส่
ขั้น 3 พร้อมขมิ้น หรือใส่ตอนท้ายถ้าต้องการสีสดกว่า
สัดส่วน
5–10 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก.
แทนด้วย
พริกแดงป่นหยาบที่ไม่เผ็ด หรือมะเขือเทศเข้มข้นถ้าต้องการแค่สี
หาซื้อในไทย
ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปในชั้นเครื่องเทศฝรั่ง แบบรมควันหาได้ที่ร้านวัตถุดิบนำเข้า
กับดัก มีน้ำตาลในตัวสูง จึงไหม้เร็วพอๆ กับขมิ้นและกลายเป็นขม · แบบรมควันมีกลิ่นแรงมาก ใส่ในแกงกะหรี่ญี่ปุ่นแล้วจะกลายเป็นแกงคนละสัญชาติทันที ให้ใช้แบบหวานธรรมดา
หญ้าฝรั่นSaffron Crocus sativus · วงศ์ไอริส Iridaceae
saffron
ส่วนที่ใช้
ยอดเกสรตัวเมีย 3 เส้นต่อดอก เก็บด้วยมือ ต้องใช้ดอกหลายแสนดอกต่อหนึ่งกิโลกรัม
สารหลัก
โครซินให้สี · ซาฟรานัลให้กลิ่น · พิโครโครซินให้ความขมอ่อน
บทบาท
ทีมสี ระดับหรู ให้สีเหลืองทองสว่างที่ขมิ้นให้ไม่ได้ พร้อมกลิ่นหอมคล้ายฟางกับน้ำผึ้ง
จังหวะใส่
แช่ในของเหลวอุ่น เช่นน้ำซุปหรือนม 10–20 นาทีก่อน แล้วเทลงทั้งน้ำทั้งเส้น
สัดส่วน
หยิบมือเดียวต่อหม้อ ราว 0.1–0.2 ก. ไม่ใส่ในผงกะหรี่มาตรฐาน
แทนด้วย
ไม่มีตัวแทนด้านกลิ่น ถ้าต้องการแค่สีให้ใช้ขมิ้นหรือดอกคำฝอย
หาซื้อในไทย
ร้านวัตถุดิบนำเข้าและร้านขายเครื่องเทศอินเดียแถวพาหุรัด ราคาสูง ควรซื้อจากร้านที่เชื่อถือได้
กับดัก ใส่เยอะไม่ได้ทำให้หอมขึ้น แต่ทำให้ขมและมีกลิ่นคล้ายยา · เป็นเครื่องเทศที่มีของปลอมมากที่สุดในโลก ของปลอมที่พบบ่อยคือกลีบดอกคำฝอยย้อมสี วิธีทดสอบง่ายๆ คือแช่น้ำ ของแท้จะปล่อยสีเหลืองทองออกมาช้าๆ ขณะที่เส้นยังคงสีแดงอยู่
คำแสดAnnatto Bixa orellana · วงศ์คำแสด Bixaceae
annatto
ส่วนที่ใช้
เยื่อสีแดงส้มที่หุ้มเมล็ดในฝัก ใช้ทั้งเมล็ดแช่น้ำมันหรือใช้แบบผง
สารหลัก
บิกซินและนอร์บิกซิน ให้สีส้มแดงเข้ม ละลายได้ดีในไขมัน
บทบาท
ทีมสี ให้สีส้มอมแดงโดยแทบไม่มีกลิ่นหรือรสรบกวน เหมาะกับสูตรที่อยากได้สีเข้มโดยไม่เพิ่มความขม
จังหวะใส่
แช่เมล็ดในน้ำมันร้อนอ่อน 2–3 นาทีจนน้ำมันเป็นสีส้ม แล้วกรองเมล็ดทิ้ง ใช้แต่น้ำมัน
สัดส่วน
ไม่ใส่ในผงกะหรี่ ใช้เป็นน้ำมันแต่งสีราว 1 ช้อนชาต่อหม้อ
แทนด้วย
ปาปริก้ารวมกับขมิ้นในอัตราส่วน 2 ต่อ 1
หาซื้อในไทย
ร้านเครื่องเทศละตินและร้านวัตถุดิบเบเกอรี่ บางแห่งขายในชื่อสีผสมอาหารธรรมชาติ
กับดัก ติดสีถาวรบนภาชนะพลาสติก เขียง และไม้พาย ใช้ภาชนะสเตนเลสหรือแก้วเท่านั้น · เป็นตัวเดียวกับที่อุตสาหกรรมใช้ย้อมสีชีสเชดดาร์ให้เป็นสีส้ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรรู้ถ้าสูตรของคุณใส่ชีสอยู่แล้ว
ดอกคำฝอยSafflower Carthamus tinctorius · วงศ์ทานตะวัน Asteraceae
safflower
ส่วนที่ใช้
กลีบดอกตากแห้ง สีส้มแดง
สารหลัก
คาร์ธามินและสารสีเหลืองที่ละลายน้ำ
บทบาท
ทีมสี ให้สีเหลืองส้มอ่อนในราคาที่ถูกกว่าหญ้าฝรั่นหลายร้อยเท่า แต่ไม่ให้กลิ่นเลย
จังหวะใส่
แช่ในน้ำอุ่นเหมือนหญ้าฝรั่น หรือใส่ลงหม้อระหว่างเคี่ยว
สัดส่วน
1 ช้อนชาต่อหม้อ ใช้เฉพาะเมื่อต้องการสีของข้าวหรือซอสให้เหลืองขึ้น
แทนด้วย
ขมิ้นในปริมาณน้อยมาก แต่จะได้กลิ่นดินติดมาด้วย
หาซื้อในไทย
หาง่ายมากในร้านขายสมุนไพรและร้านชาไทย เพราะคนไทยใช้ชงเป็นชาอยู่แล้ว
กับดัก ถูกเอาไปขายปนหรือขายแทนหญ้าฝรั่นเป็นประจำ ถ้าเห็นหญ้าฝรั่นราคาถูกผิดปกติ ให้สงสัยไว้ก่อน · ในตัวมันเองไม่มีอะไรผิด แต่ต้องรู้ว่ากำลังซื้ออะไร
· · ·
turmeric-rhizomepaprika-drying
ซ้ายคือเหง้าขมิ้นสดที่เพิ่งขุด ขวาคือพริกหวานที่ตากจนแห้งเพื่อทำปาปริก้า สองต้นทางของสีเหลืองและสีแดงในหม้อ

หมายเหตุเรื่องสีที่ใช้ได้จริง

สีของแกงกะหรี่ในจานจะเข้มขึ้นทุกครั้งที่คุณอุ่นซ้ำ และจะจางลงถ้าโดนแสงแดดหรือแสงไฟแรงเป็นเวลานาน ร้านที่ต้องโชว์จานในตู้กระจกจึงมักเติมขมิ้นหรือปาปริก้าอีกเล็กน้อยตอนใกล้เสิร์ฟ ไม่ใช่ตอนเคี่ยว

ถ้าคุณถ่ายรูปอาหารขาย ให้จำไว้ว่าสีที่ถ่ายออกมาดีที่สุดคือสีน้ำตาลอมแดง ไม่ใช่น้ำตาลเข้มจนดำ วิธีดันไปทางนั้นคือเพิ่มปาปริก้าหรือมะเขือเทศ ไม่ใช่เพิ่มซีอิ๊ว

"ถ้าแกงของคุณออกมาเหลืองสด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ขมิ้น แต่อยู่ที่หัวหอมกับรูซ์ที่ผัดไม่ถึง"
[ ภาพที่อยากได้ ถ้วยเครื่องเทศทีมสีทั้งห้าเรียงจากเหลืองไปแดงบนพื้นเรียบ ถ่ายมุมบน ]
ภาพหมู่ของทีมสี ยังหาภาพเสรีที่จัดครบห้าตัวในเฟรมเดียวไม่ได้ ต้องถ่ายเอง
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนอ่านเครื่องเทศใหสารบัญบทถัดไป →วงศ์ผักชี แกนกลา

บทที่ ๑๐ · ภาค ๒ ทำเนียบเครื่องเทศ

วงศ์ผักชี แกนกลางของกลิ่นแกง

แปดพี่น้องจากวงศ์เดียวกัน ที่รวมกันแล้วเป็นกลิ่นที่เราเรียกว่าแกงกะหรี่

ถ้าให้เดาว่ากลิ่นแกงกะหรี่มาจากพืชกี่วงศ์ คนส่วนใหญ่จะเดาว่าหลายสิบ คำตอบจริงคือกลิ่นแกนกลางที่ทำให้จมูกคุณบอกได้ทันทีว่า "นี่คือแกงกะหรี่" มาจากพืชวงศ์เดียว

วงศ์นั้นคือวงศ์ผักชี ซึ่งนักพฤกษศาสตร์เรียกว่า Apiaceae หรือชื่อเก่าคือ Umbelliferae แปลว่าวงศ์ที่ออกดอกเป็นซี่ร่ม ลักษณะเด่นคือดอกเล็กๆ หลายสิบดอกแตกออกจากจุดเดียวเหมือนซี่ร่มกลับหัว และผลของมันคือสิ่งที่เราเรียกกันผิดๆ ว่าเมล็ด

สมาชิกของวงศ์นี้ที่คุณรู้จักอยู่แล้วแน่ๆ ได้แก่ ผักชี ขึ้นฉ่าย แครอท ผักชีลาว และยี่หร่า ซึ่งแปลว่าตอนคุณผัดแครอทลงหม้อแกงกะหรี่ คุณกำลังใส่ญาติของเมล็ดผักชีลงไปด้วยโดยไม่รู้ตัว

หมายเหตุ: ทำไมความรู้เรื่องวงศ์ถึงมีประโยชน์ในครัว

เพราะพืชวงศ์เดียวกันมักสร้างสารให้กลิ่นในตระกูลเดียวกัน ซึ่งแปลว่าสามอย่างต่อไปนี้เป็นจริงเกือบเสมอ

· · ·
เมล็ดผักชีCoriander seed Coriandrum sativum · วงศ์ผักชี
coriander-seed
ส่วนที่ใช้
ผลแห้งทั้งเมล็ด กลิ่นต่างจากใบผักชีโดยสิ้นเชิง
สารหลัก
ลินาลูล เป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของน้ำมันหอมระเหย ให้กลิ่นหอมหวานอมส้มและดอกไม้
บทบาท
ทีมกลิ่นแกง และเป็นตัวประสาน ทำหน้าที่เหมือนกาวที่ทำให้เครื่องเทศตัวอื่นไม่แยกกันอยู่
จังหวะใส่
ขั้น 2 คั่วแห้ง 1–2 นาที แล้วบด หรือขั้น 1 เจียวทั้งเม็ดในน้ำมัน
สัดส่วน
25–32 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก. เป็นตัวที่ใช้มากที่สุดในสูตรของเล่มนี้
แทนด้วย
ไม่มีตัวแทน ถ้าขาดตัวนี้ผงกะหรี่จะกลายเป็นแค่ผงเผ็ดผสมขมิ้น
หาซื้อในไทย
หาง่ายที่สุดในบรรดาทั้งหมด ตลาดสดทุกที่มี ราคาถูก
กับดัก เมล็ดผักชีไทยกับเมล็ดผักชีอินเดียไม่เหมือนกัน ของไทยเมล็ดกลมเล็ก กลิ่นแหลมกว่า ส่วนของอินเดียเมล็ดรียาว กลิ่นหวานและออกส้มมากกว่า ถ้าสูตรให้ผลลัพธ์ต่างจากที่คาด ให้สงสัยตัวนี้ก่อน · ผงสำเร็จที่ซื้อมาเก็บไว้นานจะเหลือแค่รสฝุ่น ตัวนี้คือตัวที่คุ้มที่สุดที่จะบดเอง
ยี่หร่า · เทียนขาวCumin Cuminum cyminum · วงศ์ผักชี
cumin
ส่วนที่ใช้
ผลแห้งรีเล็ก มีสัน
สารหลัก
คูมินัลดีไฮด์ เป็นตัวให้กลิ่นเฉพาะตัวที่ไม่มีอะไรเลียนแบบได้
บทบาท
ทีมกลิ่นแกง เป็นตัวที่ทำให้จมูกตัดสินว่านี่คือแกงกะหรี่ ไม่ใช่สตูว์
จังหวะใส่
ขั้น 1 หรือ 2 ทั้งเม็ด เพราะกลิ่นเปิดเต็มที่เมื่อโดนไขมันร้อน
สัดส่วน
9–12 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก. ในสูตรสไตล์ญี่ปุ่น น้อยกว่าสูตรอินเดียเหนือมาก
แทนด้วย
ไม่มีตัวแทนตรงตัว แคระเวย์ให้กลิ่นทิศทางใกล้เคียงที่สุดแต่ยังห่างมาก
หาซื้อในไทย
ร้านเครื่องเทศพาหุรัด ตลาดอินเดีย และซูเปอร์ทั่วไปในชื่อ cumin
กับดัก คำว่า "ยี่หร่า" ในภาษาไทยหมายถึงของสองอย่างที่ไม่เกี่ยวกันเลย คือเมล็ดคูมินตัวนี้ กับใบยี่หร่าที่ใช้ผัดเผ็ดซึ่งเป็นสมุนไพรคนละวงศ์ ใช้แทนกันไม่ได้เด็ดขาด · ใส่เยอะเกินจะได้กลิ่นเหงื่อและกลบเครื่องเทศตัวอื่นหมด สูตรญี่ปุ่นจงใจใช้น้อยกว่าอินเดียด้วยเหตุผลนี้
เทียนข้าวเปลือกFennel seed Foeniculum vulgare · วงศ์ผักชี
fennel-seed
ส่วนที่ใช้
ผลแห้งรียาวสีเขียวอมเหลือง
สารหลัก
อะนีธอล ให้กลิ่นหวานคล้ายชะเอมและยาอม
บทบาท
ทีมหอมหวานอุ่น เพิ่มความหวานหอมโดยไม่ต้องเพิ่มน้ำตาล และช่วยกลบกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์
จังหวะใส่
ขั้น 1 หรือ 2 ทั้งเม็ด
สัดส่วน
2–4 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก. เป็นเครื่องเทศที่ควรใช้มือเบา
แทนด้วย
เทียนสัตตบุษย์หรือโป๊ยกั๊กในปริมาณครึ่งเดียว เพราะทั้งสองตัวมีอะนีธอลเข้มข้นกว่า
หาซื้อในไทย
ร้านยาสมุนไพรไทยและร้านเครื่องเทศทั่วไป ราคาถูกมาก
กับดัก ใส่เกินนิดเดียวแกงจะกลายเป็นกลิ่นยาอมทันที และเป็นกลิ่นที่กลบไม่ได้ ต้องเจือจางด้วยการเพิ่มปริมาณทั้งหม้อเท่านั้น
เทียนสัตตบุษย์Anise Pimpinella anisum · วงศ์ผักชี
anise
ส่วนที่ใช้
ผลแห้งเล็กสีน้ำตาลอ่อน
สารหลัก
อะนีธอลในความเข้มข้นสูงกว่าเทียนข้าวเปลือก
บทบาท
ทีมหอมหวานอุ่น ใช้แทนที่โป๊ยกั๊กในสูตรที่ไม่ต้องการกลิ่นจีน
จังหวะใส่
ขั้น 2 คั่วแห้งสั้นๆ แล้วบดรวมกับตัวอื่น
สัดส่วน
1–2 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก.
แทนด้วย
เทียนข้าวเปลือกในปริมาณสองเท่า หรือโป๊ยกั๊กในปริมาณเท่ากัน
หาซื้อในไทย
ร้านยาสมุนไพรไทย ชื่อไทยคือเทียนสัตตบุษย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพิกัดเทียนของตำรายาไทย
กับดัก ชื่ออังกฤษ anise กับ star anise ทำให้คนสับสนบ่อยมาก ทั้งสองไม่ใช่ญาติกันเลย อยู่คนละวงศ์คนละทวีป บังเอิญมีสารให้กลิ่นตัวเดียวกันเท่านั้น
แคระเวย์Caraway Carum carvi · วงศ์ผักชี
caraway
ส่วนที่ใช้
ผลแห้งโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว
สารหลัก
คาร์โวน ให้กลิ่นเฉพาะที่คนยุโรปเชื่อมโยงกับขนมปังไรย์และกะหล่ำดอง
บทบาท
ทีมกลิ่นแกง ตัวเสริม ให้มิติกลิ่นแบบยุโรปตะวันออกที่แกงกะหรี่แนวยุโรปบางสูตรใช้
จังหวะใส่
ขั้น 2 คั่วแห้งแล้วบด
สัดส่วน
1–2 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก. หรือไม่ใส่เลยก็ได้
แทนด้วย
ยี่หร่าในปริมาณเท่ากัน แต่จะได้กลิ่นคนละทิศ
หาซื้อในไทย
ร้านวัตถุดิบเบเกอรี่และร้านเครื่องเทศนำเข้า
กับดัก หน้าตาคล้ายยี่หร่ามากจนหยิบผิดกันประจำ วิธีแยกคือแคระเวย์โค้งกว่าและสีเข้มกว่า ถ้ายังไม่แน่ใจให้ดมดู กลิ่นต่างกันชัดเจน
เมล็ดขึ้นฉ่ายCelery seed Apium graveolens · วงศ์ผักชี
celery-seed
ส่วนที่ใช้
ผลแห้งขนาดเล็กมาก สีน้ำตาล
สารหลัก
กลุ่มพธาไลด์ ซึ่งเป็นสารที่ให้กลิ่นเขียวแบบขึ้นฉ่ายและให้ความรู้สึกกลมกล่อมแบบซุป
บทบาท
ทีมเสริมแรง เป็นตัวลับที่อยู่ในผงกะหรี่เชิงพาณิชย์หลายยี่ห้อ ทำให้ผงกะหรี่มีมิติแบบซุปโดยที่คนกินแยกไม่ออกว่าคืออะไร
จังหวะใส่
ขั้น 2 บดรวมในผงกะหรี่
สัดส่วน
1–2 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก. ห้ามเกิน
แทนด้วย
ก้านขึ้นฉ่ายฝรั่งสับละเอียดผัดลงไปในฐาน แต่จะได้ความชื้นเพิ่มมาด้วย
หาซื้อในไทย
ร้านเครื่องเทศนำเข้าและร้านอินเดีย บางครั้งขายในชื่อ ajmoda
กับดัก แรงกว่าที่หน้าตาบอกมาก ใส่เกินสองกรัมต่อผงหนึ่งขีดแล้วแกงจะกลายเป็นกลิ่นซุปผักกระป๋อง
อัชวันAjwain Trachyspermum ammi · วงศ์ผักชี
ajwain
ส่วนที่ใช้
ผลแห้งเล็กมาก คล้ายเมล็ดขึ้นฉ่ายแต่ซีดกว่า
สารหลัก
ไธมอล ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกับที่ให้กลิ่นไทม์และใช้ในน้ำยาบ้วนปาก
บทบาท
ทีมเสริมแรง ให้กลิ่นสมุนไพรแหลมและความรู้สึกโล่งจมูก ใช้มากในครัวอินเดียโดยเฉพาะกับของทอดและถั่ว
จังหวะใส่
ขั้น 1 เจียวในน้ำมันสั้นมาก ไม่เกิน 15 วินาที
สัดส่วน
0.5–1 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก. หรือไม่ใส่เลยในสูตรญี่ปุ่นแท้
แทนด้วย
ใบไทม์แห้งในปริมาณสองเท่า
หาซื้อในไทย
ร้านเครื่องเทศอินเดียแถวพาหุรัดและร้านออนไลน์เฉพาะทาง
กับดัก แรงที่สุดในวงศ์นี้ ใส่เกินแล้วแกงจะมีกลิ่นยาสีฟัน · เป็นเครื่องเทศที่ไม่ควรใส่ถ้าเป้าหมายคือแกงกะหรี่ญี่ปุ่นแท้ ให้เก็บไว้ใช้กับสูตรที่ตั้งใจให้ออกอินเดีย
เมล็ดผักชีลาวDill seed Anethum graveolens · วงศ์ผักชี
dill-seed
ส่วนที่ใช้
ผลแห้งแบนรี มีขอบบาง
สารหลัก
คาร์โวนและลิโมนีน ให้กลิ่นสดเย็นออกซิตรัส
บทบาท
ทีมเสริมแรง ให้ความสดที่ตัดความหนักของไขมัน เหมาะกับแกงกะหรี่ปลาและอาหารทะเล
จังหวะใส่
ขั้น 2 หรือขั้น 5 ถ้าต้องการกลิ่นสด
สัดส่วน
0.5–1 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก.
แทนด้วย
แคระเวย์ในปริมาณเท่ากัน เพราะมีคาร์โวนเหมือนกัน
หาซื้อในไทย
หาได้ตามร้านเครื่องเทศ แต่คนไทยคุ้นกับใบผักชีลาวมากกว่าเมล็ด
กับดัก คนมักคิดว่าใช้แทนใบผักชีลาวได้ ซึ่งไม่จริง เมล็ดให้กลิ่นหนักและติดทน ส่วนใบให้กลิ่นสดที่หายไปในสองนาที
· · ·
วิทยาศาสตร์: คั่วเองบดเอง ต่างจากซื้อผงสำเร็จแค่ไหน

เครื่องเทศทั้งวงศ์นี้เป็นเมล็ด ซึ่งแปลว่ามีเปลือกห่อสารหอมระเหยไว้อยู่ ตราบใดที่เปลือกยังไม่แตก กลิ่นจะอยู่ได้เป็นปี

ทันทีที่บด พื้นที่ผิวเพิ่มขึ้นหลายร้อยเท่า และสารหอมเริ่มระเหยกับทำปฏิกิริยากับออกซิเจนทันที เมล็ดทั้งเม็ดเก็บกลิ่นได้ในระดับหนึ่งถึงสองปี ส่วนผงที่บดแล้วเหลือกลิ่นดีจริงๆ ราวสามถึงหกเดือน

ในทางปฏิบัติแปลว่า ถ้าคุณจะลงทุนบดเองแค่ตัวเดียว ให้เลือกเมล็ดผักชี เพราะเป็นตัวที่ใช้มากที่สุดในสูตร ส่วนต่างระหว่างของสดกับของเก่าจึงคูณด้วยปริมาณที่มากที่สุด

"กลิ่นที่จมูกคุณเรียกว่าแกงกะหรี่มาจากพืชวงศ์เดียว และตัวที่ใช้มากที่สุดในวงศ์นั้นคือตัวที่คุณควรบดเองก่อนใคร"
[ ภาพที่อยากได้ เมล็ดวงศ์ผักชีทั้งแปดชนิดเรียงในถ้วยเล็กแปดใบ ถ่ายมุมบน มีป้ายชื่อกำกับ ]
ภาพหมู่วงศ์ผักชี ประเด็นคือให้เห็นว่าหน้าตาใกล้กันจนหยิบผิดได้ง่าย ต้องถ่ายเอง
coriander-plant
ต้นผักชีตอนออกดอก ดอกสีขาวเล็กเรียงเป็นช่อร่ม ก่อนจะกลายเป็นเมล็ดผักชีที่เราใช้กัน
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนทีมสีสารบัญบทถัดไป →ไม้หอม ดอกตูม แล

บทที่ ๑๑ · ภาค ๒ ทำเนียบเครื่องเทศ

ไม้หอม ดอกตูม และเมล็ดใน

สิบตัวที่ทำงานหลังกลืน และเป็นทีมที่มือใหม่มักลืมใส่

มีการทดสอบง่ายๆ ที่ทำได้ที่บ้าน คือทำแกงกะหรี่สองหม้อด้วยเครื่องเทศชุดเดียวกัน ต่างกันแค่หม้อหนึ่งใส่อบเชย กระวาน กานพลู และลูกจันทน์ อีกหม้อหนึ่งไม่ใส่ แล้วชิมเทียบกัน

สิ่งที่คนชิมจะบอกไม่ใช่ว่าหม้อไหนหอมกว่า เพราะตอนอยู่ในปากทั้งสองหม้อคล้ายกันมาก สิ่งที่ต่างกันคือหลังจากกลืนลงไปแล้ว หม้อที่ใส่ทีมนี้จะยังมีกลิ่นลอยขึ้นโพรงจมูกจากด้านในต่ออีกหลายวินาที ส่วนหม้อที่ไม่ใส่จะจบทันทีที่กลืน

ปรากฏการณ์นั้นเรียกว่ากลิ่นย้อนโพรงจมูก และมันคือความต่างระหว่างแกงที่ "อร่อยดี" กับแกงที่ทำให้คนตักคำต่อไปโดยไม่รู้ตัว

· · ·
อบเชยศรีลังกาCeylon cinnamon Cinnamomum verum · วงศ์อบเชย Lauraceae
ceylon-cinnamon
ส่วนที่ใช้
เปลือกชั้นในของต้น ม้วนซ้อนกันหลายชั้นบางเหมือนซิการ์ สีน้ำตาลอ่อน หักง่าย
สารหลัก
ซินนามัลดีไฮด์เป็นหลัก มียูจีนอลปนอยู่ด้วย จึงมีความละมุนกว่าแบบจีน
บทบาท
ทีมหอมหวานอุ่น ให้ความหวานที่ไม่ใช่น้ำตาล เป็นตัวเชื่อมกลิ่นของเครื่องเทศตัวอื่นเข้าด้วยกัน
จังหวะใส่
ขั้น 4 ใส่ทั้งแท่งตอนเคี่ยว หรือขั้น 3 ถ้าใช้แบบผง
สัดส่วน
4–6 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก.
แทนด้วย
อบเชยจีนในปริมาณครึ่งเดียว เพราะแรงกว่ามาก
หาซื้อในไทย
หายากกว่าที่คิด ต้องซื้อจากร้านเครื่องเทศเฉพาะทางหรือร้านนำเข้า ของที่ขายทั่วไปในไทยเกือบทั้งหมดคืออบเชยจีน
กับดัก คนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยกินอบเชยศรีลังกาจริงๆ แล้วเข้าใจว่ากลิ่นแรงของอบเชยจีนคือกลิ่นอบเชย ถ้าสูตรฝรั่งบอกว่าใส่อบเชยหนึ่งแท่งแล้วคุณใส่อบเชยจีนหนึ่งแท่ง ผลที่ได้จะแรงเกินไปเท่าตัว
อบเชยจีน · แคสเซียCassia Cinnamomum cassia · วงศ์อบเชย
cassia
ส่วนที่ใช้
เปลือกหนา ม้วนชั้นเดียวหรือเป็นแผ่นโค้ง สีน้ำตาลแดงเข้ม แข็งมาก
สารหลัก
ซินนามัลดีไฮด์ในสัดส่วนสูงกว่าแบบศรีลังกามาก จึงเผ็ดร้อนและแหลมกว่า
บทบาท
ทีมหอมหวานอุ่น เวอร์ชันเสียงดัง ใช้ในสูตรที่ต้องการให้กลิ่นอบเชยเด่นออกมา
จังหวะใส่
ขั้น 4 ใส่ทั้งแท่ง แล้วตักออกก่อนเสิร์ฟ
สัดส่วน
2–4 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก.
แทนด้วย
อบเชยศรีลังกาในปริมาณสองเท่า
หาซื้อในไทย
ทุกที่ ตลาดสด ร้านเครื่องแกง ซูเปอร์ ราคาถูก คนไทยใช้ในน้ำก๋วยเตี๋ยวและพะโล้อยู่แล้ว
กับดัก มีสารคูมารินสูงกว่าอบเชยศรีลังกาหลายเท่า ซึ่งหน่วยงานความปลอดภัยอาหารในยุโรปเคยออกคำแนะนำเรื่องปริมาณบริโภคต่อวันไว้ ในบริบทของแกงกะหรี่ที่กินเป็นครั้งคราวไม่ใช่ปัญหา แต่ควรรู้ไว้ถ้าจะทำเป็นสินค้าที่คนกินทุกวัน
ใบกระวานBay leaf Laurus nobilis · วงศ์อบเชย
bay-leaf
ส่วนที่ใช้
ใบแห้งทั้งใบ
สารหลัก
ซินีออลให้กลิ่นเย็นแบบยูคาลิปตัส และลินาลูลให้กลิ่นหอมอ่อน
บทบาท
ทีมเสริมแรง ทำหน้าที่เก็บกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์และให้กลิ่นพื้นหลังที่คนกินแยกไม่ออกแต่รู้สึกได้ถ้าขาด
จังหวะใส่
ขั้น 4 ใส่ตอนเริ่มเคี่ยวและปล่อยไว้ตลอด ตักออกก่อนเสิร์ฟ
สัดส่วน
2–3 ใบต่อหม้อ ไม่ใส่ในผงกะหรี่ เพราะต้องสกัดด้วยเวลาไม่ใช่ด้วยการบด
แทนด้วย
ไม่มีตัวแทน ถ้าไม่มีให้ข้ามไปเลยดีกว่าใส่ของอื่นแทน
หาซื้อในไทย
ทั่วไป ทั้งซูเปอร์และร้านเครื่องเทศ
กับดัก ใบกระวานยุโรปกับใบเทชปัตของอินเดียเป็นคนละต้นและกลิ่นคนละทาง ของอินเดียกลิ่นออกอบเชย ถ้าสูตรอินเดียเรียก bay leaf แล้วคุณใส่ใบยุโรป จะได้กลิ่นผิดไปทั้งหม้อ · ห้ามบดใบกระวานลงไปในผง เพราะเส้นใบไม่ละลายและจะบาดปาก
กานพลูClove Syzygium aromaticum · วงศ์ชมพู่ Myrtaceae
clove
ส่วนที่ใช้
ดอกตูมที่เก็บก่อนบานแล้วตากแห้ง
สารหลัก
ยูจีนอลในสัดส่วนสูงมาก เป็นสารตัวเดียวกับที่ทันตแพทย์ใช้ระงับปวดฟัน จึงทำให้ลิ้นชาเล็กน้อย
บทบาท
ทีมหอมหวานอุ่น เป็นตัวที่ให้ความลึกและความ "ขลัง" ของแกง ใช้น้อยแต่ขาดไม่ได้
จังหวะใส่
ขั้น 4 ทั้งดอก หรือขั้น 2 บดรวมในผง
สัดส่วน
1–2 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก. เท่านั้น
แทนด้วย
ออลสไปซ์ในปริมาณสองเท่า เพราะมียูจีนอลเหมือนกันแต่เจือจางกว่า
หาซื้อในไทย
ทั่วไป คนไทยใช้ในพะโล้และเครื่องต้มยาอยู่แล้ว
กับดัก เป็นเครื่องเทศที่ใส่เกินแล้วพังทั้งหม้อได้เร็วที่สุดตัวหนึ่ง เกินไปนิดเดียวแกงจะกลายเป็นกลิ่นยาแก้ปวดฟันและกลบทุกอย่าง ถ้าไม่แน่ใจให้ใส่น้อยกว่าที่คิดครึ่งหนึ่ง
ออลสไปซ์Allspice Pimenta dioica · วงศ์ชมพู่
allspice
ส่วนที่ใช้
ผลแห้งกลมคล้ายเม็ดพริกไทยแต่ใหญ่กว่า
สารหลัก
ยูจีนอลเป็นหลัก ผสมกับสารที่ให้กลิ่นคล้ายอบเชยและลูกจันทน์ จึงได้ชื่อว่าเครื่องเทศรวมทุกอย่าง
บทบาท
ทีมหอมหวานอุ่น เป็นทางลัดสำหรับคนที่ไม่อยากซื้อสามตัวแยกกัน ให้ผลใกล้เคียงกานพลูบวกอบเชยบวกลูกจันทน์
จังหวะใส่
ขั้น 4 ทั้งเม็ดหรือขั้น 2 บดรวม
สัดส่วน
2–3 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก.
แทนด้วย
กานพลูกับอบเชยกับลูกจันทน์ในอัตราส่วน 1 ต่อ 2 ต่อ 1
หาซื้อในไทย
ร้านเครื่องเทศนำเข้าและซูเปอร์ระดับกลางขึ้นไป
กับดัก ชื่ออังกฤษทำให้คนเข้าใจว่าเป็นผงเครื่องเทศผสม ซึ่งไม่ใช่ มันคือผลของต้นไม้ชนิดเดียว ถ้าสูตรระบุ allspice แล้วคุณใส่ผงกะหรี่แทน จะผิดทางทั้งหมด
ลูกจันทน์เทศNutmeg Myristica fragrans · วงศ์จันทน์เทศ Myristicaceae
nutmeg
ส่วนที่ใช้
เมล็ดในของผล แข็งมาก ใช้ที่ขูดขูดเอาตอนจะใช้
สารหลัก
ไมริสติซินและซาบินีน ให้กลิ่นอุ่นหวานและมันคล้ายถั่ว
บทบาท
ทีมหอมหวานอุ่น จับคู่กับนม ครีม และเนยได้ดีเป็นพิเศษ จึงเหมาะกับแกงกะหรี่แนวยุโรปที่มีนมเป็นส่วนประกอบ
จังหวะใส่
ขั้น 5 ขูดสดใส่ตอนปิดไฟ กลิ่นจะสดกว่าใส่ตอนเคี่ยวมาก
สัดส่วน
1–2 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก.
แทนด้วย
ดอกจันทน์ในปริมาณเท่ากัน จะได้กลิ่นละเอียดกว่า
หาซื้อในไทย
ซื้อทั้งลูกจะคุ้มกว่าและเก็บได้เป็นปี ร้านเครื่องเทศทั่วไปมี
กับดัก ในปริมาณมากผิดปกติ ไมริสติซินมีฤทธิ์ต่อระบบประสาท มีรายงานผู้ป่วยที่กินลูกจันทน์เข้าไปหลายกรัมในคราวเดียวแล้วเกิดอาการทางประสาท ปริมาณระดับที่ใช้ปรุงอาหารปกติไม่มีปัญหา แต่นี่คือเหตุผลว่าทำไมทุกสูตรถึงบอกว่าขูดแค่นิดเดียว
ดอกจันทน์Mace Myristica fragrans · วงศ์จันทน์เทศ
mace
ส่วนที่ใช้
เยื่อสีแดงส้มที่หุ้มเมล็ดลูกจันทน์อยู่ ตากแห้งแล้วเป็นแผ่นบางสีส้มทอง
สารหลัก
ใกล้เคียงลูกจันทน์ แต่มีสัดส่วนสารกลุ่มหอมอ่อนมากกว่าและไมริสติซินน้อยกว่า
บทบาท
ทีมหอมหวานอุ่น เวอร์ชันหรู ให้กลิ่นเดียวกับลูกจันทน์แต่ละเอียดและสะอาดกว่า
จังหวะใส่
ขั้น 2 คั่วเบาแล้วบด หรือขั้น 4 ใส่ทั้งแผ่น
สัดส่วน
1–2 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก.
แทนด้วย
ลูกจันทน์เทศในปริมาณเท่ากัน
หาซื้อในไทย
หายากกว่าลูกจันทน์และแพงกว่าหลายเท่า ต้องหาที่ร้านเครื่องเทศเฉพาะทาง
กับดัก คนจำนวนมากไม่รู้ว่าลูกจันทน์กับดอกจันทน์มาจากผลลูกเดียวกัน แล้วซื้อทั้งสองอย่างมาใส่รวมกันในปริมาณเต็มที่ ผลคือกลิ่นทับซ้อนจนหนัก ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
โป๊ยกั๊กStar anise Illicium verum · วงศ์ Schisandraceae
star-anise
ส่วนที่ใช้
ผลแห้งรูปดาวแปดแฉก
สารหลัก
อะนีธอลในความเข้มข้นสูงมาก ให้กลิ่นหวานคล้ายชะเอม
บทบาท
ทีมหอมหวานอุ่น ให้ความลึกและความหวานที่ติดค้างยาว ในสูตรของเล่มนี้ใช้ปริมาณน้อยมากเพื่อไม่ให้แกงกลายเป็นกลิ่นพะโล้
จังหวะใส่
ขั้น 4 ใส่ครึ่งดอกต่อหม้อแล้วตักออก หรือขั้น 2 บดรวมในผงในปริมาณน้อยมาก
สัดส่วน
0.5–1 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก. เป็นตัวที่ใช้น้อยที่สุดตัวหนึ่งในสูตร
แทนด้วย
เทียนสัตตบุษย์ในปริมาณเท่ากัน
หาซื้อในไทย
ทุกตลาด ราคาถูกมาก เพราะคนไทยใช้ทำพะโล้และก๋วยเตี๋ยวเนื้อ
คำเตือนด้านความปลอดภัย มีพืชอีกชนิดหนึ่งชื่อโป๊ยกั๊กญี่ปุ่น หน้าตาคล้ายกันมากแต่มีพิษต่อระบบประสาท กินไม่ได้ ในญี่ปุ่นใช้เป็นไม้บูชาในพิธีศพเท่านั้น ให้ซื้อโป๊ยกั๊กจากร้านอาหารที่เชื่อถือได้เสมอ อย่าเก็บจากต้นที่ไม่รู้จัก
กระวานเขียวGreen cardamom Elettaria cardamomum · วงศ์ขิง
cardamom
ส่วนที่ใช้
ฝักแห้งสีเขียวอ่อน ข้างในมีเมล็ดดำเล็กๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ของกลิ่นทั้งหมด
สารหลัก
ซินีออลให้ความเย็นแบบยูคาลิปตัส และเทอร์พินิลอะซิเตทให้ความหอมหวานแบบดอกไม้
บทบาท
ทีมหอมหวานอุ่น ระดับสูงสุด เป็นตัวที่ยกกลิ่นทั้งหม้อให้ดู "แพงขึ้น" ทันทีที่ใส่
จังหวะใส่
ทุบฝักให้แตกแล้วใส่ขั้น 4 หรือแกะเมล็ดออกมาบดใส่ขั้น 5 เพื่อกลิ่นสดที่สุด
สัดส่วน
4–6 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก.
แทนด้วย
ไม่มีตัวแทน กระวานไทยให้กลิ่นคนละทิศ กระวานดำยิ่งไม่ใช่
หาซื้อในไทย
ร้านเครื่องเทศอินเดียแถวพาหุรัดได้ราคาดีที่สุด ควรซื้อทั้งฝัก อย่าซื้อแบบผง
กับดัก ผงกระวานสำเร็จเสียกลิ่นเร็วมากเพราะสารหอมของมันระเหยง่ายเป็นพิเศษ ถ้าซื้อผงมาแล้วดมไม่ค่อยหอม แปลว่าไม่ต้องใส่ก็ได้ ไม่ต่างกัน · ห้ามใส่ทั้งฝักลงในผงบด เปลือกฝักไม่มีกลิ่นและทำให้ผงเป็นเส้นใย
กระวานดำBlack cardamom Amomum subulatum · วงศ์ขิง
black-cardamom
ส่วนที่ใช้
ฝักแห้งขนาดใหญ่สีน้ำตาลเข้ม ผิวย่น
สารหลัก
ซินีออลเป็นหลัก บวกกับสารกลุ่มควันไฟที่ติดมาจากกระบวนการตากด้วยไฟ
บทบาท
ทีมหอมหวานอุ่น สายควัน ใช้ในสูตรที่ต้องการความดิบเข้มแบบอาหารอินเดียเหนือ
จังหวะใส่
ขั้น 4 ใส่ทั้งฝักตอนเคี่ยว แล้วตักออก
สัดส่วน
ครึ่งฝักถึงหนึ่งฝักต่อหม้อ ไม่ใส่ในผงกะหรี่สไตล์ญี่ปุ่น
แทนด้วย
ไม่มี ถ้าไม่มีให้ข้ามไป
หาซื้อในไทย
ร้านเครื่องเทศอินเดียเท่านั้น
กับดัก ไม่ใช่กระวานเขียวรุ่นแก่ และแทนกันไม่ได้เลย ถ้าสูตรเรียกกระวานเขียวแล้วใส่กระวานดำ แกงจะได้กลิ่นควันไฟที่ไม่มีใครสั่ง
cinnamon-harvestnutmeg-fruit
ซ้ายคือการลอกเปลือกอบเชยด้วยมือที่ศรีลังกา ขวาคือเมล็ดจันทน์เทศกับรกสีแดงที่เราเรียกว่าเมซ สองเครื่องเทศจากต้นเดียวกัน
· · ·
กฎ: มือเบาสำหรับทีมหอมหวานอุ่นทั้งทีม

เครื่องเทศทั้งสิบตัวในบทนี้รวมกันแล้วควรมีสัดส่วนไม่เกินราวหนึ่งในห้าของผงกะหรี่ทั้งหมด ที่เหลือเป็นของทีมสีกับทีมกลิ่นแกง

เหตุผลคือทีมนี้ทำงานที่ระดับความเข้มข้นต่ำมาก ถ้าใส่มากเกินไปจะไม่ได้ "หอมขึ้น" แต่จะได้กลิ่นขนมหรือกลิ่นยา ซึ่งเป็นเส้นที่ข้ามแล้วกลับยาก

วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือทำผงกะหรี่ฐานให้เสร็จก่อนโดยยังไม่ใส่ทีมนี้ แล้วค่อยแบ่งผงออกเป็นสามส่วน ทดลองใส่ทีมหอมหวานอุ่นในสัดส่วนต่างกัน แล้วชิมเทียบ

"ทีมหอมหวานอุ่นทำงานที่หนึ่งในห้าของผง ใส่เกินเส้นนั้นคุณจะไม่ได้แกงที่หอมขึ้น แต่ได้ขนมที่เผ็ด"
cinnamon comparison
อบเชยศรีลังกาม้วนหลายชั้นบาง ส่วนอบเชยจีนหนาและม้วนชั้นเดียว ความต่างนี้ดูออกได้ด้วยตาเปล่าก่อนดมด้วยซ้ำ
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนวงศ์ผักชี แกนกลาสารบัญบทถัดไป →หมวดเผ็ดร้อน

บทที่ ๑๒ · ภาค ๒ ทำเนียบเครื่องเทศ

หมวดเผ็ดร้อน

เจ็ดตัวที่ไม่ได้คุยกับลิ้น แต่คุยกับเส้นประสาทโดยตรง

ในปี ๑๙๙๗ นักเภสัชวิทยาชื่อ เดวิด จูเลียส ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก แยกโปรตีนตัวรับบนปลายประสาทที่ชื่อ TRPV1 ออกมาได้ และพบว่ามันตอบสนองต่อสองสิ่งที่ดูไม่เกี่ยวกันเลย คือความร้อนที่เกิน 43°C และแคปไซซินจากพริก การค้นพบนี้ได้รางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปี ๒๐๒๑ และมันพิสูจน์เรื่องที่คนทำแกงรู้จากประสบการณ์มานานแล้ว นั่นคือความเผ็ดไม่ใช่รส

ลิ้นของเรารับรสได้ห้าอย่างคือหวาน เค็ม เปรี้ยว ขม และอูมามิ ความเผ็ดไม่อยู่ในนั้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตอนคุณกินพริกไม่ใช่การรับรส แต่คือการที่สารเคมีไปกระตุ้นตัวรับความเจ็บและความร้อนบนเส้นประสาท ซึ่งก็คือตัวรับตัวเดียวกับที่จูเลียสพบ และหน้าที่ปกติของมันคือเตือนคุณว่ากำลังโดนของร้อน

แคปไซซินในพริกไปจับกับตัวรับตัวเดียวกันนั้น สมองจึงได้รับสัญญาณว่า "ร้อน" ทั้งที่อาหารในปากอาจเย็นอยู่ ความเผ็ดจึงเป็นการหลอกระบบเตือนภัยของร่างกาย ไม่ใช่การเพิ่มรสชาติ

วิทยาศาสตร์: ทำไมดื่มน้ำแล้วไม่หายเผ็ด แต่ดื่มนมแล้วหาย

แคปไซซินละลายในไขมันได้ดี แต่ละลายในน้ำได้แย่มาก การดื่มน้ำจึงเป็นแค่การพัดแคปไซซินไปทั่วปากโดยไม่ได้พามันออกไปไหน

นมทำงานได้สองทาง ทางแรกคือไขมันในนมละลายแคปไซซินออกจากผิวเยื่อบุ ทางที่สองคือโปรตีนเคซีนในนมช่วยห่อโมเลกุลแคปไซซินไว้ ในทางปฏิบัติแปลว่านมสด โยเกิร์ต และไอศกรีมได้ผลจริง ส่วนนมพร่องมันเนยได้ผลน้อยกว่า

ข้อมูลนี้อธิบายเรื่องหนึ่งในบทที่ ๒ ได้พอดี คือทำไมชุดแกงกะหรี่กองทัพเรือถึงเสิร์ฟพร้อมนมหนึ่งแก้ว เหตุผลทางโภชนาการมาก่อนก็จริง แต่มันบังเอิญเป็นเครื่องดื่มที่ถูกต้องที่สุดสำหรับอาหารเผ็ดด้วย

· · ·
พริกป่น · คาเยนCayenne · Red chili Capsicum annuum · วงศ์พริก Solanaceae
chili-powder
ส่วนที่ใช้
ผลแห้งบดละเอียด ความเผ็ดส่วนใหญ่อยู่ที่เยื่อสีขาวด้านในไม่ใช่ที่เมล็ด
สารหลัก
แคปไซซิน ไม่ระเหย ทนความร้อน ละลายในไขมัน
บทบาท
ทีมเผ็ดและทีมสี เป็นตัวคุมระดับความเผ็ดของทั้งหม้อ
จังหวะใส่
ขั้น 3 บลูมในไขมันไฟอ่อน หรือใส่ตอนท้ายถ้าต้องการเพิ่มความเผ็ดโดยไม่เปลี่ยนสี
สัดส่วน
5–8 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก. ในระดับเผ็ดกลาง ปรับขึ้นลงได้ตามใจ
แทนด้วย
พริกขี้หนูแห้งป่นของไทย ซึ่งเผ็ดกว่าคาเยนพอควร ให้ลดปริมาณลงราวหนึ่งในสาม
หาซื้อในไทย
ทุกที่ แต่ระวังว่าพริกป่นไทยส่วนใหญ่เผ็ดกว่าคาเยนที่สูตรฝรั่งอ้างถึง
กับดัก ไหม้ง่ายมากเพราะบดละเอียด และเมื่อไหม้จะขมและแสบคอ · ความเผ็ดจะรู้สึกเพิ่มขึ้นในวันที่สองเพราะแคปไซซินกระจายทั่วหม้อแล้ว ให้ใส่น้อยกว่าที่อยากได้เล็กน้อยถ้าตั้งใจจะเก็บข้ามคืน
พริกไทยดำBlack pepper Piper nigrum · วงศ์พริกไทย Piperaceae
black-pepper
ส่วนที่ใช้
ผลที่เก็บตอนยังไม่สุกเต็มที่ หมักแล้วตากแห้งทั้งเปลือก เปลือกที่เหี่ยวคือที่มาของกลิ่น
สารหลัก
พิเพอรีนให้ความเผ็ด และสารกลุ่มเทอร์พีนในเปลือกให้กลิ่นไม้และซิตรัส
บทบาท
ทีมเสริมแรง ให้ความเผ็ดแบบแห้งที่กระตุ้นลิ้นโดยไม่แสบเหมือนพริก
จังหวะใส่
ขั้น 2 บดรวมในผง และขั้น 5 บดสดโรยเพิ่มตอนเสิร์ฟ
สัดส่วน
5–8 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก.
แทนด้วย
พริกไทยขาวในปริมาณเท่ากัน แต่จะเสียกลิ่นเปลือกไป
หาซื้อในไทย
ไทยเป็นแหล่งผลิตพริกไทยคุณภาพดี พริกไทยจันทบุรีเม็ดใหญ่กลิ่นหอมและหาซื้อได้ในราคาที่ยุโรปอิจฉา
เรื่องที่ควรรู้ พิเพอรีนช่วยเพิ่มการดูดซึมเคอร์คูมินจากขมิ้นในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ตำรับอาหารอินเดียใส่พริกไทยคู่กับขมิ้นมาเป็นพันปีก่อนที่ใครจะรู้เหตุผลทางเคมี · กับดัก พริกไทยป่นสำเร็จเสียกลิ่นเร็วมาก ควรบดเองเสมอ
พริกไทยขาวWhite pepper Piper nigrum · วงศ์พริกไทย
white-pepper
ส่วนที่ใช้
ผลสุกที่แช่น้ำจนเปลือกหลุด เหลือแต่เมล็ดใน จึงเป็นต้นเดียวกับพริกไทยดำ
สารหลัก
พิเพอรีนในสัดส่วนใกล้เคียงเดิม แต่ไม่มีสารกลิ่นจากเปลือก
บทบาท
ทีมเสริมแรง ให้ความเผ็ดสะอาดโดยไม่แต่งกลิ่น เหมาะกับซอสสีอ่อนที่ไม่ต้องการจุดดำ
จังหวะใส่
ขั้น 2 หรือ 5
สัดส่วน
ใช้แทนพริกไทยดำได้ในอัตราหนึ่งต่อหนึ่ง
แทนด้วย
พริกไทยดำ ถ้ายอมรับจุดดำในซอสได้
หาซื้อในไทย
ทั่วไป คนไทยใช้ในต้มจืดและอาหารจีนอยู่แล้ว
กับดัก กระบวนการแช่น้ำทำให้บางล็อตมีกลิ่นหมักติดมา ซึ่งฝรั่งบางคนเรียกว่ากลิ่นคอกสัตว์ ถ้าเจอล็อตแบบนั้นอย่าใช้ในสูตรที่มีนมหรือครีม เพราะกลิ่นจะเด่นขึ้นมาก
ดีปลีLong pepper Piper retrofractum · วงศ์พริกไทย
long-pepper
ส่วนที่ใช้
ช่อผลแห้งรูปยาวคล้ายลูกหม่อน
สารหลัก
พิเพอรีนเช่นเดียวกับพริกไทย บวกกับสารที่ให้ความหวานอุ่นและกลิ่นดิน
บทบาท
ทีมเสริมแรง ให้ความเผ็ดที่ซับซ้อนกว่าพริกไทยและมีความหวานติดปลาย
จังหวะใส่
ขั้น 2 บดรวมในผง
สัดส่วน
1–3 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก.
แทนด้วย
พริกไทยดำผสมออลสไปซ์เล็กน้อย
หาซื้อในไทย
หาง่ายมากและถูกมาก เพราะเป็นพืชพื้นเมืองไทยและอยู่ในตำรายาไทย ร้านสมุนไพรทุกร้านมี
ข้อได้เปรียบของคนไทย ดีปลีเป็นเครื่องเทศที่โอกินาว่าใช้กันแพร่หลายในชื่อ และร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นสายทดลองเริ่มหยิบมาใช้มากขึ้น สำหรับคนไทยนี่คือของที่หาได้ที่ตลาดในราคาไม่กี่บาท ขณะที่คนญี่ปุ่นต้องสั่งซื้อเป็นของนำเข้า
ขิงGinger Zingiber officinale · วงศ์ขิง
ginger
ส่วนที่ใช้
เหง้า ใช้ได้ทั้งแบบสดขูดและแบบผงแห้ง ซึ่งให้ผลไม่เหมือนกัน
สารหลัก
จินเจอรอลในขิงสด เมื่อโดนความร้อนหรือทำให้แห้งจะเปลี่ยนเป็นโชกาออลซึ่งเผ็ดกว่าและร้อนลึกกว่า
บทบาท
ทีมเสริมแรง ตัดความเลี่ยนของไขมันและกลบกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ได้ดีที่สุดในบรรดาทั้งหมด
จังหวะใส่
แบบสดใส่ตอนผัดฐานพร้อมกระเทียม แบบผงใส่ขั้น 2 ในผงกะหรี่
สัดส่วน
ผงแห้ง 3–5 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก. · ขิงสดขูด 1 ช้อนชาต่อหม้อ
แทนด้วย
สลับระหว่างสดกับผงได้ แต่ต้องรู้ว่าได้คนละบุคลิก สดให้ความสดแหลม ผงให้ความร้อนอุ่นลึก
หาซื้อในไทย
ทุกที่ ควรใช้ขิงแก่สำหรับแกง เพราะขิงอ่อนน้ำเยอะและกลิ่นบาง
กับดัก ขิงสดมีเอนไซม์ที่ย่อยโปรตีนได้ ถ้าหมักเนื้อกับขิงสดนานเกินไปเนื้อจะเละเป็นทราย หมักไม่เกินหนึ่งชั่วโมงพอ
กระเทียมGarlic Allium sativum · วงศ์กุยช่าย Amaryllidaceae
garlic
ส่วนที่ใช้
กลีบสด หรือแบบผงแห้งสำหรับผสมในผงกะหรี่
สารหลัก
อัลลิซิน ซึ่งไม่มีอยู่ในกระเทียมทั้งกลีบ แต่เกิดขึ้นเมื่อเซลล์ถูกทำลายจากการสับหรือทุบ และสลายตัวเมื่อโดนความร้อน
บทบาท
ทีมเสริมแรง เป็นฐานอูมามิและกลิ่นหอมที่ทุกสูตรมี
จังหวะใส่
สับแล้วผัดในไขมันไฟกลางถึงอ่อนราวหนึ่งนาที ห้ามให้เกินสีทองอ่อน
สัดส่วน
สด 2–3 กลีบต่อหม้อ · ผงแห้ง 3–5 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก.
แทนด้วย
กระเทียมผงใช้แทนสดได้ในกรณีจำเป็น แต่จะขาดความหวานที่ได้จากการผัด
หาซื้อในไทย
กระเทียมไทยกลีบเล็กกลิ่นแรงกว่ากระเทียมจีนกลีบใหญ่มาก ให้ลดปริมาณลงถ้าใช้ของไทย
กับดัก ไหม้เร็วกว่าหัวหอมมาก ถ้าใส่พร้อมหัวหอมตั้งแต่ต้น กระเทียมจะไหม้ก่อนที่หัวหอมจะเริ่มเปลี่ยนสี ให้ใส่ทีหลังเสมอ
เมล็ดมัสตาร์ดMustard seed Brassica juncea · วงศ์ผักกาด Brassicaceae
mustard-seed
ส่วนที่ใช้
เมล็ดกลมเล็ก มีทั้งสีเหลือง สีน้ำตาล และสีดำ ยิ่งสีเข้มยิ่งแรง
สารหลัก
ไซนิกรินซึ่งยังไม่เผ็ด จนกระทั่งเจอน้ำและเอนไซม์ในเมล็ดจึงเปลี่ยนเป็นอัลลิลไอโซไธโอไซยาเนตที่แสบจมูก
บทบาท
ทีมเสริมแรง ให้ความเผ็ดแบบแสบจมูกและกลิ่นถั่วคั่วเมื่อเจียวในน้ำมัน
จังหวะใส่
ขั้น 1 เจียวในน้ำมันร้อนจนเมล็ดเริ่มเต้นและแตกเสียงดัง ปิดฝากันกระเด็น
สัดส่วน
2–4 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก. หรือใช้ทั้งเมล็ดในการเจียวเปิดหม้อ
แทนด้วย
ไม่มีตัวแทน ถ้าไม่มีให้ข้ามไป
หาซื้อในไทย
ร้านเครื่องเทศอินเดีย ราคาถูก ควรซื้อแบบเมล็ดสีน้ำตาลหรือดำ
กับดัก ความเผ็ดของมัสตาร์ดสลายเมื่อโดนความร้อนสูงนาน การเจียวในน้ำมันจึงเป็นการลดความแสบจมูกและเปลี่ยนเป็นกลิ่นถั่วแทน ถ้าอยากได้ความแสบให้ใส่แบบผงตอนท้าย
· · ·

การไล่ระดับความเผ็ดในสูตรเดียวกัน

ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นเกือบทุกร้านมีระดับความเผ็ดให้เลือก และสิ่งที่ร้านทำจริงๆ ไม่ใช่การทำแกงหลายสูตร แต่คือทำฐานเดียวแล้วเติมความเผ็ดตอนท้าย

chili-freshst-chili-oil
ซ้ายคือพริกที่เพิ่งบดเสร็จ ขวาคือพริกที่เจอน้ำมันร้อน ความเผ็ดตัวเดียวกันแต่คนละบุคลิกเมื่อเปลี่ยนตัวพา

เหตุผลคือแคปไซซินไม่ระเหยและทนความร้อน จึงเติมทีหลังได้โดยไม่ต้องเคี่ยวเพิ่ม ต่างจากกลิ่นซึ่งเติมทีหลังแล้วไม่กลมกลืน

วิธีทำน้ำมันเผ็ดสำหรับปรับระดับ

ส่วนผสม

  • น้ำมันพืชกลิ่นอ่อน 100 มล.
  • พริกป่นหยาบ 20 ก.
  • พริกไทยดำบดหยาบ 5 ก.
  • ขิงผง 2 ก.

วิธีทำ

  1. อุ่นน้ำมันให้ร้อนพอประมาณ ราว 120°C ห้ามให้ควันขึ้น
  2. ปิดไฟ แล้วค่อยใส่เครื่องเทศทั้งหมดลงไป คนให้ทั่ว
  3. ปล่อยให้เย็นในน้ำมันแล้วกรองหรือเก็บทั้งกาก ใส่ขวดแก้ว เก็บในตู้เย็นได้ 1 เดือน
  4. ใช้หยดลงในจานตอนเสิร์ฟ ครึ่งช้อนชาเท่ากับเผ็ดขึ้นหนึ่งระดับโดยประมาณ

ทำไมต้องปิดไฟก่อนใส่

  • เพราะน้ำมันที่ร้อนเกิน 140°C จะทำให้พริกป่นไหม้ในไม่กี่วินาที ได้น้ำมันขมแทนน้ำมันเผ็ด
  • ความร้อนที่ค้างอยู่ในน้ำมันหลังปิดไฟเพียงพอที่จะสกัดแคปไซซินออกมาได้หมดอยู่แล้ว
"ความเผ็ดไม่ใช่รส มันคือสัญญาณเตือนภัยที่ร่างกายส่งผิด และเพราะมันไม่ระเหย ร้านจึงเติมมันเป็นอย่างสุดท้ายได้เสมอ"
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนไม้หอม ดอกตูม แลสารบัญบทถัดไป →ขม เฝื่อน และรสห

บทที่ ๑๓ · ภาค ๒ ทำเนียบเครื่องเทศ

ขม เฝื่อน และรสหลังกลืน

เจ็ดตัวที่ไม่มีใครสั่ง แต่ทุกคนคิดถึงถ้าไม่มี

มีเครื่องเทศกลุ่มหนึ่งที่ถ้าคุณให้คนชิมเดี่ยวๆ ทุกคนจะบอกว่าไม่อร่อย บางตัวขม บางตัวเหม็น บางตัวมีกลิ่นเหมือนยา แต่ถ้าเอาออกจากสูตร คนกินจะรู้สึกทันทีว่าแกงหม้อนี้ "ขาดอะไรบางอย่าง" โดยบอกไม่ถูกว่าอะไร

ในบรรดาเครื่องเทศทั้งสี่สิบกว่าตัวในภาคนี้ กลุ่มนี้คือกลุ่มที่แยกแกงกะหรี่ที่คนทำเองครั้งแรกออกจากแกงกะหรี่ของร้าน เพราะคนทำเองมักใส่แต่ของที่ดมแล้วหอม ส่วนร้านใส่ของที่ดมแล้วไม่หอมด้วย

"ความอร่อยที่ลึกต้องมีขอบ และขอบนั้นทำจากความขม"
· · ·
ลูกซัดFenugreek Trigonella foenum-graecum · วงศ์ถั่ว Fabaceae
fenugreek
ส่วนที่ใช้
เมล็ดแห้งสีเหลืองอมน้ำตาล ทรงสี่เหลี่ยมมุมมน แข็งมาก
สารหลัก
โซโทโลน ซึ่งเป็นสารที่จมูกมนุษย์ตรวจจับได้ที่ความเข้มข้นต่ำมาก ให้กลิ่นคล้ายน้ำเชื่อมเมเปิลและคาราเมล
บทบาท
ทีมกลิ่นแกง และเป็นลายเซ็นของผงกะหรี่ กลิ่นที่คนทั่วโลกจำได้ว่า "นี่คือกลิ่นผงกะหรี่" ส่วนใหญ่มาจากตัวนี้
จังหวะใส่
ขั้น 2 คั่วแห้งไฟอ่อนสั้นๆ แล้วบด ห้ามคั่วจนสีเข้ม
สัดส่วน
8–10 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก.
แทนด้วย
ไม่มีตัวแทน ถ้าไม่มีตัวนี้ ผงกะหรี่จะหอมแต่ไม่เหมือนผงกะหรี่
หาซื้อในไทย
ร้านเครื่องเทศอินเดียและร้านสมุนไพร บางที่เรียกว่าเมล็ดลูกซัดหรือ methi
กับดัก คั่วเกินนิดเดียวจะขมจัดและกู้ไม่ได้ เส้นแบ่งอยู่ตรงที่สีเปลี่ยนจากเหลืองเป็นน้ำตาลทองอ่อน ถ้าเห็นสีน้ำตาลเข้มแปลว่าเลยไปแล้ว · เมล็ดแข็งมากจนเครื่องบดกาแฟราคาถูกอาจพัง ให้บดรวมกับเมล็ดอื่นหรือทุบก่อน
ใบแกงCurry leaf Murraya koenigii · วงศ์ส้ม Rutaceae
curry-leaf
ส่วนที่ใช้
ใบสด เรียงเป็นก้านคล้ายใบมะยม กลิ่นแรงตอนขยี้
สารหลัก
สารกลุ่มเทอร์พีนที่ให้กลิ่นซิตรัสผสมกลิ่นเขียวเฉพาะตัว ระเหยง่ายมาก
บทบาท
ทีมกลิ่น สายอินเดียใต้ ให้กลิ่นสดที่ไม่มีเครื่องเทศแห้งตัวไหนให้ได้
จังหวะใส่
ขั้น 1 เจียวในน้ำมันร้อนพร้อมเมล็ดมัสตาร์ด 10–15 วินาที
สัดส่วน
1 ก้านต่อหม้อ ไม่ใส่ในผงกะหรี่
แทนด้วย
ไม่มีตัวแทนจริง ใบมะกรูดให้กลิ่นซิตรัสได้แต่ไปคนละทิศทางทันที
หาซื้อในไทย
ร้านอินเดียแถวพาหุรัดมีใบสด และปลูกในกระถางที่บ้านได้ง่ายมากในสภาพอากาศไทย
กับดัก ชื่อทำให้คนเข้าใจว่าเป็นที่มาของผงกะหรี่ ซึ่งไม่จริงเลย ผงกะหรี่ไม่มีใบแกงเป็นส่วนประกอบ · ใบแห้งเสียกลิ่นไปเกือบหมด ถ้าหาสดไม่ได้ให้ข้ามดีกว่าใช้แห้ง · ตัวนี้ไม่ใช่ของแกงกะหรี่ญี่ปุ่น ใส่เมื่อไรแกงจะเปลี่ยนสัญชาติทันที ใส่เฉพาะเมื่อตั้งใจ
มหาหิงคุ์Asafoetida Ferula assa-foetida · วงศ์ผักชี
asafoetida
ส่วนที่ใช้
ยางแห้งจากรากและลำต้น ขายเป็นก้อนแข็งหรือแบบผงผสมแป้ง
สารหลัก
สารประกอบกำมะถัน ซึ่งดิบๆ มีกลิ่นแรงจนหลายคนทนไม่ได้ แต่เมื่อโดนไขมันร้อนจะเปลี่ยนเป็นกลิ่นคล้ายหัวหอมกับกระเทียมผัด
บทบาท
ทีมเสริมแรง เป็นตัวเพิ่มอูมามิและความกลมโดยที่คนกินแยกไม่ออกว่าใส่อะไร
จังหวะใส่
ขั้น 1 ปลายช้อนชาลงในน้ำมันร้อนก่อนใส่อย่างอื่น 5 วินาที
สัดส่วน
0.2–0.5 ก. ต่อหม้อ ปริมาณระดับปลายช้อนชาเท่านั้น
แทนด้วย
กระเทียมกับหัวหอมผัดเพิ่ม แต่จะไม่ได้ความกลมแบบเดียวกัน
หาซื้อในไทย
ร้านขายยาแผนไทยมีขายมานานแล้ว เพราะคนไทยรู้จักมหาหิงคุ์ในฐานะยาทาท้องเด็ก และร้านอินเดียมีแบบผงสำหรับทำอาหาร
กับดัก กลิ่นดิบติดทนมาก ต้องเก็บในภาชนะปิดสนิทสองชั้น ไม่งั้นทั้งตู้เครื่องเทศจะมีกลิ่นเดียวกันหมด · ใส่เกินคำเดียวแล้วแกงจะมีกลิ่นแก๊ส ให้เริ่มจากน้อยที่สุดเท่าที่จะตักได้
ชะเอมเทศLicorice Glycyrrhiza glabra · วงศ์ถั่ว
licorice
ส่วนที่ใช้
รากแห้ง หั่นเป็นแว่นหรือบดเป็นผง
สารหลัก
ไกลไซร์ริซิน ซึ่งหวานกว่าน้ำตาลทรายหลายสิบเท่าแต่ให้ความหวานที่มาช้าและอยู่นาน
บทบาท
ทีมหอมหวานอุ่น ให้ความหวานที่ค้างในลำคอหลังกลืน เป็นตัวลับของอุตสาหกรรมเครื่องปรุงรสญี่ปุ่นที่ใช้กันมานาน
จังหวะใส่
ขั้น 4 ใส่หนึ่งแว่นตอนเคี่ยวแล้วตักออก
สัดส่วน
0.5 ก. ต่อหม้อ หรือหนึ่งแว่นบางๆ
แทนด้วย
โป๊ยกั๊กครึ่งดอก จะได้ความหวานติดปลายคล้ายกันแต่มีกลิ่นชะเอมชัดกว่า
หาซื้อในไทย
ร้านขายยาจีนและร้านสมุนไพรทุกแห่ง ราคาถูกมาก
กับดัก ในปริมาณมากและกินต่อเนื่อง ไกลไซร์ริซินมีผลต่อความดันโลหิตและระดับโพแทสเซียม ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรรู้ถ้าจะใส่เป็นประจำในสูตรขาย ปริมาณระดับหนึ่งแว่นต่อหม้อไม่ใช่ปัญหา
ผิวส้มแห้งDried citrus peel Citrus reticulata · วงศ์ส้ม
chinpi
ส่วนที่ใช้
เปลือกส้มจีนตากแห้ง ยิ่งเก็บนานยิ่งมีราคาในตำรับจีน
สารหลัก
ลิโมนีนให้กลิ่นส้ม และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ในผิวขาวด้านในให้ความขมอ่อน
บทบาท
ทีมเสริมแรง ให้ความสว่างและความขมที่ตัดความเลี่ยนของไขมันในซอสได้ดีมาก
จังหวะใส่
ขั้น 5 บดหยาบโรยตอนปิดไฟ หรือขั้น 4 ใส่ทั้งชิ้นแล้วตักออก
สัดส่วน
1–2 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก.
แทนด้วย
ผิวส้มสดขูดใส่ตอนปิดไฟ หรือผิวยูซุแห้งถ้าหาได้
หาซื้อในไทย
ร้านยาจีนทุกร้านมี ในชื่อเฉินผีหรือผิวส้มจีน และคนไทยยังทำเองได้จากเปลือกส้มเขียวหวานตากแดด
กับดัก ถ้าใช้ผิวส้มสด ต้องขูดเฉพาะผิวสีส้ม อย่าให้ติดผิวขาวด้านใน เพราะผิวขาวขมจัดในแบบที่ไม่ใช่ความขมที่เราต้องการ
เทียนดำNigella Nigella sativa · วงศ์พวงแก้วกุดั่น Ranunculaceae
nigella
ส่วนที่ใช้
เมล็ดดำเล็กเป็นเหลี่ยม มักถูกเรียกผิดว่าเมล็ดหัวหอมดำ
สารหลัก
ไธโมควิโนน ให้กลิ่นออกไปทางหัวหอมผสมออริกาโน และมีความขมอ่อน
บทบาท
ทีมเสริมแรง ให้จุดขมและกลิ่นเฉพาะตัว ใช้มากในขนมปังแบบอินเดียและตะวันออกกลาง
จังหวะใส่
ขั้น 1 เจียวสั้นๆ หรือโรยตกแต่งตอนเสิร์ฟ
สัดส่วน
1 ก. ต่อผงกะหรี่ 100 ก. หรือไม่ใส่ในสูตรญี่ปุ่น
แทนด้วย
งาดำคั่วถ้าต้องการแค่จุดสีดำและกลิ่นถั่ว
หาซื้อในไทย
ร้านสมุนไพรไทยมีในชื่อเทียนดำ ซึ่งเป็นหนึ่งในพิกัดเทียนของตำรายาไทย และร้านอินเดียมีในชื่อ kalonji
กับดัก คนละอย่างกับเมล็ดหัวหอมและคนละอย่างกับงาดำ แม้หน้าตาจะคล้ายกันมากในถ้วยเครื่องเทศ ให้แยกเก็บและติดป้าย
เมล็ดฝิ่นPoppy seed Papaver somniferum · วงศ์ฝิ่น Papaveraceae
poppy-seed
ส่วนที่ใช้
เมล็ดเล็กมาก ในอินเดียใช้ชนิดสีขาวขุ่นที่เรียกว่า khus khus
สารหลัก
ไขมันและโปรตีนเป็นหลัก ให้กลิ่นถั่วอ่อนเมื่อคั่ว ไม่ใช่เครื่องเทศให้กลิ่นแรง
บทบาท
ตัวให้ความข้นและความมันแบบครีม บดกับน้ำแล้วใส่เพื่อให้ซอสข้นโดยไม่ต้องใช้แป้ง
จังหวะใส่
แช่น้ำแล้วบดเป็นเพสต์ ใส่ช่วงท้ายของการเคี่ยว
สัดส่วน
1–2 ช้อนโต๊ะต่อหม้อ ในสูตรอินเดียบางสาย ไม่ใช้ในสูตรญี่ปุ่น
แทนด้วย
เม็ดมะม่วงหิมพานต์หรืออัลมอนด์แช่น้ำแล้วบด ให้ผลใกล้เคียงมากและหาง่ายกว่า
หาซื้อในไทย
ดูคำเตือนด้านล่าง
คำเตือนด้านกฎหมาย ฝิ่นเป็นพืชที่อยู่ภายใต้กฎหมายยาเสพติดของไทย และสถานะทางกฎหมายของเมล็ดฝิ่นสำหรับใช้ในอาหารในประเทศไทยไม่ชัดเจนเหมือนในยุโรปหรืออินเดีย หนังสือเล่มนี้บันทึกไว้เพื่อความครบถ้วนของทำเนียบเท่านั้น และแนะนำให้ใช้เม็ดมะม่วงหิมพานต์บดแทนในทุกกรณี
· · ·
fenugreek-plantcurry-tree
ซ้ายคือใบลูกซัดแห้งหรือกัสสุรีเมธี ขวาคือต้นแกงที่ปลูกในกระถางได้ สองตัวที่ให้กลิ่นแกงกะหรี่มากที่สุดโดยที่ไม่มีใครสั่งมันโดยตรง

วิธีใส่ความขมโดยไม่ให้แกงขม

หลักการเดียวที่ต้องจำคือ ความขมทำงานเป็นฉากหลัง ไม่ใช่ตัวเอก ปริมาณที่เหมาะสมคือปริมาณที่คนกินไม่รู้ตัวว่ามีอยู่ แต่ถ้าเอาออกจะรู้สึกทันที

วิธีทดสอบว่าใส่พอดีหรือยัง ให้ชิมแล้วนับหนึ่งถึงห้าหลังกลืน ถ้ายังรู้สึกขมค้างอยู่ที่โคนลิ้นแปลว่าใส่เกิน ถ้ากลืนแล้วรสหายไปทันทีเหมือนปิดสวิตช์ แปลว่ายังใส่ไม่พอ

ในบทที่ ๑๗ ว่าด้วยศาสตร์คาคุชิอาจิ เราจะเจอความขมอีกสองแหล่งที่ไม่ได้มาจากเครื่องเทศ คือกาแฟกับโกโก้ ซึ่งทำหน้าที่เดียวกันแต่ควบคุมง่ายกว่าและหาง่ายกว่ามาก

[ ภาพที่อยากได้ ลูกซัดสองถ้วย ถ้วยหนึ่งคั่วพอดีสีทอง อีกถ้วยคั่วเกินสีน้ำตาลเข้ม วางเทียบกัน ]
ภาพเปรียบเทียบการคั่วลูกซัด เป็นภาพที่ต้องทำเองเพราะไม่มีใครถ่ายไว้
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนหมวดเผ็ดร้อนสารบัญบทถัดไป →ตู้เครื่องเทศญี่

บทที่ ๑๔ · ภาค ๒ ทำเนียบเครื่องเทศ

ตู้เครื่องเทศญี่ปุ่นและตู้เครื่องเทศไทย

เก้าตัวที่อยู่นอกตำราอินเดีย แต่อยู่ในมือคุณอยู่แล้ว

บนชั้นเครื่องปรุงของครัวญี่ปุ่นแทบทุกบ้าน มีขวดเล็กสองขวดที่ไม่เคยปรากฏในสูตรผงกะหรี่เล่มไหนเลย คือ ชิจิมิโทการาชิ กับ ซันโช ทั้งสองอย่างอยู่ในครัวญี่ปุ่นมาก่อนที่แกงกะหรี่จะเดินทางมาถึงหลายร้อยปี แต่เพิ่งถูกหยิบลงหม้อแกงกะหรี่ในรุ่นหลัง และเมื่อถูกหยิบลง มันก็เปลี่ยนรสของหม้อไปในทางที่เครื่องเทศจากอินเดียทำไม่ได้

เครื่องเทศทั้งหมดในสามบทที่ผ่านมาเดินทางมาจากอินเดีย ตะวันออกกลาง หรือหมู่เกาะเครื่องเทศ ผ่านมือพ่อค้าอังกฤษ แล้วจึงมาถึงญี่ปุ่น เป็นเส้นทางเดียวกับที่เล่าไว้ในบทที่ ๑

บทนี้ว่าด้วยของอีกสองกลุ่มที่ไม่ได้มาทางนั้น กลุ่มแรกคือเครื่องเทศที่ญี่ปุ่นมีอยู่ก่อนแล้วและเพิ่งถูกหยิบเข้ามาในแกงกะหรี่ในรุ่นหลัง กลุ่มที่สองคือเครื่องเทศไทยที่อยู่ในตลาดหน้าบ้านคุณ ซึ่งใช้กับแกงกะหรี่ญี่ปุ่นได้จริงถ้ารู้วิธี

ขอบอกไว้ตรงนี้ก่อนว่ากลุ่มที่สองไม่ใช่ของดั้งเดิม ใครที่ต้องการทำแกงกะหรี่ญี่ปุ่นให้ตรงตำราที่สุดสามารถข้ามครึ่งหลังของบทนี้ไปได้เลย แต่ถ้าคุณสนใจว่าแกงกะหรี่ญี่ปุ่นที่ทำในเมืองไทยจะมีอะไรที่ทำในญี่ปุ่นไม่ได้บ้าง ครึ่งหลังคือคำตอบ

· · ·
yuzu-fruit
ผลยูสึสุกบนต้น เปลือกคือส่วนที่ใช้ ส่วนน้ำเปรี้ยวจัดจนแทบไม่มีใครดื่มเปล่า

ฝั่งญี่ปุ่น

ซันโชJapanese pepper Zanthoxylum piperitum · วงศ์ส้ม Rutaceae
sansho
ส่วนที่ใช้
เปลือกผลแห้ง ไม่ใช่เมล็ด เมล็ดข้างในแทบไม่มีกลิ่นและมักถูกร่อนทิ้ง
สารหลัก
ซันชูล ซึ่งไปกระตุ้นเส้นประสาทรับสัมผัสจนเกิดอาการซ่าชาที่ริมฝีปาก บวกกับลิโมนีนที่ให้กลิ่นซิตรัสเขียว
บทบาท
ตัวปิดท้าย ให้ความสดเย็นและอาการซ่าที่ทำให้ลิ้นกลับมาไวอีกครั้งหลังกินของมัน
จังหวะใส่
ขั้น 5 โรยตอนปิดไฟหรือโรยบนจานตอนเสิร์ฟ ห้ามผ่านความร้อนนาน
สัดส่วน
ปลายช้อนชาต่อจาน ไม่ใส่ในผงกะหรี่
แทนด้วย
มะแขว่นของไทย ซึ่งเป็นญาติในสกุลเดียวกัน หรือพริกไทยเสฉวนซึ่งซ่ากว่าและกลิ่นหนักกว่า
หาซื้อในไทย
ซูเปอร์ญี่ปุ่นทุกแห่ง ขายเป็นขวดเล็กในชื่อ sansho powder
กับดัก เสียกลิ่นเร็วมากหลังเปิดขวด ควรซื้อขวดเล็กและเก็บในตู้เย็น · อาการซ่าเป็นสัมผัส ไม่ใช่ความเผ็ด คนที่กินเผ็ดไม่ได้ก็กินซันโชได้
ผิวยูซุแห้งDried yuzu peel Citrus junos · วงศ์ส้ม
yuzu-peel
ส่วนที่ใช้
ผิวส้มยูซุตากแห้งแล้วบดหยาบ
สารหลัก
ลิโมนีนและลินาลูล ให้กลิ่นซิตรัสที่หอมกว่าและซับซ้อนกว่ามะนาวทั่วไป
บทบาท
ตัวปิดท้าย เพิ่มความสว่างและทำให้แกงที่หนักดูเบาลงทันที
จังหวะใส่
ขั้น 5 เท่านั้น
สัดส่วน
ปลายช้อนชาต่อจาน
แทนด้วย
ผิวมะนาวหรือผิวส้มซ่าขูดสด สำหรับคนไทยผิวส้มซ่าให้ผลใกล้เคียงยูซุที่สุด
หาซื้อในไทย
ซูเปอร์ญี่ปุ่น ราคาสูงพอควร ทางเลือกที่ถูกกว่าคือใช้ผิวส้มไทยตากแห้งเอง
กับดัก ถ้าใส่ตอนเคี่ยว กลิ่นซิตรัสจะระเหยหมดและเหลือแต่ความขมจากผิว ตัวนี้คือตัวอย่างที่ชัดที่สุดของกฎ "ใส่ตอนปิดไฟ"
ชิจิมิโทการาชิSeven-spice blend เครื่องเทศผสม ไม่ใช่พืชเดี่ยว
shichimi
ส่วนประกอบ
ตามชื่อคือเจ็ดอย่าง แกนหลักคือพริกป่น ซันโช และผิวส้มแห้ง ที่เหลือแล้วแต่เจ้า เช่นงาขาว งาดำ สาหร่าย เมล็ดกัญชง และขิง
ที่มา
ถือกำเนิดที่ย่านยาเกนโบริในเอโดะตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเจ็ด โดยร้านที่ตั้งใจทำเครื่องปรุงที่หน้าตาเหมือนยาจีน สามเจ้าที่โด่งดังที่สุดในปัจจุบันอยู่ที่โตเกียว เกียวโต และนางาโนะ และสูตรของทั้งสามเจ้าไม่เหมือนกัน
บทบาท
เครื่องปรุงบนโต๊ะ ให้ทั้งเผ็ด ซ่า ซิตรัส และกลิ่นถั่วในการโรยครั้งเดียว
จังหวะใส่
โรยบนจานที่เสิร์ฟแล้วเท่านั้น
ใช้กับ
แกงกะหรี่อูด้งและแกงกะหรี่ญี่ปุ่นแนวร้านโซบะ ซึ่งเป็นบริบทที่ชิจิมิเข้ากันที่สุด
หาซื้อในไทย
ซูเปอร์ญี่ปุ่นและร้านสะดวกซื้อบางแห่ง
กับดัก อย่าเอาไปเคี่ยวในหม้อ เพราะเป็นเครื่องปรุงที่ออกแบบมาให้โดนความร้อนแค่จากอาหารในจาน · แต่ละเจ้ารสไม่เหมือนกันมาก ถ้าเปลี่ยนยี่ห้อแล้วรสเปลี่ยน นั่นเป็นเรื่องปกติ
งาSesame Sesamum indicum · วงศ์งา Pedaliaceae
sesame
ส่วนที่ใช้
เมล็ด ทั้งขาวและดำ ใช้แบบคั่วเสมอ
สารหลัก
เซซามอลและสารกลุ่มไพราซีนที่เกิดจากการคั่ว ให้กลิ่นถั่วคั่วที่จมูกคนเอเชียคุ้นเคยที่สุด
บทบาท
ตัวปิดท้าย ให้กลิ่นมันและเนื้อสัมผัส บดหยาบแล้วโรยจะได้กลิ่นแรงกว่าโรยทั้งเมล็ดมาก
จังหวะใส่
ขั้น 5 โรยบนจาน หรือใช้น้ำมันงาหยดตอนปิดไฟ
สัดส่วน
1 ช้อนชาต่อจาน · น้ำมันงาไม่เกินครึ่งช้อนชาต่อหม้อ
แทนด้วย
ถั่วลิสงคั่วบดหยาบ ให้กลิ่นถั่วเหมือนกันแต่หนักกว่า
หาซื้อในไทย
ทุกที่ ราคาถูก ควรซื้อแบบดิบแล้วคั่วเองในกระทะเพื่อกลิ่นที่ดีที่สุด
กับดัก น้ำมันงาแรงกว่าที่คิดมาก ครึ่งช้อนชาก็ทำให้แกงกะหรี่กลายเป็นกลิ่นอาหารจีนได้แล้ว ให้ใช้เป็นหยดสุดท้ายเท่านั้น
ชิโสะแห้งDried perilla Perilla frutescens · วงศ์กะเพรา Lamiaceae
shiso
ส่วนที่ใช้
ใบชิโสะแดงที่ผ่านการดองกับบ๊วยแล้วตากแห้งบด มีทั้งความเปรี้ยวและความเค็มติดมา
สารหลัก
เพอริลลัลดีไฮด์ให้กลิ่นเฉพาะตัว บวกกับความเปรี้ยวจากการดองบ๊วย
บทบาท
ตัวปิดท้าย ให้ทั้งกลิ่นสมุนไพร ความเปรี้ยว และสีม่วงแดงที่ตัดกับสีน้ำตาลของแกงได้สวย
จังหวะใส่
โรยบนข้าวหรือบนแกงตอนเสิร์ฟ
สัดส่วน
ปลายช้อนชาต่อจาน
แทนด้วย
ไม่มีตัวแทน ใบกะเพราแห้งไปคนละทาง
หาซื้อในไทย
ซูเปอร์ญี่ปุ่น มักวางอยู่ในหมวดผงโรยข้าว
กับดัก มีเกลืออยู่ในตัวค่อนข้างมาก ถ้าใส่เยอะโดยไม่ลดเกลือในแกง จานจะเค็มเกินโดยที่คุณโทษเครื่องเทศผิดตัว
· · ·
thai-herbs
ต้นข่าตอนออกดอก เครื่องเทศไทยที่ใช้กับแกงกะหรี่ญี่ปุ่นได้จริง และหาได้ในตลาดสดทุกแห่ง

ฝั่งไทย

สี่ตัวต่อไปนี้ไม่มีในสูตรแกงกะหรี่ญี่ปุ่นเล่มไหนทั้งสิ้น ผู้เขียนใส่ไว้ในทำเนียบด้วยเหตุผลสองข้อ ข้อแรกคือคนอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ในประเทศไทยและมีของเหล่านี้อยู่ในครัวอยู่แล้ว ข้อที่สองคือบางตัวเป็นญาติสายตรงกับเครื่องเทศญี่ปุ่นจนใช้แทนกันได้จริง

มะแขว่นMakhwaen Zanthoxylum limonella · วงศ์ส้ม
makhwaen
ส่วนที่ใช้
ผลแห้งทั้งช่อ ใช้เฉพาะเปลือกเช่นเดียวกับซันโช
สารหลัก
สารกลุ่มซันชูลเช่นเดียวกับซันโช บวกกับลิโมนีนในสัดส่วนที่สูงกว่า จึงมีกลิ่นซิตรัสแรงกว่า
บทบาท
ใช้แทนซันโชได้โดยตรง ให้ความซ่าน้อยกว่าเล็กน้อยแต่กลิ่นส้มแรงกว่า
จังหวะใส่
ขั้น 5 คั่วเบาแล้วบดโรยตอนปิดไฟ
สัดส่วน
ปลายช้อนชาต่อจาน
แทนด้วย
ซันโชในปริมาณเท่ากัน
หาซื้อในไทย
ตลาดภาคเหนือ ร้านของฝากเชียงใหม่ และร้านขายเครื่องเทศออนไลน์ ราคาถูกกว่าซันโชนำเข้าหลายเท่า
ข้อได้เปรียบ นี่คือกรณีที่ชัดที่สุดในเล่มว่าคนไทยมีของที่ดีกว่าและถูกกว่าอยู่แล้ว ร้านแกงกะหรี่ในไทยที่อยากมีลายเซ็นของตัวเองควรเริ่มจากตัวนี้
กระวานไทยThai cardamom Wurfbainia vera · วงศ์ขิง
thai-cardamom
ส่วนที่ใช้
ผลแห้งกลมเล็กสีขาวนวล ต่างจากกระวานเขียวอินเดียที่ฝักรียาว
สารหลัก
สารกลุ่มการบูรและซินีออลในสัดส่วนสูงกว่ากระวานเขียวมาก จึงมีกลิ่นเย็นแบบยาดมชัดกว่า
บทบาท
ให้ความเย็นหอมแบบไทย ใช้ในพะโล้และมัสมั่นอยู่แล้ว
จังหวะใส่
ขั้น 4 ทุบให้แตกแล้วใส่ตอนเคี่ยว
สัดส่วน
2–3 ลูกต่อหม้อ
แทนด้วย
กระวานเขียวในปริมาณครึ่งเดียว แต่คนละกลิ่น
หาซื้อในไทย
ตลาดสดทุกแห่งในราคาที่ถูกกว่ากระวานอินเดียมาก
กับดัก ใช้แทนกระวานเขียวหนึ่งต่อหนึ่งไม่ได้ กลิ่นการบูรของกระวานไทยจะเด่นออกมาและทำให้แกงกะหรี่ญี่ปุ่นมีกลิ่นแกงมัสมั่นทันที ถ้าจะใช้ให้ใช้อย่างตั้งใจ
ข่าGalangal Alpinia galanga · วงศ์ขิง
galangal
ส่วนที่ใช้
เหง้าแก่ ใช้สดหรือแห้ง
สารหลัก
สารกลุ่มซินีออลและกาแลงกอล ให้กลิ่นเย็นแหลมและความเผ็ดร้อนที่คมกว่าขิง
บทบาท
ใช้ในสูตรฟิวชันที่ตั้งใจให้แกงกะหรี่มีความเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่ของสูตรญี่ปุ่น
จังหวะใส่
ขั้น 4 หั่นแว่นใส่ตอนเคี่ยวแล้วตักออก
สัดส่วน
2–3 แว่นต่อหม้อ
แทนด้วย
ขิงแก่ ถ้าต้องการแค่ความร้อนโดยไม่ต้องการกลิ่นข่า
หาซื้อในไทย
ทุกตลาด
กับดัก กลิ่นข่าเป็นกลิ่นที่คนไทยจำได้ทันทีว่าเป็นอาหารไทย ถ้าเป้าหมายคือแกงกะหรี่ญี่ปุ่น ตัวนี้จะทำลายภาพลวงตาเร็วที่สุดในบรรดาทั้งหมด
กระชายFingerroot Boesenbergia rotunda · วงศ์ขิง
fingerroot
ส่วนที่ใช้
รากที่แตกเป็นนิ้ว ใช้สด
สารหลัก
สารกลุ่มเทอร์พีนที่ให้กลิ่นดินหวานเฉพาะตัวและความขมอ่อน
บทบาท
ตัวเก็บกลิ่นคาว ใช้ได้ดีกับแกงกะหรี่ปลาและอาหารทะเลซึ่งเป็นจุดอ่อนของสูตรญี่ปุ่นมาตรฐาน
จังหวะใส่
ซอยละเอียดผัดในฐานพร้อมกระเทียม
สัดส่วน
1–2 รากต่อหม้อ
แทนด้วย
ขิงแก่กับตะไคร้อย่างละครึ่ง
หาซื้อในไทย
ทุกตลาด ราคาถูก
กับดัก ความขมของกระชายจะเด่นขึ้นมากเมื่อเคี่ยวนาน ถ้าจะใช้ให้ใส่ช่วงหลังของการเคี่ยว ไม่ใช่ตั้งแต่ต้น
· · ·
หมายเหตุ: เส้นแบ่งที่ควรตั้งไว้ให้ตัวเองก่อนหยิบเครื่องเทศไทยใส่หม้อ

ทุกครั้งที่จะหยิบเครื่องเทศไทยใส่ลงในแกงกะหรี่ญี่ปุ่น ให้ถามตัวเองข้อเดียวว่า เรากำลังเติมสิ่งที่ขาด หรือกำลังเปลี่ยนสัญชาติของแกงหม้อนี้

ถ้าคำตอบคือข้อแรก เช่นเติมมะแขว่นแทนซันโชที่ซื้อไม่ได้ นั่นคือการทดแทน ทำได้เต็มที่

ถ้าคำตอบคือข้อสอง เช่นเติมข่ากับตะไคร้ นั่นคือการสร้างอาหารจานใหม่ ซึ่งก็ทำได้และอาจอร่อยมาก แต่อย่าเรียกมันว่าแกงกะหรี่ญี่ปุ่นแล้วแปลกใจว่าทำไมไม่เหมือนที่กินที่โตเกียว

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ห้ามอะไรทั้งนั้น แต่ยืนยันว่าคนทำควรรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่

"เติมมะแขว่นแทนซันโชคือการทดแทน เติมข่ากับตะไคร้คือการสร้างจานใหม่ สองอย่างนี้ทำได้ทั้งคู่ แต่อย่าเรียกอย่างหลังว่าแกงกะหรี่ญี่ปุ่น"
[ ภาพที่อยากได้ มะแขว่นกับซันโชวางเทียบกันในถ้วยสองใบ ให้เห็นเปลือกผลที่แตกอ้าคล้ายกัน ]
ภาพเปรียบเทียบญาติสองตัวในสกุลเดียวกัน ต้องถ่ายเอง
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนขม เฝื่อน และรสหสารบัญบทถัดไป →ประกอบผงกะหรี่ขอ

บทที่ ๑๕ · ภาค ๒ ทำเนียบเครื่องเทศ

ประกอบผงกะหรี่ของตัวเอง

จากเครื่องเทศสี่สิบหกตัว เหลือสิบสองตัวที่คุณต้องมีจริงๆ

กระป๋องแดงของ S&B ที่วางอยู่บนชั้นในซูเปอร์ญี่ปุ่นทุกแห่งประกอบด้วยเครื่องเทศมากกว่าสามสิบชนิด ผสมตามสัดส่วนที่บริษัทถือเป็นความลับมาตั้งแต่ก่อตั้ง ผ่านการคั่วและการบ่มตามกระบวนการที่ผู้ก่อตั้งวางไว้เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

คำถามที่ควรถามคือ ถ้าเขาใช้สามสิบชนิด แล้วทำไมบทนี้ถึงบอกว่าคุณต้องมีแค่สิบสอง

คำตอบคือสามสิบชนิดของโรงงานไม่ได้มีไว้เพื่อความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่มีไว้เพื่อความสม่ำเสมอ เมื่อคุณต้องผลิตผงกะหรี่รสเดียวกันปีละหลายร้อยตัน จากวัตถุดิบที่คุณภาพแกว่งไปตามฤดูกาลและแหล่งปลูก การใช้เครื่องเทศหลายตัวในปริมาณน้อยๆ ทำให้คุณกลบความแกว่งของแต่ละตัวได้

คุณไม่มีปัญหานั้น คุณผสมทีละขีดและใช้หมดภายในสองเดือน ความแม่นยำที่คุณต้องการจึงต่างจากโรงงานโดยสิ้นเชิง

"สูตรของโรงงานแก้ปัญหาของโรงงาน สูตรของคุณควรแก้ปัญหาของคุณ ซึ่งคือการทำให้แกงหม้อนี้อร่อยที่สุดในเย็นวันนี้"
· · ·

โครงสร้างของผงกะหรี่ทุกสูตรในโลก

ไม่ว่าจะเป็นสูตรอินเดีย สูตรอังกฤษ หรือสูตรญี่ปุ่น ผงกะหรี่ทุกสูตรประกอบด้วยห้าชั้นเดียวกัน ต่างกันแค่สัดส่วน ตารางนี้คือช่วงสัดส่วนที่ใช้ได้จริง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผงทั้งหมด

ชั้นทำหน้าที่สัดส่วนตัวเลือกหลัก
ฐานเป็นเนื้อของผง ทำให้เครื่องเทศตัวอื่นไม่แยกจากกัน25–35%เมล็ดผักชี
สีกำหนดสีของแกงทั้งหม้อ20–28%ขมิ้น ปาปริก้า
ลายเซ็นทำให้จมูกบอกได้ว่านี่คือแกงกะหรี่15–25%ยี่หร่า ลูกซัด
หอมหวานอุ่นให้ชั้นกลิ่นหลังกลืน10–18%กระวาน อบเชย กานพลู ลูกจันทน์ โป๊ยกั๊ก
เผ็ดและเสริมแรงกระตุ้นลิ้นและตัดเลี่ยน10–20%พริกป่น พริกไทย ขิง กระเทียมผง เมล็ดขึ้นฉ่าย

สัดส่วนในคอลัมน์ที่สามคือช่วง ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว และสองชั้นบนคือชั้นที่ทุกสำนักเหมือนกันเกือบหมด ความต่างของแต่ละสำนักไปอยู่ที่สองชั้นล่าง ซึ่งกล่องถัดไปจะอธิบาย

หมายเหตุ: ความต่างระหว่างสามสำนัก อยู่ที่สองชั้นเท่านั้น

นี่คือเหตุผลทางเทคนิคว่าทำไมผงกะหรี่อินเดียใส่ในแกงกะหรี่ญี่ปุ่นแล้วรสไม่เข้าที่ ไม่ใช่เพราะอันไหนดีกว่า แต่เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อไปอยู่ในของเหลวคนละแบบ

own-spice-tray
ถาดแบ่งช่องสำหรับชั่งเครื่องเทศทีละตัวก่อนผสม วิธีนี้ทำให้เห็นสัดส่วนด้วยตาก่อนเทรวม และย้อนกลับได้ถ้าตักผิด
· · ·

สูตรหลักของเล่มนี้

สูตรข้างล่างคือผงกะหรี่ที่ผมใช้จริงในร้านและใช้สอนในคลาส ทิศทางของมันคือญี่ปุ่นแบบหรู นั่นคือลูกผักชีนำ ลูกซัดให้กลิ่นคาราเมล และไม่ฉุนแบบอินเดีย

sieve
การร่อนผงผ่านตะแกรง ขั้นตอนที่คนข้ามบ่อยที่สุด แต่เป็นตัวตัดสินว่าผงจะละลายเรียบหรือเป็นเม็ด

ผู้เขียนให้ไว้สองหน่วย หน่วยช้อนคือหน่วยที่ใช้จริงในคลาสเพราะจำง่ายและไม่ต้องพึ่งตาชั่ง ส่วนหน่วยกรัมคือหน่วยสำหรับคนที่จะทำเป็นแบตช์ใหญ่หรือจะขาย เพราะช้อนตวงผงเครื่องเทศให้ค่าที่คลาดเคลื่อนได้ถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ขึ้นกับว่าผงละเอียดแค่ไหนและกดแน่นแค่ไหน

ผงกะหรี่ Food Hub Curry · สูตรแม่

กลุ่มที่ 1 คุมบอดี้หลัก

  • ลูกผักชีป่น 3 ช้อนโต๊ะ · ราว 26 ก. ต่อผง 100 ก.
  • ผงขมิ้น 2 ช้อนโต๊ะ · ราว 26 ก.
  • ยี่หร่าป่น 1 ช้อนโต๊ะ · ราว 9 ก.
  • ลูกซัดป่น 1 ช้อนโต๊ะ · ราว 11 ก.

กลุ่มที่ 2 เติมมิติและรสสัมผัส

  • พริกไทยดำป่น 2 ช้อนชา · ราว 7 ก.
  • พริกป่นละเอียดคาเยน 2 ช้อนชา · ราว 6 ก.
  • ลูกกระวานป่น 1.5 ช้อนชา · ราว 5 ก.
  • ผงอบเชย 1 ช้อนชา · ราว 4 ก.
  • ขิงผง 1 ช้อนชา · ราว 3 ก.
  • ลูกจันทน์เทศป่น 0.5 ช้อนชา · ราว 1.7 ก.
  • กานพลูป่น 1/4 ช้อนชา · ราว 0.9 ก.
  • โป๊ยกั๊กป่น 1/4 ช้อนชา · ราว 0.8 ก.

ได้เท่าไร ใช้ยังไง

  • สูตรนี้ได้ผงราว 10 ช้อนโต๊ะ หรือราว 65 ก. ใช้ได้ประมาณ 3 หม้อ
  • ตักใช้ครั้งละ 3 ช้อนโต๊ะต่อหม้อ สำหรับ 4–5 จาน
  • ห้ามเทลงหม้อเดียวหมด จะทั้งเผ็ดทั้งขมพร้อมกัน
  • เวลาลงหม้อให้บลูมในไขมันด้วยไฟอ่อนก่อนเสมอ เพราะผงละเอียดอย่างขมิ้นกับคาเยนไหม้ขมง่ายมาก

ขั้นตอนการผสม

  1. ถ้าใช้เมล็ดทั้งเม็ด ให้คั่วแยกทีละชนิดในกระทะแห้งไฟอ่อน เพราะแต่ละตัวสุกไม่พร้อมกัน ลูกซัดสุกเร็วที่สุด ลูกผักชีช้าที่สุด
  2. ปล่อยให้เย็นสนิทก่อนบด ถ้าบดตอนร้อนความชื้นจะทำให้ผงจับตัวเป็นก้อน
  3. บดแล้วร่อนผ่านตะแกรงละเอียด เศษที่ค้างให้บดซ้ำ
  4. ผสมทุกอย่างในชามแห้ง คนด้วยตะกร้อสองนาทีเต็ม
  5. บ่มไว้อย่างน้อย 3 วัน ในภาชนะปิดสนิทก่อนใช้ครั้งแรก
วิทยาศาสตร์: ทำไมผงกะหรี่ต้องบ่ม

ขั้นตอนการบ่มคือสิ่งที่โรงงานผงกะหรี่ญี่ปุ่นถือเป็นหัวใจของกระบวนการ และเป็นขั้นที่คนทำเองที่บ้านข้ามกันเกือบทุกคน

สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างบ่มคือสารหอมระเหยจากเครื่องเทศแต่ละตัวกระจายไปเกาะบนผิวของผงตัวอื่น ผงที่เพิ่งผสมเสร็จจะดมได้เป็นชั้นๆ แยกกัน คือได้กลิ่นกานพลูก่อน แล้วค่อยได้กลิ่นผักชี ส่วนผงที่บ่มแล้วจะดมได้เป็นกลิ่นเดียว

สามวันคือขั้นต่ำ หนึ่งถึงสองสัปดาห์ดีกว่า และผงจะอยู่ในจุดที่ดีที่สุดราวหนึ่งถึงสองเดือน หลังจากนั้นกลิ่นจะเริ่มถอย

· · ·

สามทิศทางที่พิสูจน์แล้วว่าอร่อย

เมื่อคุณทำสูตรแม่ได้คล่องแล้ว วิธีสร้างลายเซ็นของตัวเองไม่ใช่การเพิ่มเครื่องเทศให้ครบสี่สิบตัว แต่คือการดันสองถึงสามตัวขึ้นมาให้เด่นกว่าที่เหลือ

ทิศทางตัวที่ดันขึ้นเหมาะกับสัมผัสที่ได้
Royal Velvetลูกซัด อบเชย ลูกจันทน์เทศเนื้อวัวตุ๋น สไตล์ยุโรปแบบร้านเก่าแก่หอมหวานนวล กลิ่นคาราเมลชัด เจริญอาหาร
Citrus Freshกระวาน ลูกผักชี ผิวส้มแห้งอกไก่ สันในหมู อาหารทะเลเข้มข้นแต่กินแล้วเบา ไม่เลี่ยน
Twilight Spiceพริกไทยดำ กานพลู คาเยนคนชอบเผ็ดร้อนซึมลึกดุดันขึ้น สีเข้มสวย ขับอูมามิของซุป

วิธีปรับคือเพิ่มตัวที่ต้องการดันขึ้นครั้งละ 25%ของปริมาณเดิม แล้วชิม ไม่ใช่เพิ่มเป็นเท่าตัวในครั้งเดียว

วิธีชิมผงกะหรี่โดยไม่ต้องทำแกงทั้งหม้อ

ปัญหา

  • ผงกะหรี่ดิบชิมไม่ได้ เพราะรสดิบของแป้งเครื่องเทศกลบทุกอย่าง
  • การทำแกงทั้งหม้อเพื่อทดสอบสูตรเดียวกินเวลาและวัตถุดิบมากเกินไป

วิธีทดสอบแบบย่อ ใช้เวลา 5 นาที

  1. ตั้งกระทะเล็ก ใส่เนย 5 ก. หรือน้ำมัน 1 ช้อนชา
  2. ใส่ผงกะหรี่ที่จะทดสอบ 1 ช้อนชา บลูมไฟอ่อน 30 วินาที
  3. เติมน้ำร้อน 100 มล. และเกลือหยิบมือ คนให้ละลาย
  4. เคี่ยว 2 นาที แล้วชิมด้วยช้อน
  5. ถ้าจะเทียบหลายสูตร ให้ทำพร้อมกันในกระทะแยกและชิมสลับไปมา ล้างปากด้วยข้าวสวยเปล่าระหว่างชิม

สิ่งที่ต้องฟังตอนชิม

  • วินาทีแรก ควรได้กลิ่นก่อนได้รส ถ้าไม่ได้กลิ่นแปลว่าชั้นหอมหวานอุ่นอ่อนไป
  • กลางลิ้น ควรกลมไม่แหลม ถ้าแหลมแปลว่ายี่หร่าเยอะไป
  • หลังกลืน ควรมีอะไรค้างอยู่ 3–5 วินาที ถ้าหายวับแปลว่าลูกซัดน้อยไป
  • ความขม ถ้าขมค้างที่โคนลิ้น แปลว่ามีตัวใดตัวหนึ่งไหม้ตอนคั่ว
· · ·

การเก็บ

ผงกะหรี่ที่ผสมเองไม่มีสารกันความชื้นและไม่มีบรรจุภัณฑ์กันแสงเหมือนของโรงงาน จึงต้องเก็บให้ดีกว่า

สิ่งที่ทำลายผงเกิดอะไรขึ้นวิธีป้องกัน
ความชื้นผงจับตัวเป็นก้อน เกิดกลิ่นอับ อาจขึ้นราได้ขวดแก้วปิดสนิท ตักด้วยช้อนแห้งเสมอ ห้ามเขย่าลงหม้อที่มีไอน้ำ
แสงเคอร์คูมินสลาย สีซีดลงขวดทึบหรือเก็บในตู้ปิด ห้ามวางบนชั้นเหนือเตา
ความร้อนสารหอมระเหยหนีออกเร็วขึ้นเก็บในที่เย็นที่สุดในครัว ไม่ใช่ข้างเตา
ออกซิเจนกลิ่นเปลี่ยนเป็นกลิ่นเก่าและกลิ่นหืนจากไขมันในเมล็ดใช้ขวดขนาดพอดีกับปริมาณ อย่าใช้ขวดใหญ่ที่มีอากาศเหลือเยอะ

อายุที่ใช้ได้จริงของผงผสมเองคือหนึ่งถึงสองเดือนสำหรับกลิ่นที่ดีที่สุด และยังใช้ได้อีกราวสามถึงหกเดือนโดยกลิ่นจะค่อยๆ ถอยลง ให้ทำแบตช์ให้พอใช้ในหนึ่งเดือนเสมอ ผงที่ผสมทีเดียวเป็นกิโลแล้วใช้ทั้งปีคือการยกข้อดีของการผสมเองทิ้งไปทั้งหมด

garam-masala
การัมมาซาลา ส่วนผสมที่ใส่เป็นอย่างสุดท้ายเสมอ เพราะกลิ่นของมันหายเร็วเมื่อโดนความร้อนนาน
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนตู้เครื่องเทศญี่สารบัญบทถัดไป →ฐานความหวาน

บทที่ ๑๖ · ภาค ๓ กายวิภาคและส่วนผสม

ฐานความหวาน

วิทยาศาสตร์ของหัวหอมสีน้ำตาลทอง และเพสต์ผลไม้ที่ต่อยอดจากมัน

หัวหอมดิบไม่หวาน หัวหอมดิบแสบตา ฉุน และมีรสเผ็ดร้อนอ่อนๆ ที่ทำให้เด็กไม่ยอมกิน แต่หัวหอมชนิดเดียวกันนั้น เมื่อผ่านกระทะกับเวลา จะกลายเป็นสิ่งที่หวานลึกกว่าน้ำตาลทรายและซับซ้อนกว่าผลไม้ใดๆ ในตะกร้า

ในบรรดาสามเสาของแกงกะหรี่ที่ผมสอนในคลาส เสาที่คนข้ามบ่อยที่สุดคือเสานี้ เพราะมันไม่มีอะไรให้ซื้อ มันมีแต่เวลาให้จ่าย

"ความหวานลึกซื้อด้วยเวลา ไม่ใช่ด้วยน้ำตาล ถ้าอยากให้แกงหวานกลม ให้ผัดหัวหอมนานขึ้น ไม่ใช่เติมน้ำตาลเพิ่ม"
· · ·

สองปฏิกิริยาที่ทำงานพร้อมกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในกระทะไม่ใช่ปฏิกิริยาเดียว แต่เป็นสองปฏิกิริยาที่วิ่งคู่กันไป และการแยกแยะสองอย่างนี้ได้จะทำให้คุณคุมผลลัพธ์ได้

ปฏิกิริยาเกิดจากให้อะไรเริ่มที่อุณหภูมิ
คาราเมลไลเซชันน้ำตาลในหัวหอมสลายตัวด้วยความร้อนความหวานลึกที่มีความขมอ่อนซ่อนอยู่ กลิ่นคาราเมลราว 140–160°C ขึ้นกับชนิดน้ำตาล
ปฏิกิริยาเมยาร์ดน้ำตาลรีดิวซ์ทำปฏิกิริยากับกรดอะมิโนในหัวหอมกลิ่นหอมซับซ้อนหลายร้อยชนิด สีน้ำตาล และความรู้สึกอูมามิเริ่มได้ตั้งแต่ราว 120°C และเร็วขึ้นมากเมื่อสูงกว่า 140°C

สังเกตว่าทั้งสองปฏิกิริยาต้องการอุณหภูมิสูงกว่า 100°C และนี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด

วิทยาศาสตร์: ทำไมสิบนาทีแรกถึงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หัวหอมสดมีน้ำอยู่ราวเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของน้ำหนัก และตราบใดที่ยังมีน้ำอยู่ในกระทะ อุณหภูมิของผิวหัวหอมจะถูกตรึงไว้ที่ประมาณ 100°C เพราะพลังงานความร้อนทั้งหมดถูกใช้ไปกับการเปลี่ยนน้ำเป็นไอ

แปลว่าช่วงต้นของการผัดหัวหอมไม่ใช่การทำให้เป็นสีน้ำตาล แต่คือการไล่น้ำ ซึ่งเป็นงานที่กินเวลามากที่สุดและไม่มีทางลัดทางฟิสิกส์

เมื่อน้ำระเหยไปมากพอ อุณหภูมิผิวจะพุ่งขึ้นผ่าน 140°C อย่างรวดเร็ว และตั้งแต่จุดนั้นสีจะเปลี่ยนเร็วมากจนต้องยืนเฝ้า ช่วงที่เผลอแล้วไหม้ไม่ใช่ช่วงแรก แต่คือช่วงท้าย

นี่คือเหตุผลที่สูตรอาหารซึ่งบอกว่า "ผัดหัวหอมจนเป็นสีน้ำตาลทองประมาณ 10 นาที" นั้นให้เวลาต่ำกว่าความจริงมาก ของจริงใช้เวลาราว 30–45 นาทีสำหรับหัวหอมสองถึงสามหัว

onion-sliced
หัวหอมที่หั่นแล้ว ความหนา 2–3 มม.คือจุดสมดุลระหว่างเวลาที่ใช้กับความเสี่ยงที่ขอบจะไหม้ก่อน
· · ·

สามระดับสี และงานของแต่ละระดับ

หัวหอมในกระทะไม่ได้เปลี่ยนจากขาวเป็นน้ำตาลทีเดียว แต่ผ่านสามระดับที่ใช้งานต่างกัน ตารางนี้บอกว่าแต่ละระดับหน้าตาเป็นอย่างไร ใช้เวลาเท่าไร และเหมาะกับแกงแบบไหน

ระดับหน้าตาเวลาโดยประมาณใช้กับ
ใสนิ่ม โปร่งแสง ยังไม่เปลี่ยนสี5–8 นาทีสูตรที่ต้องการความสดของหัวหอม เช่นแกงกะหรี่แบบซุปใส
ทองสีน้ำผึ้ง ยุบลงเหลือราวครึ่ง กลิ่นหวานเริ่มมา15–25 นาทีแกงกะหรี่บ้านทั่วไป ให้ความหวานพอดีโดยยังเห็นชิ้นหัวหอม
อาเมอิโระ สีน้ำตาลแดงเข้มเหมือนน้ำตาลไหม้ ยุบเหลือราวหนึ่งในสามถึงหนึ่งในสี่ เละจนแทบไม่เห็นรูปเดิม30–45 นาทีแกงกะหรี่ร้าน เป็นฐานของเพสต์ที่ต้องปั่น ให้ความหวานลึกที่สุด

คำว่า อาเมอิโระ แปลตรงตัวว่า "สีลูกอม" ซึ่งเป็นชื่อที่ตรงมาก เพราะสีที่ต้องการคือสีของลูกอมคาราเมลใส ไม่ใช่สีดำและไม่ใช่สีน้ำตาลอ่อน

own-onion-frying
หัวหอมระหว่างผัด สังเกตว่าปริมาณยุบลงเรื่อยๆ ตามน้ำที่ระเหยออกไป ช่วงที่ต้องเฝ้าที่สุดคือช่วงท้าย ไม่ใช่ช่วงแรก
คำเตือน: เส้นแบ่งระหว่างอาเมอิโระกับไหม้

หัวหอมไหม้ให้ความขมที่กระจายไปทั้งหม้อและกลบทุกอย่าง ไม่มีวิธีแก้ ต้องเริ่มใหม่

สัญญาณเตือนสามข้อ ข้อแรกคือกลิ่นเปลี่ยนจากหวานเป็นกลิ่นไหม้แหลม ข้อที่สองคือเริ่มเห็นจุดดำสนิทที่ขอบชิ้น ข้อที่สามคือคราบที่ก้นกระทะเปลี่ยนจากสีน้ำตาลแดงเป็นสีดำและเริ่มมีควัน

วิธีกันพลาดคืออย่าใช้ไฟแรง ไฟแรงไม่ได้เร่งการไล่น้ำมากอย่างที่คิด แต่มันเร่งการไหม้ของชิ้นที่บางที่สุดจนเกิดจุดดำก่อนที่ชิ้นหนาจะทันสุก

· · ·

ทางลัดที่ได้ผลจริง และทางลัดที่ควรระวัง

ทางลัดที่ได้ยินกันมีหลายแบบ บางแบบได้ผลจริงและควรทำทุกครั้ง บางแบบได้ผลแต่ต้องจ่ายราคา ตารางนี้แยกให้ชัด

วิธีกลไกประหยัดเวลาข้อแลกเปลี่ยน
ใส่เกลือหยิบมือตั้งแต่ต้นดึงน้ำออกจากเซลล์ด้วยออสโมซิส น้ำจึงระเหยเร็วขึ้นราว 20%แทบไม่มี ควรทำทุกครั้ง
แช่แข็งหัวหอมที่หั่นแล้วล่วงหน้าผลึกน้ำแข็งทำลายผนังเซลล์ น้ำจึงออกมาเร็วมากเมื่อลงกระทะราว 30–40%ต้องวางแผนล่วงหน้าหนึ่งคืน เนื้อสัมผัสจะเละกว่าปกติ
เข้าไมโครเวฟก่อน 5 นาทีทำลายเซลล์และไล่น้ำบางส่วนก่อนลงกระทะราว 25%ต้องระวังไม่ให้สุกเกินจนเละก่อนถึงกระทะ
เติมน้ำทีละช้อนตอนติดก้นละลายคราบฟองด์ที่ก้นกระทะกลับเข้าไปในหัวหอมไม่ประหยัดเวลา แต่เพิ่มรสมากไม่มี ควรทำทุกครั้ง
ใส่เบกกิงโซดาปลายช้อนชาเพิ่มค่าความเป็นด่าง ซึ่งเร่งปฏิกิริยาเมยาร์ดอย่างรุนแรงมากถึง 50% หรือกว่านั้นมีต้นทุนสูง เนื้อสัมผัสจะเละเป็นโคลน สีเข้มผิดธรรมชาติ และถ้าใส่เกินจะได้รสสบู่ ใช้ได้เฉพาะกับสูตรที่จะปั่นเป็นเพสต์อยู่แล้ว และต้องไม่เกินหนึ่งในสี่ช้อนชาต่อหัวหอมสองหัว
ใส่น้ำตาลเพื่อเร่งสีเพิ่มน้ำตาลให้เกิดคาราเมลไลเซชันเร็วขึ้นมากได้สีแต่ไม่ได้ความลึก เพราะกลิ่นซับซ้อนมาจากเมยาร์ดซึ่งต้องใช้กรดอะมิโนของหัวหอมเอง เป็นทางลัดที่หลอกตาแต่ไม่หลอกลิ้น

สังเกตคอลัมน์สุดท้าย ทางลัดที่ประหยัดเวลามากที่สุดคือทางลัดที่แลกด้วยเนื้อสัมผัสหรือสีมากที่สุดเสมอ ไม่มีทางลัดไหนที่ได้ทั้งเวลาและคุณภาพเต็มร้อย

เทคนิค: หั่นหัวหอมแบบไหน

หัวหอมมีเส้นใยวิ่งจากขั้วไปยังปลาย การหั่นตามแนวเส้นใยจะได้ชิ้นที่คงรูปเมื่อโดนความร้อนนาน ส่วนการหั่นขวางเส้นใยจะทำให้เซลล์แตกมากกว่าและยุบเร็วกว่า

ในทางปฏิบัติแปลว่า ถ้าคุณอยากเห็นชิ้นหัวหอมในแกง ให้หั่นตามเส้นใย ถ้าคุณจะผัดจนอาเมอิโระแล้วปั่นเป็นเพสต์ ให้หั่นขวางเส้นใยเพื่อประหยัดเวลา

ความหนาที่เหมาะสมคือราว 2–3 มม. บางกว่านั้นจะไหม้ที่ขอบก่อน หนากว่านั้นจะใช้เวลานานเกินไป

· · ·

เพสต์ผลไม้ทองคำ

หัวหอมอาเมอิโระเพียงอย่างเดียวให้ความหวานลึกก็จริง แต่เป็นความหวานที่มีทิศทางเดียว สิ่งที่ทำให้แกงกะหรี่ร้านมีความหวานหลายชั้นคือการเอาหัวหอมที่ผัดแล้วไปรวมกับผลไม้ แล้วปั่นให้เป็นเนื้อเดียว

สูตรข้างล่างคือสูตรที่ผมใช้จริง หัวใจของมันคือผลไม้สองชนิดที่ให้ความหวานคนละแบบ

เพสต์ผลไม้ทองคำ · ต่อ 1 หม้อ

ส่วนผสม

  • หัวหอมใหญ่ผัดจนอาเมอิโระ 1–2 ลูก
  • แอปเปิลพันธุ์ฟูจิหรือพิงก์เลดี้ ปอกและเอาแกนออก 1/2 ลูก
  • กล้วยหอมสุกงอมจนเปลือกมีจุดดำ 1/2–1 ลูก
  • มิริน 50 ก.
  • สาเก 50 ก.
  • กระเทียมกับขิงสับ ตามชอบ
  • น้ำซุปพอให้ปั่นได้

วิธีทำ

  1. ผัดหัวหอมไฟกลางค่อนอ่อนจนได้สีน้ำตาลเข้ม ระวังอย่าให้ไหม้ · จะผัดผงกะหรี่ลงไปเล็กน้อยตอนนี้เพื่อให้กลิ่นซึมเข้าหัวหอมอีกชั้นก็ได้
  2. ใส่หัวหอมผัด ผลไม้ทั้งหมด มิริน สาเก กระเทียมและขิงลงโถปั่น เติมน้ำซุปนิดหน่อย ปั่นจนเนียนเป็นครีม
  3. เทเพสต์กลับลงกระทะ ผัดไฟอ่อนราว 5 นาที เพื่อไล่ความชื้นและไล่แอลกอฮอล์จากมิรินกับสาเกให้ระเหยจนหมด พร้อมกับให้น้ำตาลจากผลไม้เกิดคาราเมลอีกรอบ
  4. พักให้เย็น แบ่งใส่ถุงแบน เข้าช่องแช่แข็ง เก็บได้ 1 เดือน

หน้าที่ของผลไม้แต่ละตัว

  • แอปเปิล ให้ความสดเปรี้ยวและมีเพกตินซึ่งช่วยให้ซอสข้นขึ้นอีกทางหนึ่ง
  • กล้วย ให้ความนวลแบบครีมที่สมานรสทุกอย่างเข้าด้วยกัน ต้องสุกจนเปลือกมีจุดดำ เพราะแป้งในกล้วยเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเต็มที่แล้ว กล้วยห่ามจะฝาดและไม่นวล
  • มิรินกับสาเก ช่วยยืดอายุการเก็บของเพสต์ และให้กลิ่นหมักอ่อนที่เพิ่มความลึก ต้องผัดจนแอลกอฮอล์ระเหยหมดก่อนแช่แข็งทุกครั้ง
เทคนิค: ทำไมต้องแยกทำเพสต์แล้วแช่แข็ง

เพราะขั้นตอนนี้คือขั้นตอนที่กินเวลามากที่สุดในทั้งกระบวนการ และเป็นขั้นที่ผลลัพธ์ไม่เสียจากการแช่แข็ง

เมื่อคุณผัดหัวหอมสี่สิบนาทีทีเดียวแล้วได้เพสต์สำหรับหกหม้อ ต้นทุนเวลาต่อหม้อจะเหลือเจ็ดนาที และรสของทุกหม้อจะนิ่งเท่ากันเพราะมาจากล็อตเดียวกัน

นี่คือหลักการเดียวกับที่ร้านใช้ และเป็นเหตุผลที่ร้านเสิร์ฟแกงคุณภาพเท่ากันได้ทุกจานโดยไม่ต้องเคี่ยวใหม่ทุกวัน

caramelized-onion
หัวหอมที่ผัดจนเปลี่ยนสี ปริมาณที่เห็นคือสิ่งที่เหลือจากหัวหอมสดหลายเท่าตัว
apple-banana
แอปเปิลกับกล้วยสุก ผลไม้สองชนิดที่ให้ความหวานคนละแบบในเพสต์ผลไม้ทองคำ กล้วยต้องสุกจนเปลือกมีจุดดำ
own-blender-pasteown-paste-tray
ซ้ายคือแอปเปิล กล้วย และผักในโถปั่นก่อนทำเพสต์ ขวาคือเพสต์ผลไม้ทองคำที่ปั่นและผัดไล่ความชื้นเสร็จแล้ว พร้อมแบ่งใส่ถุงแช่แข็ง
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนประกอบผงกะหรี่ขอสารบัญบทถัดไป →ศาสตร์คาคุชิอาจิ

บทที่ ๑๗ · ภาค ๓ กายวิภาคและส่วนผสม

ศาสตร์คาคุชิอาจิ

รสที่ซ่อนไว้ กฎการใช้ และเหตุผลที่ช็อกโกแลตกับกาแฟทำงานได้จริง

ปี ๑๙๖๓ เฮ้าส์ฟู้ดส์พิมพ์คำว่าแอปเปิลกับน้ำผึ้งไว้บนกล่องเวอร์มอนต์คาเร และทำให้ส่วนผสมที่ครัวญี่ปุ่นเคยซ่อนไว้กลายเป็นคำโฆษณา ตั้งแต่วันนั้นคนญี่ปุ่นทั้งประเทศรู้ว่าในแกงกะหรี่กล่องนั้นมีแอปเปิลอยู่ ซึ่งตามนิยามเข้มงวดของคำว่า คาคุชิอาจิ หรือรสที่ซ่อนไว้ แอปเปิลในเวอร์มอนต์คาเรจึงไม่ใช่คาคุชิอาจิอีกต่อไป เพราะเงื่อนไขข้อเดียวของคำนี้คือคนกินต้องไม่รู้ และคำจำกัดความของมันเข้มงวดกว่าที่คนส่วนใหญ่ใช้กันมาก

คาคุชิอาจิไม่ได้แปลว่า "ส่วนผสมลับ" และไม่ได้แปลว่า "ของแปลกที่ใส่ลงไป" มันมีเงื่อนไขข้อเดียวที่ตัดสินว่าใช่หรือไม่ใช่ นั่นคือคนกินต้องแยกไม่ออกว่าคุณใส่อะไรลงไป

ถ้าคุณใส่ช็อกโกแลตแล้วคนกินบอกว่า "อ๋อ ใส่ช็อกโกแลตใช่ไหม" นั่นไม่ใช่คาคุชิอาจิแล้ว นั่นคือส่วนผสม และแปลว่าคุณใส่เกินไป

"เป้าหมายของคาคุชิอาจิคือให้คนกินรู้สึกว่าแกงหม้อนี้ลึกขึ้น แต่บอกไม่ถูกว่าลึกเพราะอะไร ทันทีที่เขาบอกถูก คุณแพ้แล้ว"
· · ·

หกหมวด กับกลไกที่อยู่เบื้องหลัง

ของที่คนเอามาใส่เป็นคาคุชิอาจิมีเป็นร้อยอย่าง แต่กลไกที่มันทำงานมีแค่หกแบบ เมื่อคุณรู้ว่าแต่ละอย่างอยู่หมวดไหน คุณจะเลิกท่องรายการและเริ่มเลือกได้เอง

หมวดตัวอย่างกลไกแก้อาการ
1 ขมกาแฟสำเร็จ ผงโกโก้ ช็อกโกแลตดำความขมทำหน้าที่เป็นขอบให้ความหวาน ทำให้ลิ้นรับรู้ความหวานเป็นมิติแทนที่จะเป็นระนาบแกงหวานโด่ง กินคำที่สองแล้วเลี่ยน
2 หวานลึกน้ำผึ้ง แอปเปิลขูด กล้วย แยม มิรินเพิ่มน้ำตาลที่มีกลิ่นติดมาด้วย ต่างจากน้ำตาลทรายที่ให้ความหวานเปล่าแกงเผ็ดจนไม่มีที่พัก รสกระด้าง
3 อูมามิซีอิ๊ว ซอสอุสเตอร์ มิโสะ ดาชิ คอมบุ เห็ดหอมแห้ง มะเขือเทศ ชีสเพิ่มกลูตาเมตให้ทำงานร่วมกับอิโนซิเนตจากเนื้อสัตว์ ซึ่งเสริมกำลังกันแบบทวีคูณแกงจืดชืด ไม่มีรสค้าง ทั้งที่เค็มพอแล้ว
4 กรดโยเกิร์ต มะเขือเทศ น้ำส้มสายชู มะนาวลดการรับรู้ความมัน และทำให้รสอื่นเด่นขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มเกลือแกงเลี่ยน ทึบ หนักท้อง
5 มันนวลเนย ครีมสด นมสด เนยถั่ว งาบดไขมันเคลือบลิ้นและพากลิ่นที่ละลายในไขมันไปทั่วปากแกงบาง ผิวไม่เงา รสมาเป็นช่วงๆ ไม่ต่อเนื่อง
6 หมักสาเก ไวน์แดง มิรินให้สารกลิ่นจากการหมักและช่วยละลายสารกลิ่นที่ไม่ละลายในน้ำแกงตื้น ไม่มีความซับซ้อนแบบของที่เคี่ยวนาน

หกหมวดนี้ไม่ได้ให้เลือกครบทุกหมวด แต่ให้เลือกหมวดที่แกงหม้อนั้นขาด คอลัมน์สุดท้ายคือวิธีใช้ตาราง คือชิมก่อน ระบุอาการ แล้วค่อยเปิดหาหมวดที่ตรงกับอาการนั้น

· · ·

ทำไมช็อกโกแลตกับกาแฟถึงทำงานได้จริง

สองตัวนี้เป็นคาคุชิอาจิที่ถูกพูดถึงมากที่สุดและถูกใช้ผิดมากที่สุดพร้อมกัน เหตุผลที่มันทำงานไม่ใช่เพราะรสหวานของช็อกโกแลตหรือรสของกาแฟ แต่เป็นเพราะสิ่งที่มันมีร่วมกับแกงกะหรี่อยู่แล้ว

วิทยาศาสตร์: สิ่งที่โกโก้ กาแฟ และรูซ์มีร่วมกัน

ทั้งสามอย่างผ่านการคั่ว และการคั่วสร้างสารกลุ่มเดียวกันขึ้นมา นั่นคือสารกลุ่มไพราซีนและสารสีน้ำตาลจากปฏิกิริยาเมยาร์ด

เมื่อคุณเติมโกโก้หรือกาแฟลงในแกงที่มีรูซ์ผัดสีน้ำตาลอยู่แล้ว คุณไม่ได้เติมรสแปลกปลอมเข้าไป แต่กำลังเพิ่มความเข้มข้นให้กับกลิ่นคั่วที่มีอยู่แล้ว สมองจึงตีความว่าแกงหม้อนี้เคี่ยวนานกว่า ไม่ใช่ว่ามีอะไรแปลกอยู่ในนั้น

ส่วนความขมของทั้งสองตัวทำงานอีกทางหนึ่ง คือไปคุมความหวานจากผลไม้และหัวหอมไม่ให้พุ่งเดี่ยว ผลคือความหวานที่เคยแบนกลายเป็นความหวานที่มีก้นลึก

ข้อสังเกตสำคัญคือทั้งสองตัวควรใช้แบบไม่หวาน ผงโกโก้แท้ไม่ใช่โกโก้ปรุงสำเร็จ และกาแฟดำไม่ใช่กาแฟทรีอินวัน มิฉะนั้นคุณกำลังเติมน้ำตาลกับนมผงลงหม้อโดยไม่รู้ตัว

· · ·

ปริมาณอ้างอิง

ตารางข้างล่างคิดต่อหม้อขนาด 4–5 จาน ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานของสูตรในเล่มนี้ ตัวเลขนี้คือจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ ให้ใส่ครึ่งหนึ่งของที่ระบุก่อน ชิม แล้วค่อยเติม

ของที่ใส่ปริมาณต่อหม้อใส่ตอนไหนให้อะไร
ผงกาแฟสำเร็จรูป1 ช้อนชาช่วงเคี่ยวขมลึก คุมความหวานจากผลไม้ สีเข้มขึ้น
ผงโกโก้ไม่หวาน1–2 ช้อนชาช่วงเคี่ยวขมนวล เข้มขลัง มิติลึก
ช็อกโกแลตดำ 70%5–10 ก.ช่วงท้ายของการเคี่ยวขมบวกมัน ทำให้ผิวซอสเนียนขึ้น
ซีอิ๊วขาว2 ช้อนโต๊ะช่วงปรุงรสเค็มกลมและอูมามิ สำคัญมากถ้าทำรูซ์เองเพราะไม่มีเกลือติดมา
ซอสอุสเตอร์1 ช้อนโต๊ะช่วงปรุงรสอูมามิ ความเปรี้ยว และความหวานพร้อมกันในขวดเดียว
น้ำผึ้ง1 ช้อนโต๊ะช่วงท้ายความหวานที่นุ่มกว่าน้ำตาลทรายและมีกลิ่นดอกไม้
แอปเปิลขูด1/4 ผลช่วงเคี่ยวหวานบวกกรดอ่อน บวกเพกตินที่ช่วยข้น
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ2 ช้อนโต๊ะปิดไฟก่อนความเปรี้ยวตัดเลี่ยนและความนวล
มะเขือเทศเข้มข้น1 ช้อนโต๊ะช่วงผัดฐานความเปรี้ยว อูมามิ และสีแดง
เนย10 ก.ปิดไฟแล้วผิวซอสเงา กลิ่นกลม
ครีมสด1–2 ช้อนโต๊ะราดตอนเสิร์ฟความมันที่ตัดกับสีน้ำตาลของแกงและช่วยลดความเผ็ด
ชีสเชดดาร์ขูดตามชอบโรยบนข้าวตอนเสิร์ฟเค็มมันและอูมามิ ปิดจานให้สมบูรณ์

ปริมาณในตารางคือจุดเริ่มต้นสำหรับหม้อขนาดสี่ถึงห้าจาน ไม่ใช่เพดาน แต่ก็ไม่ควรเริ่มสูงกว่านี้ เพราะกฎสามข้อในกล่องถัดไปมีไว้กันความเสียหายที่แก้ไม่ได้

กฎ: สามข้อของคาคุชิอาจิที่ห้ามละเมิด

ข้อ 1 เลือกไม่เกินสองถึงสามอย่าง และต้องมาจากคนละหมวด การใส่กาแฟ โกโก้ ช็อกโกแลต และน้ำผึ้งพร้อมกันไม่ได้ทำให้ลึกขึ้นสี่เท่า แต่ทำให้ได้รสมั่วที่หวานโดยไม่รู้ว่าหวานจากอะไร นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของคนที่เพิ่งอ่านเรื่องคาคุชิอาจิมาใหม่ๆ

ข้อ 2 ใส่ทีละน้อยแล้วชิม กาแฟ โกโก้ และซอสอุสเตอร์แรงกว่าที่คิดมาก ใส่เกินจะกลบผลไม้และหัวหอมที่คุณอุตส่าห์ผัดสี่สิบนาทีจนหมด

ข้อ 3 ของที่มีนมและของเปรี้ยวต้องใส่ตอนปิดไฟ โยเกิร์ตกับครีมที่โดนความร้อนสูงพร้อมกับของเปรี้ยวจะจับตัวเป็นเม็ดขาว และเม็ดนั้นกู้กลับไม่ได้

· · ·

ซอสอุสเตอร์ คาคุชิอาจิที่เป็นคาคุชิอาจิอยู่แล้วในตัวเอง

ถ้าจะเลือกได้ขวดเดียวสำหรับคนที่ไม่อยากซื้อของหลายอย่าง คำตอบคือซอสอุสเตอร์

เหตุผลคือมันไม่ใช่เครื่องปรุงเดี่ยว แต่เป็นของหมักที่มีทุกหมวดอยู่ในขวดเดียว ส่วนประกอบดั้งเดิมของมันประกอบด้วยปลาแอนโชวี่หมักซึ่งให้กลูตาเมตและอิโนซิเนต น้ำส้มสายชูซึ่งให้ความเปรี้ยว กากน้ำตาลกับน้ำตาลซึ่งให้ความหวานลึก มะขามซึ่งให้ความเปรี้ยวจากผลไม้ หัวหอมและกระเทียมซึ่งให้ฐานหอม และเครื่องเทศอีกหลายชนิด

พูดอีกอย่างคือมันคือแกงกะหรี่ที่ถูกบีบให้เหลือรูปของเหลว และนั่นคือเหตุผลที่มันเข้ากับแกงกะหรี่ราวกับถูกออกแบบมาคู่กัน

ในญี่ปุ่นซอสประเภทนี้แตกออกเป็นสายของตัวเองจนกลายเป็นวัฒนธรรมซอสที่มีความข้นหลายระดับ ตั้งแต่แบบใสที่เรียกว่าอุสเตอร์ แบบกลางที่เรียกว่าชูโนะ ไปจนถึงแบบข้นที่ใช้ราดทงคัตสึ เส้นทางที่ซอสอังกฤษเดินมาจนกลายเป็นซอสทงคัตสึนั้น ผู้เขียนเล่าไว้แล้วในหนังสือเล่มก่อน

เทคนิค: ลำดับการปรุงรสท้ายหม้อที่ใช้จริง

ลำดับนี้สำคัญกว่าที่คนคิด เพราะของแต่ละอย่างต้องการเวลาต่างกัน

  1. ระหว่างเคี่ยว ใส่กาแฟหรือโกโก้ และของหมวดหวานลึกที่ต้องการเวลาให้รสเข้าเนื้อ
  2. เมื่อความข้นได้ที่แล้ว ปรุงเค็มด้วยซีอิ๊ว ซอสอุสเตอร์ และเกลือ ชิมให้เค็มพอดีตอนนี้
  3. ปิดไฟ ใส่ของหมวดเปรี้ยวและหมวดนม ตามด้วยเนย คนเบาๆ
  4. ปิดฝาพักสามถึงห้านาที ก่อนเสิร์ฟ ให้ทุกอย่างเข้าที่
  5. ตอนเสิร์ฟ ราดครีมสด โรยการัมมาซาลา และขูดชีสลงบนข้าว
dark-chocolateinstant-coffee
worcestershireyogurt
ของคาคุชิอาจิที่อยู่ในครัวคนไทยอยู่แล้ว ความยากไม่ได้อยู่ที่การหา แต่อยู่ที่การเลือกไม่เกินสามอย่าง
อ่านต่อในเล่มทงคัตสึ

ซอสอุสเตอร์ที่บทนี้ยกให้เป็นคาคุชิอาจิที่สมบูรณ์ในตัวเอง มีประวัติของตัวเองในเล่มทงคัตสึบทที่ ๑๓ ชื่อบทว่าซอสคู่ทงคัตสึ ตั้งแต่ร้านมิซาวายะปี ๑๙๐๒ จนกลายเป็นบูลด็อกซอส และเหตุที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนซอสอังกฤษให้ข้นและหวานขึ้น ซึ่งเป็นตรรกะเดียวกับที่ญี่ปุ่นทำกับแกงกะหรี่

own-cheese-rice
ชีสขูดบนข้าวก่อนราดแกง ความมันและความเค็มของชีสคือชั้นสุดท้ายที่ปิดจานให้สมบูรณ์
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนฐานความหวานสารบัญบทถัดไป →เครื่องเคียงและข

บทที่ ๑๘ · ภาค ๓ กายวิภาคและส่วนผสม

เครื่องเคียงและข้าว

ผักดองสีแดงที่ไม่มีใครอธิบาย และครึ่งจานที่คนทำแกงมักลืมคิดถึง

ในจานแกงกะหรี่ญี่ปุ่นมาตรฐาน มีของอยู่สามอย่าง คือแกง ข้าว และผักดองสีแดงกองเล็กๆ ที่มุมจาน คนส่วนใหญ่ให้เวลากับอย่างแรกร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่มันกินพื้นที่จานแค่ครึ่งเดียว

บทนี้ว่าด้วยอีกครึ่งหนึ่งของจาน ซึ่งเป็นครึ่งที่ตัดสินว่าคนกินจะกินหมดจานหรือกินได้สามในสี่แล้วเบื่อ

· · ·

ฟุกุจินซึเกะ ผักดองเจ็ดชนิดของเทพเจ้าเจ็ดองค์

ฟุกุจินซึเกะ คือผักดองรสหวานเค็มที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ประกอบด้วยผักหลายชนิดดองในซีอิ๊วผสมน้ำตาลและมิริน สูตรดั้งเดิมใช้ผักเจ็ดชนิด ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ

คำว่า ฟุกุจิน มาจาก ชิจิฟุกุจิน หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ดองค์ตามความเชื่อญี่ปุ่น การตั้งชื่อแบบนี้คือการตลาดชั้นดีของยุคเมจิ เพราะมันบอกทั้งจำนวนส่วนประกอบและอวยพรคนกินไปพร้อมกัน

บริบท: ทำไมฟุกุจินซึเกะต้องสีแดง

ฟุกุจินซึเกะดั้งเดิมมีสีน้ำตาลเข้มตามธรรมชาติของซีอิ๊ว ไม่ได้แดงสดอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

สีแดงเป็นสิ่งที่มาทีหลัง และเหตุผลคือเรื่องการมองเห็นล้วนๆ เมื่อวางกองผักดองสีน้ำตาลลงข้างซอสแกงกะหรี่สีน้ำตาล มันหายไปในจาน แต่สีแดงตัดกับสีน้ำตาลของแกงและสีขาวของข้าวได้ทันที

ทุกวันนี้มีทั้งแบบที่ใส่สีและแบบที่ไม่ใส่สี ร้านระดับบนหลายแห่งกลับไปใช้แบบสีธรรมชาติ ส่วนแบบสีแดงยังครองตลาดของถูกและตลาดร้านทั่วไปเพราะมันขายด้วยตา

ส่วนคำถามว่าทำไมมันถึงมาอยู่คู่กับแกงกะหรี่ เรื่องเล่าที่แพร่หลายที่สุดชี้ไปที่เรือโดยสารข้ามมหาสมุทรของสายการเดินเรือญี่ปุ่นในยุคก่อนสงคราม

บนเรือเหล่านั้น ห้องอาหารชั้นหนึ่งเสิร์ฟแกงกะหรี่แบบอังกฤษซึ่งตามธรรมเนียมต้องมีชัตนีย์วางเคียง แต่ชัตนีย์เป็นของนำเข้าที่แพงและหายาก ครัวบนเรือจึงเปลี่ยนมาใช้ฟุกุจินซึเกะซึ่งมีรสหวานเค็มและเนื้อสัมผัสกรุบใกล้เคียงกัน ผู้โดยสารชอบ และเมื่อกลับขึ้นฝั่งก็พาความเคยชินนั้นเข้าไปในร้านอาหารบนบก

"ผักดองในจานแกงกะหรี่ญี่ปุ่นคือชัตนีย์อินเดียที่ถูกแทนที่ด้วยของที่หาได้ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่เกิดขึ้นกับตัวแกงกะหรี่เอง"
· · ·

รัคเคียว หัวหอมจิ๋วที่ทำหน้าที่ต่างออกไป

รัคเคียว คือหัวของพืชในวงศ์กุยช่ายชนิดหนึ่ง ดองในน้ำส้มสายชูหวาน มีสีขาวขุ่นและกรอบกว่าฟุกุจินซึเกะมาก

ความต่างระหว่างเครื่องเคียงสองอย่างนี้ไม่ใช่แค่รสนิยม แต่คือหน้าที่

ฟุกุจินซึเกะรัคเคียว
รสเด่นหวานเค็มจากซีอิ๊วเปรี้ยวหวานจากน้ำส้มสายชู
เนื้อสัมผัสกรุบเล็กน้อย ชิ้นเล็กกรอบชัดเจน ชิ้นใหญ่กว่า
หน้าที่เสริมรสให้กลมขึ้น กินคู่ไปกับแกงในคำเดียวกันได้ล้างปาก ตัดความมัน กินแยกระหว่างคำ
เหมาะกับแกงหวานนวลแบบบ้านและแบบยุโรปแกงที่มันจัด มีเนื้อติดมันหรือมีของทอด

ร้านที่คิดเรื่องนี้จริงจังจะเสิร์ฟทั้งสองอย่างและปล่อยให้ลูกค้าเลือกเอง ส่วนร้านที่เสิร์ฟอย่างเดียวมักเลือกฟุกุจินซึเกะเพราะเก็บง่ายกว่าและกลิ่นไม่แรง

วิทยาศาสตร์: กลไกทางประสาทสัมผัสของผักดองข้างจาน

ผักดองทำงานสามอย่างพร้อมกัน และทั้งสามอย่างเกี่ยวกับความเหนื่อยล้าของประสาทสัมผัส

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการกินแกงกะหรี่ทั้งจานโดยไม่มีอะไรเคียงเลยจึงเบื่อได้เร็วกว่าที่ควร ทั้งที่แกงหม้อนั้นอร่อย

· · ·

ข้าวสำหรับแกงกะหรี่ ไม่ใช่ข้าวสำหรับกินเปล่า

ข้าวที่ญี่ปุ่นใช้เป็นข้าวเมล็ดสั้นตระกูลจาโปนิกา ซึ่งมีสัดส่วนแป้งชนิดอะไมโลสต่ำและอะไมโลเพกตินสูง ผลคือเมล็ดเหนียวกว่า เกาะกันเป็นก้อนได้ และมีความมันวาว

แต่คุณสมบัติที่ทำให้ข้าวญี่ปุ่นอร่อยตอนกินเปล่ากับซูชิ กลับเป็นคุณสมบัติที่ต้องปรับเมื่อจะเอามาราดแกง

คำเตือน: ปัญหาที่ทุกคนเจอแต่ไม่มีใครพูดถึง

แกงกะหรี่คือของเหลวร้อนที่มีทั้งน้ำและไขมัน เมื่อราดลงบนข้าวที่หุงนุ่มตามปกติ ข้าวจะดูดน้ำจากซอสเพิ่มอีกและกลายเป็นข้าวเละภายในเวลาไม่ถึงสามนาที

ผลคือคำท้ายๆ ของจานมีเนื้อสัมผัสไม่เหมือนคำแรก ซึ่งเป็นข้อบกพร่องที่คนกินรู้สึกได้แต่โทษไม่ถูกว่าเพราะอะไร

ทางแก้คือหุงข้าวให้แข็งกว่าปกติเล็กน้อย ลดน้ำลงราวห้าถึงสิบเปอร์เซ็นต์จากอัตราส่วนที่คุณใช้ประจำ เมล็ดจะคงทรงอยู่ได้ตลอดมื้อ

การหุงข้าวสำหรับแกงกะหรี่

อัตราส่วน

  • ข้าวญี่ปุ่นสำหรับกินทั่วไป ข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 1.1 ส่วนโดยน้ำหนัก
  • ข้าวสำหรับแกงกะหรี่ ข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 1.0–1.05 ส่วน
  • ปริมาณต่อจาน 200–250 ก. ข้าวสุก คู่กับแกง 150–180 ก.

ขั้นตอน

  1. ล้างข้าวด้วยน้ำเย็นอย่างเร็วในน้ำแรก แล้วเทน้ำทิ้งทันที เพราะข้าวดูดน้ำแรกที่สุด ถ้าน้ำแรกขุ่นและทิ้งไว้นาน กลิ่นรำจะติดกลับเข้าไปในเมล็ด
  2. ล้างซ้ำอีกสองถึงสามครั้งจนน้ำใสพอควร ไม่ต้องใสสนิท
  3. แช่ข้าวในน้ำที่จะหุง 30 นาที เพื่อให้น้ำเข้าถึงใจกลางเมล็ดก่อนโดนความร้อน
  4. หุงตามปกติ
  5. พักในหม้อ 10 นาทีหลังหุงเสร็จ ก่อนเปิดฝา แล้วใช้พายตัดและกลับข้าวเบาๆ เพื่อไล่ไอน้ำส่วนเกิน

สำหรับคนที่ใช้ข้าวไทย

  • ข้าวหอมมะลิใช้ได้ แต่ต้องรู้ว่ากลิ่นหอมของมันจะแข่งกับกลิ่นเครื่องเทศ ไม่ได้เสริมกัน
  • ถ้าจะใช้ ให้เลือกข้าวเก่าและลดน้ำลงมากกว่าปกติ เพราะข้าวหอมมะลิใหม่นุ่มเกินไปสำหรับงานนี้
  • ทางเลือกที่ดีที่สุดคือข้าวญี่ปุ่นที่ปลูกในไทย ซึ่งหาซื้อได้ตามซูเปอร์และราคาถูกกว่าข้าวนำเข้าหลายเท่า
· · ·

การจัดจาน

รูปแบบมาตรฐานของแกงกะหรี่ญี่ปุ่นคือกดข้าวให้เป็นครึ่งวงกลมอยู่ครึ่งจาน แล้วราดแกงลงอีกครึ่งหนึ่ง ให้เห็นเส้นแบ่งระหว่างสีขาวกับสีน้ำตาลชัดเจน

เหตุผลไม่ใช่แค่ความสวย แต่คือการให้ผู้กินควบคุมอัตราส่วนเอง คนที่ชอบแกงเยอะจะตักจากฝั่งแกง คนที่ชอบข้าวจะตักจากฝั่งข้าว และทุกคนได้จานที่ตัวเองพอใจจากการจัดจานแบบเดียว

ตำแหน่งของผักดองควรอยู่ที่ขอบจานฝั่งข้าว ไม่ใช่บนแกง เพราะถ้าวางบนแกงมันจะจมและเสียความกรอบภายในหนึ่งนาที

fukujinzukerakkyojapanese-rice
จากซ้าย ฟุกุจินซึเกะ รัคเคียว และข้าวญี่ปุ่นที่หุงเสร็จ
อ่านต่อในเล่มทงคัตสึ

ข้าว ซุปมิโสะ และกะหล่ำซอย ในฐานะองค์ประกอบของหนึ่งเซต ถูกวิเคราะห์ไว้ละเอียดในเล่มทงคัตสึบทที่ ๑๒ ชื่อบทว่ากายวิภาคของหนึ่งเซต บทนี้ตั้งใจไม่เล่าซ้ำ แต่เล่าเฉพาะสิ่งที่แกงกะหรี่ต้องการต่างจากทงคัตสึ คือข้าวที่แข็งกว่าและของดองที่หวานกว่า ปริมาณข้าวต่อจานของสองเล่มก็ต่างกันด้วยเหตุนี้ คือ 100–150 ก. ข้าวสุกสำหรับถ้วยข้าวในเซตทงคัตสึ และ 200–250 ก. สำหรับจานราดแกง

หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนศาสตร์คาคุชิอาจิสารบัญบทถัดไป →กลไกความข้นและสี

บทที่ ๑๙ · ภาค ๔ วิทยาศาสตร์การปรุงและเคมีอาหาร

กลไกความข้นและสี

ทำไมยิ่งผัดรูซ์นานยิ่งหอม แต่ยิ่งข้นน้อยลง

ในตำรา Le Guide Culinaire ปี ๑๙๐๓ เอสคอฟฟีเยเขียนถึงรูซ์ไว้สามชนิด คือน้ำตาล บลอนด์ และขาว ทั้งสามใช้ส่วนผสมเดียวกันทุกประการ ต่างกันแค่เวลาที่อยู่บนไฟ ส่วนผสมนั้นคือแป้งสาลีกับไขมัน แค่นั้น สองอย่าง และสองอย่างนี้คือสิ่งเดียวที่ทำให้แกงกะหรี่ญี่ปุ่นเป็นแกงกะหรี่ญี่ปุ่น ไม่ใช่แกงอินเดียที่ใส่มันฝรั่ง

คนที่ทำแกงกะหรี่ด้วยแกงกะหรี่ก้อนมาทั้งชีวิตอาจไม่เคยผัดรูซ์เลยสักครั้ง เพราะโรงงานผัดมาให้แล้ว บทนี้จะอธิบายว่าในก้อนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง และทำไมการเข้าใจมันถึงเปลี่ยนวิธีที่คุณคุมความข้นไปตลอด

· · ·
butter-melting
เนยที่กำลังละลายในกระทะร้อน จุดเริ่มต้นของรูซ์ทุกก้อน และเป็นชั้นไขมันที่กันไม่ให้แป้งจับเป็นเม็ด

กลไกที่ ๑ ไขมันทำหน้าที่กันแป้งจับก้อน

ถ้าคุณเทแป้งสาลีลงในน้ำร้อนตรงๆ สิ่งที่ได้คือก้อนแป้งลอยอยู่ในน้ำใส เพราะผิวนอกของกองแป้งสุกและพองตัวทันทีจนกลายเป็นเปลือกที่กันไม่ให้น้ำเข้าถึงแป้งข้างใน

สิ่งที่ไขมันทำคือเคลือบเม็ดแป้งแต่ละเม็ดแยกจากกันก่อนที่มันจะเจอน้ำ เมื่อเทของเหลวลงไป น้ำจึงเข้าถึงเม็ดแป้งทีละเม็ดอย่างทั่วถึง ผลคือซอสเนียนไม่เป็นเม็ด

อัตราส่วนที่ใช้กันเป็นมาตรฐานคือไขมันต่อแป้งเท่ากันโดยน้ำหนัก ในสูตรของเล่มนี้คือ 3 ช้อนโต๊ะต่อ 3 ช้อนโต๊ะต่อหนึ่งหม้อ

· · ·

กลไกที่ ๒ เจลาตินิเซชัน ตัวทำให้ข้น

เม็ดแป้งในสภาพเย็นเป็นก้อนผลึกกึ่งระเบียบที่ไม่ละลายน้ำ เมื่ออุณหภูมิสูงถึงระดับหนึ่ง โครงสร้างนั้นจะคลายออก น้ำแทรกเข้าไปข้างใน เม็ดแป้งพองตัวขึ้นหลายเท่าและปล่อยสายโมเลกุลบางส่วนออกมาในของเหลว

flour-scoop
แป้งสาลี ตัวทำให้ข้นที่แท้จริง ส่วนสีน้ำตาลที่เราชอบนั้นมาแลกกับความข้นเสมอ

สายโมเลกุลเหล่านั้นพันกันเป็นโครงข่ายที่ขวางการไหลของน้ำ ซึ่งเราสัมผัสได้ในรูปของความข้น

แป้งสาลีเริ่มกระบวนการนี้ที่อุณหภูมิราวห้าสิบปลายๆ องศาเซลเซียส และทำงานเต็มที่เมื่อเข้าใกล้จุดเดือด นี่คือเหตุผลที่หลังจากใส่รูซ์ลงหม้อแล้วต้องเคี่ยวต่ออีกสักสิบนาที ไม่ใช่คนแล้วปิดไฟทันที เพราะแป้งยังพองไม่เต็มที่

· · ·
roux-brown
รูซ์ในกระทะระหว่างผัด ยิ่งผัดนานยิ่งเปลี่ยนสีและยิ่งหอม แต่ยิ่งเข้มก็ยิ่งทำให้ข้นได้น้อยลง

กลไกที่ ๓ เดกซ์ทรินไนเซชัน ตัวที่ทำให้หอมแต่ข้นน้อยลง

นี่คือกลไกที่คนข้ามบ่อยที่สุดและเป็นกลไกที่อธิบายเรื่องสำคัญที่สุดของบทนี้

เมื่อคุณผัดแป้งกับไขมันด้วยความร้อนต่อเนื่อง โมเลกุลแป้งสายยาวจะถูกความร้อนตัดให้สั้นลงกลายเป็นสารกลุ่มเดกซ์ทริน กระบวนการนี้ให้ทั้งสีน้ำตาลและกลิ่นหอมแบบถั่วคั่ว ซึ่งเป็นกลิ่นที่ทำให้รูซ์เข้มมีเสน่ห์

แต่โมเลกุลที่สั้นลงแล้วอุ้มน้ำได้น้อยลง รูซ์ที่ผัดจนเข้มจึงมีอำนาจในการทำให้ข้นต่ำกว่ารูซ์อ่อนอย่างมีนัยสำคัญ

"รูซ์เข้มให้กลิ่น รูซ์อ่อนให้ความข้น คุณเลือกได้อย่างเดียวจากปริมาณเท่ากัน ถ้าอยากได้ทั้งสองอย่างต้องเพิ่มปริมาณ"

ตารางนี้คือทั้งบทย่อไว้ในห้าแถว อ่านคอลัมน์อำนาจทำให้ข้นกับคอลัมน์กลิ่นคู่กัน จะเห็นว่ามันสวนทางกันเสมอ

ระดับรูซ์สีเวลาผัดโดยประมาณอำนาจทำให้ข้นกลิ่น
ขาวซีดเกือบไม่เปลี่ยนสี2–3 นาทีสูงสุดแทบไม่มี ยังมีกลิ่นแป้งดิบอยู่บ้าง
ทองเหลืองทองอ่อน5–8 นาทีสูงเริ่มหอมแบบขนมปังอบ ขอบล่างของช่วงที่แกงกะหรี่ญี่ปุ่นใช้
น้ำตาลอ่อนสีน้ำตาลอ่อนเหมือนเนยถั่ว10–15 นาทีปานกลางหอมถั่วคั่วชัดเจน ขอบบนของช่วงที่แกงกะหรี่ญี่ปุ่นใช้
น้ำตาลเข้มสีช็อกโกแลตนม20–30 นาทีต่ำ ราวครึ่งเดียวของรูซ์ขาวหอมลึกแบบครัวฝรั่งเศส เริ่มมีความขมอ่อน ระดับของสายยุโรป

เวลาในตารางเป็นเวลาสำหรับไฟอ่อนบนกระทะก้นหนา ถ้าใช้ไฟแรงกว่านั้นตัวเลขจะสั้นลงแต่ความเสี่ยงไหม้จะสูงขึ้นมาก และรูซ์ที่ไหม้ไม่มีทางกู้

เทคนิค: การตัดสินใจที่ตามมาจากตารางรูซ์

ถ้าคุณอยากได้แกงที่มีกลิ่นคั่วลึกกว่าปกติ อย่าเพิ่มเวลาผัดอย่างเดียว ให้เพิ่มปริมาณรูซ์ขึ้นด้วยเพื่อชดเชยอำนาจการทำให้ข้นที่หายไป

ในทางกลับกัน ถ้าแกงข้นเกินไป การเติมน้ำเป็นทางแก้ที่ทำให้รสเจือจางด้วย ทางที่ดีกว่าคือเคี่ยวเปิดฝาให้น้ำระเหยแล้วปรับด้วยน้ำซุปแทนน้ำเปล่า

และถ้ารูซ์ไหม้ ไม่มีทางแก้ ต้องเททิ้งแล้วเริ่มใหม่ รูซ์ไหม้จะขมทั้งหม้อและความขมนั้นจะไม่หายไปไม่ว่าคุณจะเติมอะไรลงไป

· · ·
own-roux-mixing
การคนรูซ์ต้องคนตลอดเวลาและขูดก้นภาชนะทุกครั้ง เพราะจุดที่สัมผัสความร้อนโดยตรงจะไหม้ก่อนส่วนอื่นเสมอ

ทำไมห้ามเดือดพล่านหลังใส่รูซ์

เมื่อเม็ดแป้งพองตัวเต็มที่แล้ว มันจะอยู่ในสภาพเปราะบาง การคนแรงๆ และการเดือดพล่านทำให้เม็ดที่พองแล้วแตกออก และเมื่อแตกแล้ว โครงข่ายที่อุ้มน้ำไว้ก็สลาย

ผลที่คนทำอาหารสังเกตได้คือ ซอสที่ข้นดีแล้วกลับเหลวลงหลังจากปล่อยให้เดือดแรงต่ออีกสิบนาที ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าใส่รูซ์น้อยไปแล้วเติมเพิ่มจนเละ

อีกเหตุผลหนึ่งเป็นเรื่องกลไกล้วนๆ นั่นคือซอสที่ข้นแล้วนำความร้อนได้แย่กว่าน้ำใส ความร้อนจากก้นหม้อจึงไม่ถูกพาขึ้นด้านบน ก้นหม้อจึงร้อนเกินและไหม้ในขณะที่ด้านบนยังอุ่นๆ อยู่

กฎ: สามข้อของรูซ์

ข้อ 1 ปิดไฟหรือลดไฟให้หยุดเดือดก่อนใส่รูซ์ทุกครั้ง ถ้าเป็นแกงกะหรี่ก้อนให้ตักน้ำแกงใส่ถ้วยแล้วละลายก้อนในถ้วยก่อน

ข้อ 2 หลังใส่รูซ์แล้วใช้ไฟอ่อน คนเป็นระยะ เคี่ยวราวสิบนาทีให้แป้งสุกเต็มที่ ห้ามเดือดพล่าน

ข้อ 3 ถ้าใช้หม้อก้นบาง ให้เปลี่ยนไปใช้หม้อก้นหนา เพราะหลังใส่รูซ์แล้วหม้อก้นบางไหม้ได้ภายในหนึ่งนาทีที่เผลอ

· · ·

ทางเลือกอื่นในการทำให้ข้น

รูซ์ไม่ใช่ทางเดียวที่ทำให้ซอสข้น ครัวญี่ปุ่นเองก็ใช้แป้งมันมาก่อน และครัวอินเดียไม่ใช้แป้งเลย ตารางนี้วางทางเลือกทั้งหมดไว้ข้างกัน

วิธีเนื้อสัมผัสที่ได้ข้อดีข้อเสีย
รูซ์ข้นนุ่ม ทึบแสง เคลือบลิ้นให้ทั้งความข้นและกลิ่นคั่ว เป็นเนื้อสัมผัสมาตรฐานของแกงกะหรี่ญี่ปุ่นใช้เวลาผัด และมีกลูเตน
แป้งข้าวโพดข้นใส เป็นมันวาวเร็ว ไม่มีกลูเตนไม่มีกลิ่น เนื้อสัมผัสลื่นแบบซอสจีน คืนตัวเป็นน้ำเมื่อเก็บนาน
แป้งมันข้นเหนียวใสข้นเร็วมากที่อุณหภูมิต่ำกว่าเหนียวเกินไปสำหรับแกงกะหรี่ และแตกตัวเมื่อเคี่ยวนาน
ผักบดข้นหยาบ มีเนื้อเพิ่มรสไปด้วยในตัว ไม่มีแป้งเพิ่มควบคุมความข้นยาก และเปลี่ยนสีของซอส
ครีมหรือเนยข้นด้วยไขมัน นุ่มลื่นให้ความมันวาวและรสกลมข้นได้จำกัด และแตกตัวถ้าโดนความร้อนสูงกับกรด
ลดน้ำด้วยการเคี่ยวข้นจากความเข้มข้นที่แท้จริงรสเข้มขึ้นตามความข้น ไม่ต้องเติมอะไรใช้เวลานาน และเค็มขึ้นตามไปด้วย ต้องปรุงรสทีหลัง

ในทางปฏิบัติ ร้านที่ทำแกงกะหรี่จริงจังใช้สองอย่างรวมกันเสมอ คือรูซ์เป็นหลักและการเคี่ยวลดน้ำเป็นตัวเสริม เพราะรูซ์อย่างเดียวให้ความข้นแต่ไม่ให้ความเข้มข้น ส่วนการเคี่ยวอย่างเดียวใช้เวลานานเกินไปกว่าจะข้นถึงระดับที่ต้องการ

วิธีทำรูซ์จากน้ำมันที่จี่เนื้อ

หลักการ

  • หลังจี่เนื้อในกระทะ จะเหลือน้ำมันจากเนื้อกับคราบสีน้ำตาลที่ก้นกระทะซึ่งเรียกว่าฟองด์ ทั้งสองอย่างคือรสที่จ่ายเงินซื้อไม่ได้
  • การทำรูซ์ในกระทะเดิมจึงเป็นการเก็บทุกอย่างไว้ ไม่เสียของสักหยด

ขั้นตอน

  1. จี่เนื้อให้ผิวเป็นสีน้ำตาลด้านเดียว ตักเนื้อออกพักไว้ ยังไม่ต้องสุกข้างใน
  2. ประเมินน้ำมันที่เหลือในกระทะ ถ้าไม่ถึง 3 ช้อนโต๊ะให้เติมเนยจนครบ
  3. ใส่แป้งสาลี 3 ช้อนโต๊ะ ผัดไฟอ่อน คนตลอดเวลาด้วยไม้พายแบน ขูดก้นกระทะไปด้วย
  4. ผัดจนได้สีทองถึงน้ำตาลอ่อนและมีกลิ่นถั่วคั่ว ราว 8–12 นาที
  5. ค่อยๆ เทน้ำซุปร้อนลงทีละน้อย คนให้เข้ากันสนิทก่อนเติมครั้งต่อไป ถ้าเทหมดในครั้งเดียวจะเป็นก้อน

ข้อควรระวัง

  • ถ้าน้ำมันไก่หรือน้ำมันเนื้อไม่พอ ให้เติมเนย อย่าเติมน้ำมันพืชกลิ่นแรง
  • รูซ์ที่ไหม้จะขมทั้งหม้อ เริ่มใหม่ดีกว่าฝืนใช้
  • น้ำซุปที่เย็นจัดจะทำให้รูซ์จับตัวทันที ให้ใช้น้ำซุปอุ่นหรือร้อน
[ ภาพ: รูซ์สี่ระดับในกระทะสี่ใบ ขาว ทอง น้ำตาลอ่อน น้ำตาลเข้ม ถ่ายมุมบนแสงเดียวกัน ]
ภาพประกอบ: สี่ระดับของรูซ์ แกงกะหรี่ญี่ปุ่นอยู่ในช่วงระดับที่สองถึงสาม ซึ่งเป็นจุดสมดุลระหว่างกลิ่นกับความข้น ส่วนสายยุโรปเดินไปถึงระดับที่สี่
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนเครื่องเคียงและขสารบัญบทถัดไป →ปริศนาแกงกะหรี่ข

บทที่ ๒๐ · ภาค ๔ วิทยาศาสตร์การปรุงและเคมีอาหาร

ปริศนาแกงกะหรี่ข้ามคืน

ทำไมหม้อเดิมถึงอร่อยขึ้นในวันรุ่งขึ้น และทำไมมันถึงอันตรายกว่าที่คุณคิด

คุณเคยทำแกงกะหรี่หม้อใหญ่ ชิมตอนเสร็จใหม่ๆ แล้วรู้สึกว่ามันโอเค ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ตาโต แล้ววันรุ่งขึ้นคุณเปิดตู้เย็น อุ่นหม้อเดิมนั้นกินเป็นข้าวเที่ยง แล้วต้องหยุดคำแรกกลางทาง เพราะมันไม่ใช่ของเมื่อวานแล้ว มันข้นขึ้น กลมขึ้น รสไม่มีมุมแหลม และมันติดลิ้นนานกว่าเดิม

ชาวญี่ปุ่นเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ฮิโตบัง เนคาเซตะ คาเร แปลตรงตัวว่า "แกงกะหรี่ที่ปล่อยให้นอนหนึ่งคืน" มันเป็นความรู้พื้นบ้านที่แทบทุกครัวเรือนในญี่ปุ่นเชื่อ ถูกเล่าซ้ำในรายการโทรทัศน์ ในโฆษณา และในการ์ตูน จนกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครตั้งคำถาม

บทนี้จะทำสามอย่าง อย่างแรกคือแยกให้ออกว่าอะไรจริงอะไรเป็นความรู้สึก อย่างที่สองคือไล่กลไกทีละตัวว่าอะไรเปลี่ยนบ้างในคืนนั้น และอย่างที่สามซึ่งสำคัญที่สุด คือบอกว่าวิธีทำแกงกะหรี่ข้ามคืนแบบที่คนเล่าต่อกันมานั้น เป็นวิธีที่ทำให้คนญี่ปุ่นอาหารเป็นพิษปีละหลายพันคน

· · ·

คำถามแรก มันอร่อยขึ้นจริงหรือแค่รู้สึกไปเอง

คำตอบสั้นๆ คือจริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่คุณคิด

ปัญหาของการเปรียบเทียบแกงกะหรี่วันแรกกับวันที่สองคือคุณไม่ได้เปรียบเทียบของสองอย่างในสภาพเดียวกัน แกงวันแรกคุณชิมตอนมันร้อนจัดเพิ่งยกลงจากเตา ส่วนแกงวันที่สองคุณชิมตอนอุ่นใหม่ ซึ่งอุณหภูมิ ความข้น และแม้แต่ความหิวของคุณต่างกันหมด นักวิทยาศาสตร์การอาหารเรียกความต่างพวกนี้ว่าตัวแปรกวน และมันเป็นเหตุผลที่การชิมเปรียบเทียบแบบบ้านๆ เชื่อได้ไม่เต็มร้อย

วิธีทดสอบที่ยุติธรรมคือแบ่งแกงหม้อเดียวกันออกเป็นสองส่วนตั้งแต่วันแรก เก็บส่วนหนึ่งไว้ แล้ววันรุ่งขึ้นอุ่นทั้งสองส่วนให้ร้อนเท่ากันแล้วชิมคู่กัน เมื่อทำแบบนี้ ความต่างยังอยู่ แต่มันเล็กลงกว่าที่ความทรงจำบอก

เทคนิค: การทดลองที่คุณทำเองได้ในครัว

ทำแกงกะหรี่หนึ่งหม้อ แบ่งใส่กล่องสองกล่องทันทีที่เสร็จ กล่อง A เข้าตู้เย็นแล้ววันรุ่งขึ้นค่อยอุ่น กล่อง B เข้าช่องแช่แข็งทันทีเพื่อหยุดเวลา แล้ววันรุ่งขึ้นละลายและอุ่นพร้อมกับกล่อง A

วิธีนี้ทำให้คุณเทียบ "ผ่านไปหนึ่งวัน" กับ "ไม่ผ่านอะไรเลย" ที่อุณหภูมิเดียวกัน ในภาชนะเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน ถ้าคุณยังชิมออกว่าต่าง แปลว่าความต่างนั้นเป็นของจริง ไม่ใช่ผลของบรรยากาศมื้อเที่ยง

· · ·

กลไกที่ ๑ แป้งเข้าที่ ความข้นเปลี่ยนโครงสร้าง

แกงกะหรี่ญี่ปุ่นข้นด้วยรูซ์ ซึ่งก็คือแป้งสาลีที่ผัดกับไขมัน เมื่อแป้งเจอน้ำร้อน เม็ดแป้งจะพองและแตกออกปล่อยสายโมเลกุลออกมาอุ้มน้ำ กระบวนการนี้เรียกว่าเจลาตินิเซชัน และมันไม่ได้จบภายในห้านาทีที่คุณคนหม้อ

เมื่อแกงเย็นลง สายแป้งบางส่วนจะจัดเรียงตัวใหม่และเกาะกันเป็นโครงข่าย เรียกว่ารีโทรเกรเดชัน ผลคือแกงในตู้เย็นข้นจนเกือบเป็นก้อน พออุ่นใหม่ โครงข่ายนั้นคลายออกอีกครั้งแต่ไม่กลับไปเหมือนเดิมเป๊ะ ซอสที่ได้จะข้นกว่าเดิมเล็กน้อยและเนียนกว่าเดิม เพราะเม็ดแป้งที่ยังไม่แตกในวันแรกมีเวลาอุ้มน้ำจนแตกครบในคืนนั้น

ความข้นสำคัญกว่าที่คนทั่วไปคิด เพราะซอสที่ข้นขึ้นจะเคลือบลิ้นได้นานขึ้น สารให้กลิ่นและรสจึงถูกปล่อยออกช้าลงและอยู่กับเรานานขึ้น สมองแปลผลนี้ว่า "เข้มข้น" ทั้งที่ปริมาณเกลือและเครื่องเทศเท่าเดิมทุกกรัม

"แกงกะหรี่วันที่สองไม่ได้มีรสมากขึ้น มันแค่ปล่อยรสที่มีอยู่แล้วออกมาช้าลง และความช้านั้นคือสิ่งที่เราเรียกว่ากลมกล่อม"

กลไกที่ ๒ การแพร่ ทุกอย่างค่อยๆ ย้ายบ้าน

ตอนที่แกงเพิ่งเสร็จ มันยังไม่ใช่ของชิ้นเดียวกัน มันคือของหลายอย่างที่อยู่ในหม้อเดียวกัน มันฝรั่งยังจืดอยู่ข้างใน เนื้อยังเป็นเนื้อ ซอสยังเป็นซอส สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดหลายชั่วโมงต่อจากนั้นคือการแพร่ของโมเลกุลจากที่ที่มีมากไปยังที่ที่มีน้อย

เกลือกับกรดกลูตามิกจากซอสค่อยๆ แทรกเข้าไปในเนื้อและมันฝรั่ง ขณะเดียวกันน้ำตาลจากหัวหอม เจลาตินจากคอลลาเจนในเนื้อ และแป้งบางส่วนจากมันฝรั่งก็ค่อยๆ ละลายออกมาในซอส การแพร่เป็นกระบวนการที่ช้ามาก และมันเดินต่อแม้อยู่ในตู้เย็น เพียงแต่ช้าลง

ผลที่ได้คือหลังหนึ่งคืน วัตถุดิบทุกชิ้นในหม้อมีรสใกล้เคียงกันมากขึ้น แทนที่จะเป็นซอสรสจัดกับมันฝรั่งจืดๆ คุณจะได้ของที่กลืนเป็นเนื้อเดียว นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า "รสเข้ากัน" ซึ่งเป็นคำที่คนไทยใช้กันจนเคยชินโดยไม่เคยถามว่ามันแปลว่าอะไร

มีผลข้างเคียงที่คนมักไม่ทันสังเกต ซอสในวันที่สองอาจเค็มน้อยลงเล็กน้อย เพราะเกลือส่วนหนึ่งย้ายเข้าไปอยู่ในมันฝรั่งและเนื้อแล้ว ถ้าคุณชิมเฉพาะซอสอาจรู้สึกว่าจืดลง แต่ถ้ากินรวมกันทั้งคำจะรู้สึกว่ากลมขึ้น

กลไกที่ ๓ อูมามิที่เพิ่มขึ้นจริง

ระหว่างการเคี่ยว โปรตีนจากเนื้อสัตว์บางส่วนถูกย่อยเป็นสายสั้นลงและเป็นกรดอะมิโนอิสระ ซึ่งกรดกลูตามิกในกลุ่มนั้นคือตัวให้รสอูมามิโดยตรง กระบวนการนี้เกิดมากที่สุดระหว่างที่หม้อยังร้อน และยังเดินต่อได้อีกช่วงหนึ่งในระหว่างที่แกงค่อยๆ เย็นลง เพราะเอนไซม์บางตัวยังทำงานได้ในช่วงอุณหภูมิกลาง

เมื่อรวมกับกลไกที่สองซึ่งกระจายกรดอะมิโนเหล่านั้นไปทั่วหม้อ ผลลัพธ์คืออูมามิที่รับรู้ได้ชัดขึ้นในวันรุ่งขึ้น โดยที่คุณไม่ได้เติมอะไรลงไปเลย

ข้อควรระวังคืออย่าเชื่อคำอธิบายที่บอกว่า "แกงหมักตัวเองข้ามคืนเหมือนไวน์" แกงกะหรี่ในตู้เย็นไม่ได้กำลังหมัก ถ้ามีจุลินทรีย์ทำงานอยู่ในนั้นจริง นั่นไม่ใช่เรื่องดี และเป็นหัวข้อของครึ่งหลังของบทนี้

กลไกที่ ๔ ไขมันกับอิมัลชัน

ไขมันในแกงกะหรี่มาจากสามทาง คือไขมันในรูซ์ ไขมันที่ละลายออกจากเนื้อสัตว์ และไขมันที่คุณใส่เอง ตอนแกงร้อนจัด ไขมันบางส่วนลอยเป็นชั้นมันบนผิว เมื่อเย็นลงในตู้เย็น ไขมันจะแข็งตัวและกระจายเป็นเม็ดเล็กๆ แทรกอยู่ในโครงข่ายแป้ง พออุ่นใหม่พร้อมการคน มันจะรวมกับซอสเป็นอิมัลชันที่ละเอียดกว่าเดิม

เรื่องนี้สำคัญกับกลิ่นมาก เพราะสารให้กลิ่นของเครื่องเทศส่วนใหญ่ละลายในไขมันได้ดีกว่าละลายในน้ำ เมื่อไขมันกระจายละเอียดขึ้น กลิ่นจึงถูกพาไปทั่วปากอย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะมาเป็นหย่อมๆ

กลไกที่ ๕ กลิ่นแหลมที่หายไป

นี่คือกลไกที่คนพูดถึงน้อยที่สุด แต่อาจเป็นตัวที่คุณรับรู้ได้ชัดที่สุด

เครื่องเทศมีสารให้กลิ่นหลายร้อยชนิดปนกัน แต่ละชนิดระเหยที่อุณหภูมิและอัตราต่างกัน สารกลุ่มที่ระเหยเร็วมักเป็นกลุ่มที่ให้กลิ่นแหลม ฉุน และแทงจมูก เช่นกลิ่นดิบของยี่หร่าและกลิ่นสดของขิงกับกระเทียม เมื่อทิ้งไว้ข้ามคืน สารกลุ่มนี้ระเหยหายไปบางส่วน และบางส่วนทำปฏิกิริยากับออกซิเจนจนเปลี่ยนโครงสร้าง

สิ่งที่เหลืออยู่คือกลุ่มกลิ่นหนัก คือกลิ่นอบอุ่นของอบเชย กานพลู กระวาน และกลิ่นคั่วจากรูซ์ ผลคือโปรไฟล์กลิ่นเปลี่ยนจากแหลมและซ่าไปเป็นทึบและอบอุ่น

จุดนี้แหละที่ต้องพูดให้ตรง เพราะมันคือหัวใจของบทนี้ กลิ่นที่หายไปไม่ได้หายไปเฉยๆ มันคือต้นทุนที่คุณจ่ายเพื่อแลกกับความกลมกล่อม ถ้าคุณชอบแกงกะหรี่ที่หอมเครื่องเทศสด เปรี้ยวสว่าง มีชีวิตชีวาแบบสไตล์สไปซ์คาเรของโอซากะ แกงข้ามคืนคือสิ่งที่แย่ลง ไม่ใช่ดีขึ้น

"แกงกะหรี่ข้ามคืนไม่ได้อร่อยกว่า มันแค่เป็นแกงคนละแบบ คุณแลกความสดของกลิ่นกับความกลมของรส และคุณควรรู้ตัวว่ากำลังแลก"

สิ่งที่เกิดขึ้นในหม้อระหว่างคืนไม่ได้เกิดพร้อมกันหมด แต่ละอย่างมีนาฬิกาของตัวเอง ตารางนี้เรียงตามเวลา

สิ่งที่เปลี่ยนทิศทางช่วงเวลาที่เกิด
ความข้นของซอสข้นขึ้น เนียนขึ้น2–12 ชั่วโมงแรก
ความสม่ำเสมอของรสในวัตถุดิบเข้ากันมากขึ้น6–24 ชั่วโมง
อูมามิที่รับรู้ได้เพิ่มขึ้นช่วงเคี่ยวและช่วงเย็นตัว
ความละเอียดของอิมัลชันไขมันละเอียดขึ้นเกิดตอนอุ่นซ้ำ
กลิ่นเครื่องเทศสดลดลงชัดเจนเริ่มทันทีและต่อเนื่อง
สีของซอสเข้มขึ้น คล้ำขึ้นสะสมทุกครั้งที่อุ่น
เนื้อสัมผัสมันฝรั่งร่วนขึ้น เละง่ายขึ้นหลัง 24 ชั่วโมงในตู้เย็น
ความสดของกลิ่นโดยรวมแบนลงชัดเจนหลังวันที่ 248 ชั่วโมงขึ้นไป

ตารางนี้ตอบคำถามที่ตามมาเสมอว่า แล้ววันที่สามล่ะ คำตอบคือไม่ ยอดของความอร่อยอยู่ที่ประมาณหนึ่งวัน หลังจากนั้นสิ่งที่ได้เพิ่มคือความข้นซึ่งอาจข้นเกินไป กับสิ่งที่เสียคือกลิ่นซึ่งแบนลงเรื่อยๆ วันที่สามยังกินได้ แต่มันไม่ใช่จุดสูงสุด

วิทยาศาสตร์: ทำไมสีถึงคล้ำลงทุกครั้งที่อุ่น

สองเหตุผล เหตุผลแรกคือปฏิกิริยาสีน้ำตาลระหว่างน้ำตาลกับกรดอะมิโนยังเดินต่อทุกครั้งที่คุณให้ความร้อน แม้จะช้ากว่าตอนผัดหัวหอมมาก

เหตุผลที่สองคือเคอร์คูมิน ซึ่งเป็นสารสีเหลืองในขมิ้น เป็นสารที่ไวต่อค่าความเป็นกรดด่างและไวต่อแสง ในสภาพเป็นกลางถึงเป็นด่างเล็กน้อยมันจะเปลี่ยนไปทางส้มแดง และมันสลายตัวเมื่อโดนความร้อนซ้ำๆ สีเหลืองสดของวันแรกจึงกลายเป็นน้ำตาลอมส้มในวันที่สาม

ถ้าคุณอยากได้สีเหลืองสดกลับมา วิธีเดียวคือเติมขมิ้นใหม่ตอนอุ่น ไม่ใช่เคี่ยวนานขึ้น

· · ·
perfringens
เชื้อ Clostridium perfringens ที่เพาะบนอาหารเลี้ยงเชื้อ ตัวการที่ทำให้หม้อแกงกะหรี่ค้างคืนอันตรายกว่าที่คิด

ครึ่งหลังของเรื่อง สิ่งที่คำแนะนำพื้นบ้านไม่ได้บอก

คำแนะนำดั้งเดิมเรื่องแกงกะหรี่ข้ามคืนมักลงท้ายด้วยประโยคว่า "ปิดฝาหม้อ วางไว้บนเตา แล้วค่อยอุ่นกินพรุ่งนี้" ประโยคนี้คือคำแนะนำที่อันตรายที่สุดเท่าที่มีในตำราอาหารบ้านๆ ของญี่ปุ่น

refrigerator
ตู้เย็นที่ยังมีที่ว่างและจัดของเป็นระเบียบ เงื่อนไขที่คนมักลืม เพราะหม้อร้อนในตู้ที่แน่นคือการอุ่นอาหารทั้งตู้

เหตุผลมีชื่อว่า Clostridium perfringens ซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกว่า อุเอรุชุคิน เป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ และมันมีคุณสมบัติสามข้อที่ทำให้หม้อแกงกะหรี่กลายเป็นบ้านในฝันของมัน

คำเตือน: ทำไมหม้อแกงกะหรี่ถึงเป็นบ้านในฝันของเชื้อตัวนี้

ข้อ ๑ มันสร้างสปอร์ที่ทนความร้อน สปอร์ของมันอยู่รอดได้แม้ต้มเดือดที่ 100°C เป็นเวลานาน การต้มให้เดือดจึงฆ่าเชื้อในรูปปกติได้ แต่ไม่ได้ฆ่าสปอร์ ที่แย่กว่านั้นคือความร้อนยังกระตุ้นให้สปอร์พร้อมงอกเมื่ออุณหภูมิลดลงถึงช่วงที่มันชอบ

ข้อ ๒ มันไม่ต้องการออกซิเจน หม้อแกงกะหรี่ข้นๆ ที่มีชั้นไขมันปิดผิวหน้าคือสภาพแวดล้อมไร้ออกซิเจนชั้นเลิศ ยิ่งหม้อใหญ่ ยิ่งข้น ยิ่งเป็นใจ

ข้อ ๓ มันโตเร็วมาก ในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุด ราว 43–47°C มันแบ่งตัวได้เร็วในระดับสิบนาทีต่อรุ่นภายใต้สภาวะห้องปฏิบัติการ นั่นแปลว่าหม้อที่ค่อยๆ เย็นลงจาก 100°C จนถึงอุณหภูมิห้องตลอดคืน คือการเปิดโรงงานเพาะเชื้อทิ้งไว้หลายชั่วโมง

เมื่อคุณกินเข้าไป เชื้อจะสร้างสารพิษในลำไส้ระหว่างที่มันสร้างสปอร์ อาการคือปวดท้องและท้องเสียหลังกินราว 6–24 ชั่วโมง คนส่วนใหญ่หายเองใน 1–2 วัน แต่ในเด็กเล็กและผู้สูงอายุอาจรุนแรงกว่านั้น ในญี่ปุ่นมันมีชื่อเล่นว่า "โรคอาหารกลางวันโรงเรียน" เพราะมันชอบเล่นงานครัวที่ทำอาหารทีละมากๆ แล้วตั้งทิ้งไว้

เชื้อตัวนี้ตอบสนองต่ออุณหภูมิเป็นช่วงชัดเจน และทุกช่วงมีสิ่งที่คุณควรทำต่างกัน

อุณหภูมิสิ่งที่เกิดกับเชื้อตัวนี้สิ่งที่คุณควรทำ
สูงกว่า 65°Cไม่เติบโตถ้าจะตั้งอุ่นไว้ ต้องอุ่นให้ร้อนจริงตลอดเวลา
50–60°Cเริ่มเติบโตได้ห้ามพักหม้อค้างในช่วงนี้
43–47°Cเติบโตเร็วที่สุดต้องผ่านช่วงนี้ให้เร็วที่สุด
20–40°Cเติบโตได้ดีห้ามตั้งทิ้งไว้บนเตาข้ามคืนเด็ดขาด
ต่ำกว่า 10°Cแทบหยุดเติบโตเป้าหมายคือลากอุณหภูมิลงมาถึงตรงนี้ให้เร็ว
ตู้เย็น 3–5°Cปลอดภัยในระยะสั้นเก็บได้ 2–3 วัน
ช่องแช่แข็ง ต่ำกว่า -18°Cหยุดทุกอย่างเก็บได้เป็นเดือน แต่ควรตักมันฝรั่งออกก่อน

สังเกตว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเก็บข้ามคืน แต่อยู่ที่ความเร็วในการลดอุณหภูมิ แกงกะหรี่ที่ถูกทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็วแล้วเข้าตู้เย็นนั้นปลอดภัยดี ส่วนแกงกะหรี่ที่ถูกปล่อยให้ค่อยๆ เย็นในหม้อใหญ่บนเตาคือปัญหา และหม้อยิ่งใหญ่ยิ่งเย็นช้า หม้อขนาดครอบครัวใหญ่ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าใจกลางหม้อจะลงมาถึงอุณหภูมิห้อง

วิธีทำแกงกะหรี่ข้ามคืนให้ได้ทั้งความอร่อยและความปลอดภัย

ขั้นที่ 1 ลดอุณหภูมิให้เร็วที่สุด

  • อย่าปล่อยให้เย็นในหม้อ ให้แบ่งใส่ภาชนะตื้นหลายใบทันทีที่ยกลงจากเตา ยิ่งตื้นยิ่งเย็นเร็ว
  • ถ้ามีเวลาน้อย วางภาชนะแช่ในอ่างน้ำผสมน้ำแข็ง แล้วคนเป็นระยะเพื่อพาความร้อนออกจากใจกลาง
  • เป้าหมายคือเข้าตู้เย็นภายใน 2 ชั่วโมงหลังปิดเตา

ขั้นที่ 2 เก็บ

  • ตักมันฝรั่งออกถ้าตั้งใจจะเก็บเกิน 1 วัน เพราะเนื้อจะร่วนและเละ ถ้าจะแช่แข็งยิ่งต้องเอาออก
  • ปิดฝาให้สนิท เก็บในตู้เย็น 3–5°C กินให้หมดใน 2–3 วัน
  • เกินกว่านั้นให้แช่แข็งเป็นก้อนแบนๆ แบ่งเป็นมื้อ ละลายในตู้เย็นข้ามคืน

ขั้นที่ 3 อุ่น

  • อุ่นให้เดือดทั่วถึงพร้อมคนตลอด ไม่ใช่แค่ร้อนที่ผิวหน้า การคนยังช่วยเติมออกซิเจนซึ่งเชื้อกลุ่มนี้ไม่ชอบ
  • ถ้าอุ่นด้วยไมโครเวฟ ต้องคนกลางคันอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เพราะไมโครเวฟทำให้เกิดจุดเย็นในเนื้ออาหารได้ง่าย
  • อุ่นซ้ำครั้งเดียวต่อหนึ่งส่วน อย่าอุ่นทั้งหม้อแล้วเก็บกลับเข้าตู้เย็นวนไปมา

ขั้นที่ 4 คืนกลิ่นที่หายไป

  • ตอนอุ่นเสร็จ ปิดไฟ แล้วโรยการัมมาซาลาราว 1/2 ช้อนชาต่อ 4 ที่ คนเบาๆ
  • หรือเจียวเครื่องเทศเม็ดในน้ำมันร้อนสัก 30 วินาที แล้วราดลงหม้อตอนปิดไฟ
  • บีบมะนาวหรือเติมโยเกิร์ตนิดหน่อยเพื่อดึงความสว่างกลับมา

ขั้นที่สี่คือสิ่งที่ทำให้แกงกะหรี่ข้ามคืนเลิกเป็นการแลก และกลายเป็นการได้ทั้งสองอย่าง คุณปล่อยให้เวลาทำงานกับความข้น การแพร่ และอูมามิ ซึ่งเป็นสามอย่างที่เวลาทำได้ดีกว่าคุณ แล้วคุณเติมกลิ่นสดกลับเข้าไปในสิบวินาทีสุดท้าย ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เวลาทำลาย

ช่วงอันตราย 20–50°C02040506080100012345678เวลาหลังปิดเตา (ชั่วโมง)อุณหภูมิใจกลางหม้อ (°C)หม้อใหญ่ ปิดฝา ตั้งบนเตาแบ่งใส่ภาชนะตื้น แช่อ่างน้ำแข็งอยู่ในช่วงอันตรายราว 4 ชั่วโมงครึ่งผ่านช่วงอันตรายในไม่ถึง 1 ชั่วโมง
ไดอะแกรม อุณหภูมิใจกลางหม้อหลังปิดเตา เส้นทึบคือหม้อใหญ่ที่ปิดฝาตั้งไว้บนเตา เส้นประคือแกงที่แบ่งใส่ภาชนะตื้นแล้วแช่อ่างน้ำแข็ง แถบสีคือช่วงอุณหภูมิที่เชื้อโตเร็วที่สุด ตัวเลขเป็นค่าโดยประมาณเพื่อแสดงหลักการ ยังต้องวัดจริงก่อนตีพิมพ์
· · ·

สรุปบทนี้เป็นสามประโยค

หนึ่ง แกงกะหรี่ข้ามคืนอร่อยขึ้นจริง และเหตุผลของมันคือฟิสิกส์ของแป้ง การแพร่ของโมเลกุล และอิมัลชันของไขมัน ไม่ใช่เวทมนตร์ สอง สิ่งที่คุณเสียไปคือกลิ่นสดของเครื่องเทศ ซึ่งเติมกลับได้ในขั้นตอนสุดท้าย และสาม วิธีเก็บที่ถูกต้องคือทำให้เย็นเร็วที่สุด ไม่ใช่ตั้งหม้อไว้บนเตาตามที่คนเล่าต่อกันมา

ประโยคที่สามนี้ ถ้าคุณจำได้ประโยคเดียวจากทั้งบท ก็ถือว่าคุ้มแล้ว

หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนกลไกความข้นและสีสารบัญบทถัดไป →การผสานพลังอูมาม

บทที่ ๒๑ · ภาค ๔ วิทยาศาสตร์การปรุงและเคมีอาหาร

การผสานพลังอูมามิ

ทำไมหนึ่งบวกหนึ่งถึงได้เจ็ด และทำไมซุปของแกงถึงต้องมีทั้งกระดูกและสาหร่าย

ในปี ๑๙๐๘ ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ตำราครัวกองทัพเรือญี่ปุ่นตีพิมพ์สูตรคาเรไรซุตามที่เล่าไว้ในบทที่ ๒ นักเคมีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อ อิเคดะ คิคุนาเอะ กำลังนั่งคิดคำถามที่ฟังดูไร้สาระ

คำถามนั้นคือ ทำไมน้ำซุปดาชิที่ทำจากสาหร่ายคอมบุถึงอร่อย ทั้งที่มันไม่หวาน ไม่เค็มมาก ไม่เปรี้ยว และไม่ขม

เขาสกัดสารจากคอมบุจนได้ผลึกของกรดกลูตามิก แล้วประกาศว่านี่คือรสที่หกซึ่งลิ้นมนุษย์รับรู้ได้แยกจากรสอื่น เขาตั้งชื่อมันว่า อูมามิ

โลกตะวันตกใช้เวลาเกือบร้อยปีกว่าจะยอมรับว่ามีรสนี้อยู่จริง จนกระทั่งมีการค้นพบตัวรับรสอูมามิบนลิ้นในระดับโมเลกุลในช่วงต้นทศวรรษ ๒๐๐๐

· · ·

สามการค้นพบของญี่ปุ่น

อูมามิไม่ได้ถูกค้นพบครั้งเดียว แต่สามครั้ง โดยนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นสามคน ห่างกันราวครึ่งศตวรรษ และทุกครั้งพบในวัตถุดิบที่ครัวญี่ปุ่นใช้อยู่แล้ว

ปีผู้ค้นพบสารพบใน
๑๙๐๘อิเคดะ คิคุนาเอะกรดกลูตามิกสาหร่ายคอมบุ
๑๙๑๓โคดามะ ชินทาโร่กรดอิโนซินิกปลาโอแห้งคัตสึโอบูชิ
๑๙๕๗คุนินากะ อากิระกรดกัวนิลิกเห็ดหอมแห้ง

สิ่งที่คุนินากะค้นพบเพิ่มเติมและสำคัญกว่าตัวสารเสียอีก คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่าการเสริมกำลัง

เมื่อเอากลูตาเมตมาผสมกับอิโนซิเนตหรือกัวนิเลต ความแรงของอูมามิที่รับรู้ได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบบวกกัน แต่เพิ่มขึ้นแบบคูณ ตัวเลขที่อ้างกันบ่อยคือส่วนผสมในสัดส่วนที่เหมาะสมให้ความแรงมากกว่าการใช้ตัวใดตัวหนึ่งเพียงอย่างเดียวหลายเท่าตัว

"อาหารญี่ปุ่นทั้งวัฒนธรรมสร้างขึ้นบนความรู้นี้ก่อนที่จะมีใครพิสูจน์ได้ ดาชิพื้นฐานที่สุดของครัวญี่ปุ่นคือคอมบุกับคัตสึโอบูชิ ซึ่งก็คือกลูตาเมตบวกอิโนซิเนตพอดี"
ikeda-kikunaedried-shiitake
จากซ้าย อิเคดะ คิคุนาเอะ ผู้ตั้งชื่อรสอูมามิในปี ๑๙๐๘ ตามด้วยสามแหล่งที่การค้นพบทั้งสามครั้งมาจาก คือคอมบุ คัตสึโอบูชิ และเห็ดหอมแห้ง
· · ·

แหล่งอูมามิที่ใช้ได้จริงในแกงกะหรี่

ตารางนี้จัดแหล่งอูมามิตามชนิดของสาร ไม่ใช่ตามชนิดของวัตถุดิบ เพราะการเสริมกำลังเกิดระหว่างสารต่างกลุ่ม ไม่ใช่ระหว่างวัตถุดิบต่างชนิด

กลุ่มแหล่งใส่ในแกงกะหรี่อย่างไร
กลูตาเมต
จากพืชและของหมัก
คอมบุ มะเขือเทศ ซีอิ๊ว มิโสะ ชีสแก่ หัวหอม แครอทคอมบุใส่ในซุปฐาน · มะเขือเทศเข้มข้นผัดกับฐาน · ซีอิ๊วใส่ตอนปรุงรส · ชีสขูดตอนเสิร์ฟ
ซอสอุสเตอร์ ซอสหอยนางรม น้ำปลาใส่ตอนปรุงรสท้ายหม้อ ครั้งละหนึ่งช้อนโต๊ะ
อิโนซิเนต
จากเนื้อสัตว์และปลา
กระดูกไก่ กระดูกหมู เนื้อสัตว์ทุกชนิด คัตสึโอบูชิ ปลาแอนโชวี่เคี่ยวเป็นซุปฐาน หรือใช้เนื้อสัตว์ที่จี่แล้วในหม้อ
กัวนิเลต
จากเห็ดแห้ง
เห็ดหอมแห้ง เห็ดพอร์ชินีแห้งแช่น้ำอุ่นแล้วใช้ทั้งน้ำแช่และตัวเห็ด น้ำแช่คือส่วนที่มีค่าที่สุด

วิธีใช้ตารางคือดูว่าแกงหม้อของคุณมีแหล่งจากกี่กลุ่ม ถ้ามีกลุ่มเดียว การเติมของในกลุ่มเดิมเพิ่มจะได้ผลน้อยมาก ให้ข้ามไปเติมจากกลุ่มที่ยังไม่มีแทน

กฎ: สามชั้นของอูมามิที่ใช้ได้กับทุกสูตร

แกงกะหรี่ที่มีอูมามิลึกจริงต้องมีแหล่งอูมามิจากอย่างน้อยสองกลุ่มที่ต่างกัน และถ้าจะให้ดีที่สุดคือครบทั้งสาม

  1. ชั้นเนื้อสัตว์ มาจากเนื้อในหม้อและซุปกระดูก ให้อิโนซิเนต
  2. ชั้นพืช มาจากหัวหอม แครอท มะเขือเทศ และคอมบุ ให้กลูตาเมต
  3. ชั้นของหมัก มาจากซีอิ๊ว มิโสะ ซอสอุสเตอร์ ให้กลูตาเมตในรูปเข้มข้นพร้อมกลิ่นหมัก

ถ้าแกงของคุณจืดชืดทั้งที่เค็มพอแล้ว ปัญหาคือคุณมีแค่ชั้นเดียว การเติมเกลือเพิ่มจะทำให้เค็มขึ้นแต่ไม่ทำให้ลึกขึ้น

· · ·

กรณีศึกษา ซุปฐานของสูตรในเล่มนี้

ซุปคือบอดี้ของแกงทั้งหม้อ สูตรข้างล่างคือซุปที่ผมใช้จริง และถ้าอ่านส่วนผสมด้วยสายตาของบทนี้ จะเห็นว่ามันคือการวางแหล่งอูมามิสามกลุ่มไว้ในหม้อเดียวอย่างจงใจ

ซุปเบส · ได้ราว 5 ลิตร

ส่วนผสม

  • น้ำ 12 ลิตร
  • โครงไก่ 2 โครง · อิโนซิเนต
  • กระดูกหมู 1 กก. · อิโนซิเนตและเจลาติน
  • หัวหอมใหญ่หั่นสี่ 500 ก. · กลูตาเมตและความหวาน
  • แครอท 500 ก. · กลูตาเมตและความหวาน
  • ไทม์สด 30 ก.
  • ใบกระวาน 2–3 ใบ
  • สาหร่ายคอมบุ 30 ก. · กลูตาเมตเข้มข้น

วิธีทำ

  1. ลวกกระดูกก่อน ต้มกระดูกไก่กับหมูในน้ำเดือด 3–5 นาที เทน้ำทิ้ง ล้างกระดูก เพื่อไล่คาวและฟองเลือด ซุปจะได้ใสสะอาด
  2. ใส่กระดูกลงหม้อ เติมน้ำ 12 ลิตร ตั้งไฟจนเดือด
  3. หรี่ไฟอ่อน ช้อนฟองทิ้งเรื่อยๆ แล้วใส่หัวหอม แครอท ไทม์ ใบกระวาน
  4. เคี่ยวไฟอ่อนราว 6 ชั่วโมงจนเหลือน้ำราว 5 ลิตร อย่าให้เดือดพล่าน
  5. กรองเอาแต่น้ำ พักให้เย็น แบ่งใส่ถุงแบน เข้าช่องแช่แข็ง เก็บได้ 1 เดือน

เรื่องคอมบุ

  • ใส่พร้อมผักได้เลย แต่ถ้าอยากได้อูมามิจากคอมบุชัดขึ้นโดยไม่เสี่ยงขมหรือเป็นเมือก ให้ตักคอมบุออกหลังเคี่ยวไปแล้วราว 1 ชั่วโมงแรก
  • คอมบุคือชั้นอูมามิจากพืชที่มาเสริมอูมามิจากเนื้อสัตว์ ทำให้ซุปเข้มขึ้นอีกชั้นโดยไม่ต้องเติมผงชูรส

ทำไมห้ามเดือดพล่าน

  • ไฟแรงทำให้ไขมันแตกตัวกระจายเป็นเม็ดเล็กจนซุปขุ่นและกลิ่นเข้มเกิน
  • ต้องเคี่ยวไฟอ่อนนิ่งๆ เท่านั้นถึงจะได้ซุปใสที่หวานจากกระดูก
  • ซุป 5 ลิตรใช้ได้ราว 6–7 หม้อ ที่ 750 มล. ต่อหม้อ
· · ·
own-kitchen-prep
ครัวระหว่างเตรียมซุปฐาน วิธีได้อูมามิจากวัตถุดิบจริง ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกับที่อิเคดะสกัดได้จากคอมบุในปี ๑๙๐๘

โคคุมิ มิติที่ไม่ใช่รสแต่รู้สึกได้

มีคำอีกคำในภาษาญี่ปุ่นที่คนทำอาหารใช้บ่อยและนักวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มอธิบายได้ นั่นคือ โคคุมิ ซึ่งแปลคร่าวๆ ว่าความเต็มปาก ความแน่น หรือความลึกที่บอกไม่ถูก

โคคุมิไม่ใช่รส เพราะตัวมันเองไม่มีรสอะไรเลย สิ่งที่มันทำคือขยายการรับรู้รสอื่นที่มีอยู่แล้วให้เต็มขึ้น ต่อเนื่องขึ้น และอยู่นานขึ้น

สารที่เกี่ยวข้องคือเปปไทด์สายสั้นบางกลุ่ม ซึ่งพบมากในของที่ผ่านการบ่ม การหมัก หรือการเคี่ยวนาน เช่นกระเทียม หัวหอม ชีสบ่ม ซีอิ๊ว และน้ำต้มกระดูกที่เคี่ยวหลายชั่วโมง

ในทางปฏิบัติสำหรับคนทำแกงกะหรี่ นี่คือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ของสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้ว นั่นคือแกงที่เคี่ยวนานให้ความรู้สึกเต็มปากกว่าแกงที่ทำเร็ว แม้จะมีเกลือและเครื่องเทศเท่ากันทุกกรัม

หมายเหตุ: เรื่องเกลือที่ต้องพูดให้ชัด

อูมามิทำงานได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อมีเกลืออยู่ในระดับที่เหมาะสม ถ้าอาหารจืดเกินไป คุณจะรับรู้อูมามิได้น้อยลงมากแม้ปริมาณกลูตาเมตจะสูง

นี่คือเหตุผลที่แกงกะหรี่ที่ทำรูซ์เองมักรู้สึกว่า "ขาดอะไรบางอย่าง" ในครั้งแรกที่ทำ เพราะแกงกะหรี่ก้อนสำเร็จรูปมีเกลือผสมมาแล้วในสัดส่วนที่สูงกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดคิด ส่วนรูซ์ที่ผัดเองไม่มีเกลือติดมาเลยสักกรัม

เวลาทำเอง ต้องปรุงเค็มให้ถึงระดับที่รู้สึกว่า "พอดีเป๊ะ" ไม่ใช่ระดับที่รู้สึกว่า "เค็มน้อยไว้ก่อนดีกว่า" มิฉะนั้นงานทั้งหมดที่ลงไปกับอูมามิจะไม่ปรากฏ

หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนปริศนาแกงกะหรี่ขสารบัญบทถัดไป →ความเปรี้ยวที่ไม

บทที่ ๒๒ · ภาค ๔ วิทยาศาสตร์การปรุงและเคมีอาหาร

ความเปรี้ยวที่ไม่ได้ทำให้เปรี้ยว

ของเปรี้ยวหนึ่งช้อนชาที่ทำงานได้มากกว่าเกลือหนึ่งช้อนโต๊ะ

ในบรรดาเครื่องมือทั้งหมดที่คนทำแกงกะหรี่มีอยู่ ของเปรี้ยวคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดต่อหนึ่งช้อนชา และเป็นเครื่องมือที่คนไทยหยิบใช้น้อยที่สุด

เหตุผลที่เราไม่หยิบใช้ไม่ใช่เพราะไม่รู้จัก แต่เพราะเราเข้าใจผิดว่ากรดคือความเปรี้ยว ซึ่งไม่จริงทั้งหมด ในปริมาณที่ถูกต้อง กรดไม่ทำให้อาหารเปรี้ยวเลยแม้แต่น้อย มันทำอย่างอื่นทั้งหมดที่ไม่ใช่ความเปรี้ยว

· · ·

หกอย่างที่ความเปรี้ยวทำในหม้อแกง

กรดในปริมาณที่ถูกต้องทำงานอย่างน้อยหกอย่างในหม้อแกง และมีเพียงข้อเดียวในหกข้อที่คนส่วนใหญ่รู้จัก

ผลกลไกใช้ประโยชน์อย่างไร
ลดการรับรู้ความมันกรดกระตุ้นการหลั่งน้ำลายและเปลี่ยนวิธีที่ไขมันเคลือบลิ้นแกงที่เลี่ยนแก้ได้ด้วยของเปรี้ยวครึ่งช้อนชา ไม่ต้องลดไขมัน
ทำให้รสอื่นเด่นขึ้นความเปรี้ยวอ่อนทำหน้าที่เป็นคอนทราสต์ให้รสหวานและอูมามิถ้าแกงรู้สึกทึบและแบน ให้ลองของเปรี้ยวก่อนลองเกลือ
คุมความหวานลิ้นรับรู้หวานกับเปรี้ยวเป็นคู่ตรงข้ามที่หักล้างกันบางส่วนแกงที่ใส่ผลไม้เยอะจนหวานโด่ง แก้ด้วยของเปรี้ยวได้ตรงกว่าแก้ด้วยเกลือ
รักษาสีเหลืองเคอร์คูมินคงสีเหลืองในสภาพเป็นกรด และเปลี่ยนไปทางส้มแดงในสภาพเป็นด่างถ้าอยากได้สีเหลืองสด ให้เติมของเปรี้ยวเล็กน้อย
ทำให้ผักไม่เละเพกตินในผนังเซลล์พืชสลายตัวช้าลงมากในสภาพเป็นกรดเป็นทั้งข้อดีและกับดัก ดูกล่องด้านล่าง
ทำให้โปรตีนนมจับตัวกรดทำให้เคซีนในนมสูญเสียโครงสร้างและรวมตัวเป็นเม็ดเป็นกับดักล้วนๆ ต้องกันด้วยการใส่นมตอนปิดไฟ

สองแถวล่างสุดของตารางคือกับดัก ไม่ใช่เครื่องมือ และแถวเรื่องผักคือกับดักที่ทำให้แกงหลายหม้อเสียโดยที่คนทำไม่รู้ตัว กล่องถัดไปว่าด้วยเรื่องนี้โดยเฉพาะ

คำเตือน: กับดักมันฝรั่งแข็ง ที่คนโทษผิดตัวเสมอ

ถ้าคุณเคยเคี่ยวแกงกะหรี่นานเป็นชั่วโมงแล้วมันฝรั่งยังแข็งอยู่ ทั้งที่แครอทเปื่อยไปแล้ว สาเหตุมักไม่ใช่ไฟอ่อนไปหรือมันฝรั่งพันธุ์ผิด

สาเหตุคือคุณใส่ของเปรี้ยวลงไปตั้งแต่ต้น ซึ่งอาจเป็นมะเขือเทศ ซอสอุสเตอร์ ไวน์ หรือน้ำส้มสายชู กรดเหล่านั้นทำให้เพกตินซึ่งเป็นกาวที่ยึดเซลล์พืชไว้ด้วยกันสลายตัวช้าลงมาก มันฝรั่งจึงไม่ยอมนุ่มไม่ว่าจะเคี่ยวนานแค่ไหน

ทางแก้ ต้มมันฝรั่งจนนุ่มก่อนแยกต่างหาก แล้วค่อยใส่ลงหม้อตอนท้าย หรือถ้าจะเคี่ยวรวม ให้เติมของเปรี้ยวหลังจากมันฝรั่งนุ่มแล้วเท่านั้น

พลิกกลับใช้ประโยชน์ได้ ถ้าคุณต้องการให้ผักคงรูปสวยไม่เละสำหรับจานที่ต้องถ่ายรูปหรือขายในตู้ ให้ใส่ของเปรี้ยวตั้งแต่ต้นโดยตั้งใจ

tomato-paste
มะเขือเทศเข้มข้น แหล่งความเปรี้ยวที่พาอูมามิและสีแดงมาด้วยพร้อมกัน จึงเป็นตัวที่ปลอดภัยที่สุดในบรรดาแหล่งความเปรี้ยวทั้งหมด
· · ·

แหล่งความเปรี้ยวที่ใช้ได้ และสิ่งที่ติดมาด้วย

กรดแต่ละชนิดไม่ได้ให้แค่ความเปรี้ยว แต่พาของอย่างอื่นเข้ามาในหม้อด้วย ตารางนี้เรียงจากตัวที่ปลอดภัยที่สุดไปหาตัวที่ต้องระวังที่สุด

tamarind
มะขามที่ขายกันในตลาด แหล่งความเปรี้ยวที่พารสผลไม้กับสีน้ำตาลมาด้วย ต่างจากน้ำส้มสายชูที่ให้ความเปรี้ยวเปล่า

อ่านคอลัมน์ที่สองก่อนคอลัมน์อื่น เพราะสิ่งที่ติดมาด้วยคือสิ่งที่ตัดสินว่าจะเลือกตัวไหน ไม่ใช่ความแรงของความเปรี้ยว

แหล่งพาอะไรมาด้วยปริมาณเริ่มต้นต่อหม้อใส่ตอนไหน
มะเขือเทศเข้มข้นกลูตาเมต ความหวาน สีแดง1 ช้อนโต๊ะผัดกับฐาน
แอปเปิลขูดความหวาน เพกตินที่ช่วยข้น1/4 ผลระหว่างเคี่ยว
โยเกิร์ตรสธรรมชาติความนวล โปรตีนนม2 ช้อนโต๊ะปิดไฟก่อน
ซอสอุสเตอร์อูมามิ ความหวาน เครื่องเทศ1 ช้อนโต๊ะตอนปรุงรส
ไวน์แดงกลิ่นหมัก แทนนิน สี50 มล.ผัดฐานแล้วเคี่ยวให้แอลกอฮอล์ระเหย
น้ำมะนาวกลิ่นซิตรัสสด1/2 ช้อนชาปิดไฟแล้ว
น้ำส้มสายชูไม่พาอะไรมาเลย เปรี้ยวล้วน2–3 หยดปิดไฟแล้ว ใช้เมื่อต้องการความเปรี้ยวโดยไม่ต้องการรสอื่น

สังเกตว่าตัวที่พาอะไรมาด้วยเยอะที่สุดคือตัวที่ปลอดภัยที่สุด เพราะรสของมันกลมกลืนกับแกงอยู่แล้ว ส่วนน้ำส้มสายชูซึ่งเปรี้ยวล้วนคือตัวที่ต้องใช้มือเบาที่สุด

"เวลาแกงเลี่ยน คนส่วนใหญ่เติมเกลือ คนที่รู้เรื่องนี้เติมของเปรี้ยวสองหยด แล้วปัญหาหายไปโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าทำอะไรลงไป"
· · ·

ฝั่งด่าง ใช้ได้แต่ต้องรู้ตัว

ฝั่งตรงข้ามของสเกลคือด่าง และในครัวเรามีของที่เป็นด่างอยู่ตัวเดียวที่ใช้กันจริงคือเบกกิงโซดา

สิ่งที่ด่างทำคือเร่งปฏิกิริยาเมยาร์ดอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นเหตุผลที่การใส่เบกกิงโซดาปลายช้อนชาลงในกระทะหัวหอมทำให้สีเปลี่ยนเร็วขึ้นเกินครึ่ง ตามที่อธิบายไว้แล้วในบทที่ ๑๖

แต่ราคาที่จ่ายคือสามอย่าง อย่างแรกคือเนื้อสัมผัสเละเป็นโคลนเพราะเพกตินสลายเร็วขึ้นด้วย อย่างที่สองคือสีที่ได้เข้มผิดธรรมชาติออกไปทางเทา และอย่างที่สามคือถ้าใส่เกินจะได้รสสบู่ซึ่งกู้ไม่ได้

ข้อสรุปคือใช้ได้เฉพาะเมื่อหัวหอมนั้นจะถูกปั่นเป็นเพสต์อยู่แล้ว และห้ามเกินหนึ่งในสี่ช้อนชาต่อหัวหอมสองหัว

ตัวเลขที่วัดได้ ค่าพีเอชของสิ่งที่อยู่ในหม้อ

คำว่ากรดในบทนี้วัดได้ด้วยตัวเลขตัวเดียวคือค่าพีเอช ซึ่งมีสเกลตั้งแต่ 0 ถึง 14 น้ำเปล่าอยู่ที่ 7 ต่ำกว่านั้นคือกรด สูงกว่านั้นคือด่าง และสิ่งที่คนมักลืมคือสเกลนี้เป็นสเกลลอการิทึม แปลว่าค่าที่ต่างกันหนึ่งหน่วยคือความเข้มข้นของไอออนไฮโดรเจนที่ต่างกันสิบเท่า มะนาวที่พีเอช 2 จึงไม่ได้เปรี้ยวกว่ามะเขือเทศที่พีเอช 4 สองเท่า แต่มีความเป็นกรดมากกว่าราวร้อยเท่า

ตารางนี้รวมค่าพีเอชโดยประมาณของของที่มีโอกาสเข้าหม้อแกงกะหรี่ เรียงจากกรดจัดไปหาด่าง ตัวเลขเป็นช่วง เพราะของสดแต่ละลูกและแต่ละยี่ห้อต่างกัน

สิ่งที่ใส่ค่าพีเอชโดยประมาณสิ่งที่หมายความในหม้อ
น้ำมะนาว2.0–2.6กรดจัดที่สุดในครัว หยดเดียวไปไกล ใส่ตอนปิดไฟเท่านั้น
น้ำส้มสายชู 5%2.4–3.4เปรี้ยวล้วนไม่มีรสอื่น ใช้เป็นหยด ไม่ใช่ช้อน
ไวน์แดง3.3–3.6เปรี้ยวปานกลางพร้อมแทนนิน ต้องเคี่ยวไล่แอลกอฮอล์ก่อน
แอปเปิล3.3–4.0กรดอ่อนพร้อมความหวานและเพกติน ตัวที่ปลอดภัยที่สุด
ซอสอุสเตอร์3.6–4.0เปรี้ยวพร้อมอูมามิและเครื่องเทศ ตัวที่กลมกลืนกับแกงที่สุด
มะเขือเทศสดและมะเขือเทศเข้มข้น4.0–4.9กรดอ่อนพร้อมกลูตาเมตและสี ใส่ได้ตั้งแต่ต้น
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ4.0–4.6กรดอ่อนพร้อมโปรตีนนม ต้องใส่ตอนปิดไฟ
แกงกะหรี่สำเร็จรูปทั่วไปราว 5.5–6.0 (ต้องวัดจริง)เป็นกรดอ่อนอยู่แล้วเล็กน้อยจากมะเขือเทศและผลไม้ในสูตร
นมสด6.5–6.7เกือบเป็นกลาง โปรตีนของมันจับตัวเมื่อเจอกรดกับความร้อนพร้อมกัน
น้ำเปล่า7.0จุดอ้างอิง
เบกกิงโซดาละลายน้ำราว 8.3ด่างตัวเดียวที่ใช้ในครัว เร่งเมยาร์ดแต่ทำให้ผักเละ

สิ่งที่ตารางนี้บอกคือแกงกะหรี่หม้อหนึ่งเป็นกรดอ่อนอยู่แล้วโดยธรรมชาติ และหม้อแกงมีความสามารถต้านการเปลี่ยนแปลงพีเอชสูงมาก เพราะโปรตีนจากเนื้อ แป้งจากรูซ์ และเกลือแร่จากผัก ทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ กรดสองสามหยดจึงแทบไม่ขยับค่าพีเอชของทั้งหม้อเลย แต่ลิ้นรับรู้กรดจากปริมาณกรดที่ไทเทรตได้และจากการเปลี่ยนแปลงในน้ำลาย ไม่ใช่จากค่าพีเอชรวมของหม้อ นี่คือเหตุผลทางเคมีว่าทำไมกรดปริมาณน้อยถึงเปลี่ยนความรู้สึกได้โดยที่แกงยังไม่เปรี้ยว

· · ·

ทำไมนมถึงจับตัวเป็นเม็ด และทำไมครีมถึงรอด

โปรตีนหลักในนมคือเคซีน ซึ่งลอยอยู่ในน้ำนมได้เพราะมีประจุลบผลักกันไว้ เมื่อค่าพีเอชลดลงมาใกล้ 4.6 ซึ่งเป็นจุดที่เรียกว่าจุดไอโซอิเล็กทริกของเคซีน ประจุนั้นหายไป โปรตีนจึงเกาะกลุ่มกัน และความร้อนเร่งการเกาะกลุ่มนั้นหลายเท่า ผลคือเม็ดขาวที่ลอยอยู่ในแกง ซึ่งไม่อันตรายแต่ดูไม่น่ากิน และปั่นกลับให้เนียนได้เพียงบางส่วน

เรื่องนี้อธิบายกฎสามข้อที่ใช้กันในครัวโดยไม่ค่อยมีใครบอกเหตุผล ข้อแรก ครีมสดจับตัวยากกว่านมมาก เพราะครีมมีไขมัน 30–40% แต่มีโปรตีนต่อปริมาตรน้อยกว่านมเกือบครึ่ง ไขมันจึงเป็นตัวหลักและโปรตีนที่จะเกาะกลุ่มก็มีน้อยกว่า ข้อที่สอง โยเกิร์ตไม่จับตัวแบบนม เพราะเคซีนในโยเกิร์ตเกาะกลุ่มกันไปแล้วตั้งแต่ตอนหมัก สิ่งที่เกิดเมื่อโยเกิร์ตเจอหม้อร้อนคือมันแยกเป็นเม็ดเล็กกับน้ำใส ไม่ใช่การจับก้อนใหม่ ซึ่งแก้ได้ด้วยการตีโยเกิร์ตกับแกงร้อนหนึ่งทัพพีในถ้วยก่อน แล้วค่อยเทกลับ และข้อที่สาม ลำดับสำคัญ ถ้าใส่นมก่อนใส่มะเขือเทศ นมจะทนได้มากกว่าใส่มะเขือเทศก่อนแล้วตามด้วยนม เพราะไขมันและแป้งในแกงเคลือบโปรตีนไว้ก่อนที่กรดจะมาถึง

วิธีที่ปลอดภัยที่สุดจึงเรียงได้เป็นบรรทัดเดียว ปิดไฟ รอสามสิบวินาที ตักแกงร้อนใส่ถ้วยนม คนให้เข้ากัน แล้วเทกลับลงหม้อ วิธีนี้ใช้ได้กับนม โยเกิร์ต และกะทิ และเป็นวิธีเดียวกับที่ใช้ละลายก้อนแกงกะหรี่ในบทที่ ๓๐

หมายเหตุ: ของเปรี้ยวที่วางไว้ข้างจาน ไม่ได้อยู่ในหม้อ

ครัวญี่ปุ่นเลือกวางของเปรี้ยวไว้นอกหม้อมาตั้งแต่ต้น ฟุกุจินซึเกะและรัคเคียวในบทที่ ๑๘ คือความเปรี้ยวกับความกรุบที่คนกินตักเองตามจังหวะ เช่นเดียวกับชัตนีย์ในชุดไคกุนคาเรของโยโกสุกะ และอาจาดข้างจานแกงกะหรี่ไทยในบทที่ ๒๗

วิธีคิดนี้มีข้อดีที่คนทำร้านควรจำ คือมันให้คนกินเป็นคนตัดสินระดับความเปรี้ยวเอง โดยที่แกงในหม้อยังเป็นสูตรเดียวสำหรับทุกคน ถ้าคุณกลัวว่าจะใส่ของเปรี้ยวในหม้อมากเกินไป ให้ย้ายของเปรี้ยวไปไว้ข้างจานแทน

· · ·
· · ·

คู่มือแก้อาการด้วยสมดุลความเปรี้ยว

ตารางสุดท้ายของบทนี้ตั้งใจให้ใช้หน้าเตา คอลัมน์ซ้ายคืออาการที่ลิ้นบอก คอลัมน์ขวาคือสิ่งที่ควรทำจริง

อาการสิ่งที่มักถูกเติมโดยสัญชาตญาณสิ่งที่ควรเติมจริง
เลี่ยน หนักท้องเกลือของเปรี้ยว 2–3 หยด หรือโยเกิร์ต 1 ช้อนโต๊ะ
หวานเกินไปเกลือของเปรี้ยว แล้วตามด้วยความขมจากกาแฟหรือโกโก้
เปรี้ยวเกินไปน้ำตาลไขมัน เช่นเนยหรือครีม ซึ่งกลบความเปรี้ยวได้ตรงกว่าน้ำตาล
ทึบ ไม่มีมิติผงกะหรี่เพิ่มของเปรี้ยวก่อน แล้วค่อยพิจารณาเครื่องเทศปิดท้าย
เค็มเกินไปน้ำเปล่าของเปรี้ยวกับความหวานอย่างละนิด แล้วเพิ่มปริมาณด้วยผักหรือมันฝรั่งต้ม

คอลัมน์กลางคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ และเป็นสาเหตุที่แกงหลายหม้อจบลงด้วยความเค็มเกินโดยที่ปัญหาเดิมยังอยู่

ตัวอย่างจริง: สายที่ใช้ความเปรี้ยวเป็นตัวชูโรง

แกงกะหรี่ญี่ปุ่นสายที่ใช้ความเปรี้ยวหนักที่สุดคือสไปซ์คาเรของโอซากะ ซึ่งเป็นสายที่เกิดขึ้นในทศวรรษ ๒๐๐๐ และแตกออกจากขนบเดิมเกือบทุกข้อ

ลักษณะเด่นของสายนี้คือรูซ์น้อยหรือไม่มีเลย เครื่องเทศสด กลิ่นแหลม และมีความเปรี้ยวจากมะเขือเทศหรือโยเกิร์ตที่รับรู้ได้ชัดเจน ไม่ใช่ซ่อนไว้

ถ้าคุณอ่านบทนี้แล้วรู้สึกว่าของเปรี้ยวสองหยดน้อยเกินไปสำหรับรสนิยมของคุณ สายโอซากะคือทางที่คุณควรไปดู และมันอยู่ในบทถัดไป

vinegarlemon
ซ้ายคือน้ำส้มสายชูซึ่งเปรี้ยวล้วนที่ไม่พาอะไรมาด้วยเลย จึงต้องใช้มือเบาที่สุด ขวาคือมะนาวที่ให้ทั้งความเปรี้ยวและกลิ่นซิตรัสสด
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนการผสานพลังอูมามสารบัญบทถัดไป →แผนที่ตระกูลแกงก

บทที่ ๒๓ · ภาค ๕ ตระกูลและร้านในตำนาน

แผนที่ตระกูลแกงกะหรี่

เจ็ดสายของแกงกะหรี่ญี่ปุ่น ที่ต่างกันจนแทบไม่ควรเรียกชื่อเดียวกัน

ถ้าคุณสั่งแกงกะหรี่ที่โยโกสุกะ ที่คานาซาวะ ที่ซัปโปโร และที่โอซากะ แล้วเอาสี่จานมาวางเรียงกันบนโต๊ะเดียว คนที่ไม่รู้จักอาหารญี่ปุ่นจะไม่มีทางเดาได้เลยว่าทั้งสี่จานนี้เป็นอาหารชนิดเดียวกัน

จานหนึ่งเป็นซอสน้ำตาลข้นราดข้าวพร้อมนมหนึ่งแก้ว จานหนึ่งเป็นซอสสีน้ำตาลเข้มเกือบดำบนจานสเตนเลสมีกะหล่ำปลีซอยกองอยู่ข้างบน จานหนึ่งเป็นซุปใสสีน้ำตาลแดงในชามลึกที่มีน่องไก่กับผักชิ้นใหญ่ลอยอยู่ และอีกจานหนึ่งเป็นข้าวสีเหลืองที่มีแกงสองชนิดราดคนละฝั่งพร้อมผักดองสามกอง

บทนี้คือแผนที่ของความต่างนั้น

· · ·

ก่อนลงรายละเอียดทีละสาย ตารางนี้วางทั้งเจ็ดสายไว้ข้างกันด้วยคำถามเดียวกัน คือข้นแค่ไหน ฐานรสมาจากไหน ใส่ภาชนะอะไร และมองปราดเดียวรู้ได้จากอะไร

สายความข้นฐานรสภาชนะเอกลักษณ์ที่เห็นทันที
บ้านข้นปานกลางก้อนสำเร็จรูปจานแบนผักสามอย่างชิ้นใหญ่
กองทัพเรือข้นปานกลางรูซ์กับผงกะหรี่ ตามสูตร ๑๙๐๘จานแบนเสิร์ฟพร้อมสลัดและนม
ยุโรปข้นมากบราวน์ซอสฝรั่งเศสจานเซรามิกลึกซอสเนียนเป็นเงา ไม่เห็นเนื้อผัก
อินเดียแท้แบบญี่ปุ่นค่อนข้างเหลวเครื่องเทศสด ไม่มีรูซ์ชามแยกกับข้าวสีเข้ม กลิ่นเครื่องเทศแรง
คานาซาวะข้นมากจนเกือบเป็นเจลรูซ์เข้มเคี่ยวนานจานสเตนเลสกะหล่ำซอย ทงคัตสึราดซอส ช้อนส้อม
ซุปคาเรซัปโปโรใสเหมือนซุปซุปกับเครื่องเทศ ไม่มีแป้งชามลึกน่องไก่กับผักชิ้นใหญ่ ข้าวแยกชาม
สไปซ์คาเรโอซากะเหลวถึงข้นปานกลางเครื่องเทศสดกับความเปรี้ยวจานแบนราดสองอย่างบนจานเดียว ผักดองหลายกอง

ถ้าอ่านคอลัมน์ความข้นจากบนลงล่าง จะเห็นเส้นเรื่องของทั้งบท คือแกงกะหรี่ญี่ปุ่นเริ่มจากข้นแบบเรือรบ แล้วค่อยๆ ปล่อยแป้งทิ้งไปทีละสาย จนสายสุดท้ายแทบไม่มีแป้งเหลือเลย

· · ·

สายกองทัพเรือ โยโกสุกะ

รายละเอียดของสายนี้อยู่ในบทที่ ๒ แล้วทั้งบท สิ่งที่ควรเพิ่มตรงนี้คือมันเป็นสายเดียวที่มีข้อกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรว่าต้องเสิร์ฟอย่างไร

ชุดมาตรฐานคือแกงราดข้าว สลัด และนมหนึ่งแก้ว ทั้งสามอย่างต้องมาพร้อมกัน และรสของมันอิงจากสูตรในตำราครัวกองทัพเรือปี ๑๙๐๘ ซึ่งเป็นสูตรที่เรียบง่ายที่สุดในบรรดาทั้งเจ็ดสาย คือผงกะหรี่ รูซ์ เนื้อสัตว์ และผักสามอย่าง

ในแง่รสชาติ สายนี้คือจุดอ้างอิงกลางที่สายอื่นแตกออกไป ถ้าคุณอยากรู้ว่าแกงกะหรี่ญี่ปุ่นดั้งเดิมเป็นอย่างไรก่อนที่ใครจะเริ่มดัดแปลง นี่คือคำตอบที่ใกล้ที่สุด

kanazawa-currycurry-rice2
ซ้ายคือคานาซาวะคาเรบนจานโลหะพร้อมกะหล่ำซอยและทงคัตสึราดซอส ขวาคือแกงกะหรี่ราดข้าวแบบมาตรฐานที่ใช้เป็นจุดอ้างอิง
· · ·

สายยุโรป

โอฟูคาเร แปลตรงตัวว่าแกงกะหรี่แบบยุโรป และเป็นชื่อที่ทำให้คนเข้าใจผิดมากที่สุดในบรรดาทั้งหมด เพราะมันไม่ใช่แกงกะหรี่ที่คนยุโรปกิน แต่คือแกงกะหรี่ญี่ปุ่นที่ใช้เทคนิคซอสของครัวฝรั่งเศส

หัวใจของสายนี้คือบราวน์ซอส ซึ่งเป็นซอสฐานของครัวฝรั่งเศสที่ทำจากรูซ์เข้ม น้ำสต๊อกจากกระดูกที่อบจนเป็นสีน้ำตาล และผักหอมที่เคี่ยวนาน จากนั้นจึงเอาผงกะหรี่มาผสมเข้าไป

ผลลัพธ์คือซอสที่ข้นเนียนเป็นเงา สีน้ำตาลเข้ม ไม่มีชิ้นผักให้เห็น และมีความลึกแบบซอสฝรั่งเศสมากกว่าความสดแบบเครื่องเทศ

ร้านที่ถือเป็นต้นสายของคำนี้อยู่ที่ย่านจิมโบโจในโตเกียว และเรื่องของร้านนั้นอยู่ในบทที่ ๒๖

· · ·

สายคานาซาวะ

ในบรรดาทั้งเจ็ดสาย สายนี้มีนิยามที่ชัดเจนที่สุด ชัดจนเกือบเป็นข้อบังคับ

กฎ: องค์ประกอบของคานาซาวะคาเร

ทุกข้อนี้ไม่ได้เกิดจากการวางแผน แต่เกิดจากการที่พ่อครัวคนหนึ่งทำแบบนี้ในร้านของตัวเอง แล้วลูกน้องกับรุ่นน้องในครัวเอาสูตรและวิธีเสิร์ฟไปเปิดร้านของตัวเองต่อกันเป็นทอดๆ ทั่วจังหวัดอิชิกาวะ

ต้นทางคือพ่อครัวโยโชคุชื่อ ทานากะ โยชิคาซุ ซึ่งคิดสูตรต้นแบบไว้ตั้งแต่ราวกลางทศวรรษ ๑๙๕๐ ตอนเป็นหัวหน้าครัวในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แล้วออกมาเปิดร้านของตัวเองชื่อโยโชคุทานากะในเมืองคานาซาวะเมื่อปี ๑๙๖๑ ภายในปี ๑๙๖๓ เป็นอย่างช้า รูปแบบการเสิร์ฟบนจานสเตนเลสพร้อมกะหล่ำและทงคัตสึราดซอสก็ลงตัวเป็นสิ่งที่เรารู้จักในวันนี้ ต่อมาทานากะเป็นผู้ก่อตั้งร้านคาเรโนะแชมเปียน ซึ่งเป็นเหตุผลที่คนคานาซาวะเรียกสายนี้ว่าชังคาเรกันติดปาก

สิ่งที่ทำให้สายนี้น่าสนใจในเชิงธุรกิจคือมันแพร่กระจายด้วยกลไกครูกับลูกศิษย์ ไม่ใช่แฟรนไชส์ ทานากะสอนสูตรให้คนในครัว คนเหล่านั้นออกไปเปิดร้านเอง แล้วสอนต่ออีกรุ่น ผลคือคานาซาวะมีร้านแกงกะหรี่ที่รสใกล้เคียงกันหลายสิบร้านโดยไม่มีบริษัทแม่

· · ·

สายซุปคาเร ซัปโปโร

สายนี้ฉีกจากทุกสายอย่างสิ้นเชิง เพราะมันไม่มีแป้ง ซึ่งแปลว่ามันละทิ้งสิ่งที่ทำให้แกงกะหรี่ญี่ปุ่นเป็นแกงกะหรี่ญี่ปุ่นมาตั้งแต่เรือรบสมัยเมจิ

รูปแบบคือซุปใสรสเครื่องเทศเข้มข้นในชามลึก มีน่องไก่ทั้งชิ้นและผักหั่นใหญ่ เช่นมันฝรั่งทั้งลูก แครอทท่อนใหญ่ พริกหวานครึ่งลูก และมะเขือทอด ข้าวเสิร์ฟแยกในชามของตัวเอง วิธีกินคือตักข้าวจุ่มลงในซุป ไม่ใช่ราดซุปลงบนข้าว

ต้นทางคือร้านกาแฟแห่งหนึ่งในซัปโปโรที่เปิดในปี ๑๙๗๑ เจ้าของร้านชื่อ ทัตสึจิริ มุเนะโอะ เป็นคนจังหวัดโทยามะซึ่งเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องพ่อค้ายาเร่มาแต่โบราณ และครอบครัวของเขาทำร้านขายยา

สิ่งที่เขาทำคือเอาความรู้เรื่องอาหารบำรุงร่างกายตามตำรับยาจีนที่ตกทอดในบ้าน มารวมกับอาหารอินเดีย แล้วออกมาเป็นเมนูที่เขาเรียกว่า ยาคุเซ็นคาริ หรือแกงกะหรี่ยาบำรุง ขายวันละยี่สิบที่เท่านั้น

เหตุการณ์จริง: ของสองอย่างในซุปคาเรที่มาทีหลังและกลายเป็นมาตรฐาน

ในตอนเริ่มต้น เมนูนี้มีแค่ซุปกับข้าว ไม่มีเนื้อไม่มีผักเลย เพราะเป็นซุปยาบำรุง ไม่ใช่อาหารจานหลัก

น่องไก่เข้ามาอยู่ในชามเพราะลูกค้าเป็นคนขอ โดยบอกว่าไก่ที่ใช้ต้มเอาน้ำซุปนั้นทิ้งไปน่าเสียดาย ให้เอาใส่มาด้วยเลย จากนั้นแครอทกับพริกหวานชิ้นใหญ่จึงตามมา

ส่วนคำว่า ซุปคาเร ที่เราใช้เรียกกันทุกวันนี้ ไม่ได้มาจากร้านต้นทาง แต่มาจากร้านชื่อมาจิกสไปซ์ ที่เปิดในเขตชิโรอิชิของซัปโปโรเมื่อปี ๑๙๙๓ ซึ่งเป็นคนตั้งชื่อนี้และประกาศตัวเป็นต้นตำรับ ที่น่าสนใจคือรากของมาจิกสไปซ์ไม่ได้มาจากยาคุเซ็นคาริของอาจันตา แต่มาจากซุปไก่อินโดนีเซียที่ชื่อโซโตอายัม ซึ่งแปลว่าสองร้านนี้คิดคนละทางกันตั้งแต่ต้น

นี่คือกรณีคลาสสิกอีกกรณีที่คนคิดกับคนตั้งชื่อเป็นคนละคน เหมือนกับเรื่องคัตสึคาเรในบทที่ ๖

· · ·

สายสไปซ์คาเร โอซากะ

สายที่ใหม่ที่สุดในเล่มนี้ เกิดในโอซากะช่วงทศวรรษ ๒๐๐๐ และยังขยายตัวอยู่จนถึงวันนี้

osaka-shinsekai
ย่านชินเซไก โอซากะ เมืองที่ขนบอาหารถูกท้าทายเร็วที่สุดในญี่ปุ่น

ลักษณะร่วมของสายนี้คือการปฏิเสธขนบเดิมเกือบทุกข้อ ไม่มีรูซ์หรือมีน้อยมาก ใช้เครื่องเทศสดคั่วเอง กลิ่นแหลมและสด มีความเปรี้ยวที่รับรู้ได้ชัดเจนไม่ใช่ซ่อนไว้ และมักเสิร์ฟแกงสองชนิดบนจานเดียวกันโดยราดคนละฝั่งของข้าว ซึ่งเรียกว่าการราดคู่

ข้าวมักผสมขมิ้นหรือเครื่องเทศให้เป็นสีเหลือง และมีผักดองหรือของหมักวางเป็นกองเล็กๆ หลายกองรอบจาน วิธีกินคือคลุกทุกอย่างเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับมารยาทการกินแกงกะหรี่แบบเดิมโดยสิ้นเชิง

ในแง่เทคนิค สายนี้คือการเอาแกงกะหรี่ญี่ปุ่นกลับไปหาอินเดียอีกครั้ง แต่ผ่านสายตาของคนญี่ปุ่นรุ่นที่โตมากับแกงกะหรี่ก้อน จึงไม่ใช่อาหารอินเดียและไม่ใช่แกงกะหรี่ญี่ปุ่นแบบเดิม

"แกงกะหรี่ญี่ปุ่นเกิดจากการที่ญี่ปุ่นรับอาหารอินเดียผ่านอังกฤษ ส่วนสไปซ์คาเรเกิดจากการที่ญี่ปุ่นเดินย้อนกลับไปหาอินเดียโดยตรง หลังจากผ่านไปร้อยห้าสิบปี"
soup-currycurry-rice
ซ้ายคือซุปคาเรของซัปโปโรที่ไม่มีแป้งเลย ขวาคือแกงกะหรี่ราดข้าวแบบมาตรฐาน
own-beef-curry
แกงกะหรี่เนื้อสายยุโรปที่เสิร์ฟในภาชนะโลหะแยกจากข้าว ซอสข้นเนียนเป็นเงาและไม่เห็นชิ้นผัก ซึ่งเป็นลายเซ็นของสายนี้
own-beef-plated
เนื้อตุ๋นราดซอสเข้มจัดจานแบบร้าน ตัวอย่างของสายยุโรปที่ให้ความสำคัญกับซอสมากกว่าตัวเครื่องเทศ
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนความเปรี้ยวที่ไมสารบัญบทถัดไป →เมื่อแกงกะหรี่เจ

บทที่ ๒๔ · ภาค ๕ ตระกูลและร้านในตำนาน

เมื่อแกงกะหรี่เจอแป้ง

กำเนิดคาเรปัง และปัญหาทางฟิสิกส์ของแกงกะหรี่อูด้ง

แกงกะหรี่ญี่ปุ่นถูกออกแบบมาให้อยู่กับข้าว ความข้นของมันเกิดขึ้นเพื่อให้เกาะข้าวได้ตามที่เล่าไว้ในบทที่ ๒ แต่ในประเทศที่กินแป้งสาลีมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดศตวรรษที่ยี่สิบ การที่แกงกะหรี่จะไม่ไปเจอกับขนมปังและเส้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

บทนี้ว่าด้วยสองการพบกันนั้น และทั้งสองครั้งมีปัญหาทางเทคนิคที่ต้องแก้ก่อน

· · ·

คาเรปัง ขนมปังที่เลียนแบบทงคัตสึ

คาเรปัง คือขนมปังไส้แกงกะหรี่ที่ชุบเกล็ดขนมปังแล้วทอด เป็นขนมปังที่ขายดีที่สุดชนิดหนึ่งในญี่ปุ่น มีขายในร้านสะดวกซื้อทุกร้านและร้านเบเกอรี่แทบทุกแห่ง

ต้นกำเนิดที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือร้านขนมปังชื่อ เมย์คาโด ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี ๑๘๗๗ ที่ย่านฟุกางาวะโทกิวะโจ กรุงโตเกียว หลังสงครามร้านย้ายมาอยู่ย่านโมริชิตะ เขตโคโต และเปลี่ยนชื่อเป็น คาโตเรีย ซึ่งยังเปิดขายอยู่จนถึงทุกวันนี้

จุดเริ่มต้นคือแผ่นดินไหวใหญ่คันโตปี ๑๙๒๓ ที่เผาร้านไปทั้งหลัง เจ้าของรุ่นที่สองชื่อ นาคาตะ โทโยจิ จึงต้องคิดสินค้าใหม่ขึ้นมาสู้ เขายื่นจดอนุสิทธิบัตรในชื่อ "ขนมปังโยโชคุ" เมื่อเดือนมกราคม ๑๙๒๗ และได้รับประกาศโฆษณาการจดทะเบียนเลขที่ ๗๘๒๔ ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ซึ่งเป็นเอกสารที่ทำให้เรารู้ปีที่แน่นอนของการกำเนิด

ย่านฟุกางาวะในตอนนั้นเต็มไปด้วยโรงงาน ขนมปังที่ถือกินด้วยมือเดียวได้ อยู่ท้อง และราคาไม่แพง จึงขายดีกับคนงานทันที ชื่อ "คาเรปัง" ที่เราเรียกกันทุกวันนี้เป็นชื่อที่คนกินตั้งให้ทีหลัง ไม่ใช่ชื่อที่ผู้คิดจดทะเบียนไว้

เกร็ดศัพท์: ทำไมต้องชุบเกล็ดขนมปังแล้วทอด ทั้งที่มันคือขนมปังอยู่แล้ว

คำตอบอยู่ในชื่อที่จดทะเบียน คือ "ขนมปังโยโชคุ" ผู้คิดต้องการรวมสองอย่างที่กำลังฮิตที่สุดในยุคนั้นเข้าด้วยกัน นั่นคือแกงกะหรี่กับคัตสึเรตสึ

เขาจึงเอาแป้งขนมปังมาห่อไส้แกงกะหรี่ แล้วปฏิบัติกับมันเหมือนเป็นเนื้อชิ้นหนึ่ง คือชุบเกล็ดขนมปังแล้วทอดน้ำมันท่วม

รูปทรงรีที่เป็นมาตรฐานของคาเรปังจนถึงทุกวันนี้ก็มาจากตรงนั้น เพราะมันคือรูปทรงของชิ้นคัตสึเรตสึ ไม่ใช่รูปทรงของขนมปัง

พูดอีกอย่างคือคาเรปังคือการที่โยโชคุสองอย่างในสามยักษ์ใหญ่มาเจอกัน ก่อนที่คัตสึคาเรจะเกิดขึ้นเสียอีก

ปัญหาทางเทคนิคของคาเรปังมีข้อเดียวแต่แก้ยาก นั่นคือไส้ที่เป็นของเหลวกับการทอดในน้ำมันร้อนไปด้วยกันไม่ได้

เมื่อน้ำมันร้อน 170°C สัมผัสกับแป้ง ความชื้นในไส้จะกลายเป็นไอและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ถ้าไส้เหลวเกินไปหรือปิดขอบไม่สนิท ไอน้ำจะดันจนขนมปังแตกและไส้พุ่งออกมาในน้ำมัน ซึ่งอันตรายมาก

หลักสามข้อของคาเรปังที่ไม่แตก

1 ไส้ต้องข้นกว่าแกงที่ราดข้าวมาก

  • เคี่ยวแกงต่อจนข้นระดับที่ตักแล้วคงรูปบนช้อนได้ ไม่ไหล
  • วิธีที่ง่ายที่สุดคือใช้แกงเหลือจากเมื่อวานซึ่งข้นขึ้นแล้วตามธรรมชาติ แล้วเคี่ยวไล่น้ำเพิ่มอีก
  • หั่นเนื้อและผักในไส้ให้เล็กกว่าปกติ เพราะชิ้นใหญ่จะดันแป้งจนบางและแตก

2 ไส้ต้องเย็นสนิทก่อนห่อ

  • ควรแช่เย็นจนไส้แข็งตัว หรือแช่แข็งเป็นก้อนแล้วห่อทั้งก้อน
  • ไส้เย็นทำให้แป้งไม่แฉะและปิดขอบได้แน่น และทำให้ไส้ยังไม่ร้อนจัดตอนที่เปลือกกำลังสุก

3 ปิดขอบให้สนิทและวางรอยต่อลงล่าง

  • บีบขอบให้แน่น แล้วกลิ้งให้รอยต่ออยู่ด้านล่างตอนพักแป้ง
  • ทอดโดยให้ด้านรอยต่อลงก่อน ความร้อนจะทำให้แป้งเชื่อมกันสนิทก่อนที่แรงดันไอน้ำจะสูงพอ
  • อุณหภูมิน้ำมัน 170–175°C ทอดราว 3–4 นาที ถ้าร้อนเกินเปลือกจะไหม้ก่อนไส้ร้อน
· · ·

แกงกะหรี่อูด้ง กับปัญหาที่แก้ด้วยแป้งมัน

เรื่องเล่าที่แพร่หลายที่สุดของการกำเนิดแกงกะหรี่อูด้งเริ่มที่ร้านโซบะแห่งหนึ่งย่านวาเซดะในโตเกียว ราวปี ๑๙๐๔

บริบทของยุคนั้นคือแกงกะหรี่กำลังฮิตขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่คนเมือง และร้านโซบะเก่าแก่เริ่มเสียลูกค้าให้ร้านอาหารตะวันตกที่เปิดใหม่ ทางออกที่ร้านเลือกไม่ใช่การสู้ แต่คือการดึงสิ่งที่ลูกค้าอยากกินเข้ามาไว้ในร้านของตัวเอง

สิ่งที่พวกเขาทำคือเอาผงกะหรี่มาใส่ในน้ำซุปดาชิของร้าน แล้วราดบนเส้น

วิทยาศาสตร์: ปัญหาทางฟิสิกส์ที่ต้องแก้ก่อน

ดาชิเป็นน้ำใสที่แทบไม่มีไขมัน ส่วนผงกะหรี่เป็นผงที่สารให้กลิ่นละลายในไขมัน เมื่อโรยผงกะหรี่ลงในดาชิเฉยๆ สิ่งที่ได้คือผงลอยเป็นฝ้าอยู่ผิวหน้าและตกตะกอนที่ก้นชาม ไม่กลืนเป็นเนื้อเดียว

ทางแก้ที่ร้านโซบะเลือกคือสิ่งที่พวกเขามีอยู่แล้วในครัว นั่นคือแป้งมันละลายน้ำ ซึ่งเป็นตัวข้นมาตรฐานของครัวญี่ปุ่นมาแต่เดิม ไม่ใช่รูซ์แบบฝรั่งเศส

ความข้นจากแป้งมันทำหน้าที่แขวนอนุภาคเครื่องเทศไว้ในน้ำซุปไม่ให้ตกตะกอน และทำให้ซุปเกาะเส้นได้

นี่คือเหตุผลที่แกงกะหรี่อูด้งมีเนื้อสัมผัสไม่เหมือนแกงกะหรี่ราดข้าวเลย มันข้นแบบใสและลื่น ไม่ใช่ข้นแบบทึบและเนียน เพราะมันข้นด้วยตัวข้นคนละชนิดกันตั้งแต่ต้น

ข้อเสียของความข้นแบบลื่นนี้คือสิ่งที่คนญี่ปุ่นทุกคนรู้ดี นั่นคือมันกระเด็น การซดเส้นอูด้งที่เคลือบซุปกะหรี่ข้นทำให้เกิดหยดกระเด็นใส่เสื้อขาวได้อย่างแม่นยำผิดปกติ จนร้านแกงกะหรี่อูด้งหลายแห่งมีผ้ากันเปื้อนแจกลูกค้า และมีการขายผลิตภัณฑ์กันเปื้อนสำหรับเมนูนี้โดยเฉพาะ

แกงกะหรี่อูด้งจากแกงเหลือ · 2 ชาม

ส่วนผสม

  • แกงกะหรี่เหลือ 200 ก.
  • น้ำดาชิ 400 มล. (คอมบุกับคัตสึโอบูชิ หรือดาชิผงก็ได้)
  • ซีอิ๊วญี่ปุ่น 1 ช้อนโต๊ะ · มิริน 1 ช้อนโต๊ะ
  • เส้นอูด้ง 2 ก้อน
  • ต้นหอมซอย หมูสไลด์หรือเนื้อไก่ ตามชอบ
  • แป้งมันละลายน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ตั้งดาชิให้ร้อน ใส่เนื้อสัตว์ลงลวกให้สุก
  2. ใส่แกงเหลือลงไป คนให้ละลายเข้ากับดาชิจนเนียน
  3. ปรุงด้วยซีอิ๊วกับมิริน ชิมให้เค็มพอดี เพราะดาชิเจือจางความเค็มของแกงลงไปมาก
  4. ค่อยๆ เทแป้งมันละลายน้ำลงไปพร้อมคนตลอด จนได้ความข้นที่เกาะเส้นได้แต่ยังไหลได้
  5. ลวกเส้นอูด้งแยก ใส่ชาม ราดซุปกะหรี่ โรยต้นหอม

จุดที่คนทำพลาดบ่อย

  • ไม่ปรุงรสเพิ่ม แกงที่เค็มพอดีตอนราดข้าวจะจืดทันทีเมื่อเจอดาชิสี่ร้อยมิลลิลิตร
  • ไม่ใส่แป้งมัน ผลคือได้ซุปที่แยกชั้นและเครื่องเทศตกก้นชาม
  • ลวกเส้นในหม้อเดียวกับซุป แป้งจากเส้นจะทำให้ซุปขุ่นและข้นผิดที่
"คาเรปังคือคัตสึเรตสึที่ทำจากขนมปัง ส่วนแกงกะหรี่อูด้งคือแกงกะหรี่ที่ยอมทิ้งรูซ์ ทั้งสองจานเกิดขึ้นเพราะแป้งสาลีเข้ามาแทนที่ข้าว"
curry-pancurry-udon
ซ้ายคือคาเรปัง ขวาคือแกงกะหรี่อูด้ง สองทางที่แกงกะหรี่เดินเข้าสู่โลกของแป้งสาลี
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนแผนที่ตระกูลแกงกสารบัญบทถัดไป →แกงกะหรี่ประจำจั

บทที่ ๒๕ · ภาค ๕ ตระกูลและร้านในตำนาน

แกงกะหรี่ประจำจังหวัด

อุตสาหกรรมของฝากที่กลายเป็นห้องทดลองรสชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ถ้าคุณเดินเข้าไปในร้านขายของฝากที่สถานีรถไฟจังหวัดไหนก็ได้ในญี่ปุ่น จะมีชั้นวางหนึ่งชั้นที่หน้าตาเหมือนกันทุกจังหวัด นั่นคือชั้นแกงกะหรี่ซอง

สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือข้างในซอง จังหวะที่คุณอ่านฉลากจะพบว่ามันคือแกงกะหรี่ที่ใส่ของขึ้นชื่อประจำจังหวัดนั้น ปูของฮอกไกโด เนื้อวัวของโกเบ หอยนางรมของฮิโรชิมะ หมูดำของคาโงชิมะ

ปรากฏการณ์นี้ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า โกโตจิเรโตรุโตะคาเร แปลว่าแกงกะหรี่ซองประจำถิ่น และมันคือสิ่งที่ทำให้แกงกะหรี่กลายเป็นห้องทดลองรสชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อาหารญี่ปุ่น

· · ·

ทำไมต้องเป็นแกงกะหรี่ ไม่ใช่อาหารอย่างอื่น

คำตอบเป็นเรื่องเทคนิคล้วนๆ และมันบอกอะไรเกี่ยวกับตัวอาหารจานนี้เยอะมาก

เงื่อนไขของสินค้าของฝากทำไมแกงกะหรี่ผ่านทุกข้อ
ต้องเก็บได้นานโดยไม่แช่เย็นเทคโนโลยีซองทนความร้อนมีมาตั้งแต่ ๑๙๖๘ และเข้ากับซอสข้นได้ดีกว่าอาหารแห้ง
ต้องรับวัตถุดิบท้องถิ่นได้หลากหลายซอสเครื่องเทศรองรับได้ทั้งเนื้อ ปลา หอย ผัก และแม้แต่ผลไม้
ต้องกินง่ายไม่ต้องมีทักษะอุ่นแล้วราดข้าว จบ
ต้องมีเรื่องเล่าทุกจังหวัดมีของขึ้นชื่อ และของขึ้นชื่อนั้นกลายเป็นชื่อสินค้าได้ทันที
ราคาต้องอยู่ในช่วงของฝากต้นทุนวัตถุดิบต่อซองต่ำพอที่จะขายในช่วงราคาที่คนซื้อกลับบ้านได้หลายซอง

ผลของมันคือทุกวันนี้ในญี่ปุ่นมีแกงกะหรี่ซองที่ต่างสูตรกันในระดับหลายพันรายการ และมีคนที่สะสมมันเป็นงานอดิเรกจริงจังพร้อมทำฐานข้อมูลรีวิว

"ไม่มีอาหารจานไหนในโลกที่ถูกดัดแปลงเป็นเวอร์ชันท้องถิ่นมากเท่าแกงกะหรี่ญี่ปุ่น และเหตุผลไม่ใช่ความอร่อย แต่คือความยืดหยุ่นของซอสข้นที่รับได้ทุกอย่าง"
miso-curry-ramen
ราเมนมิโสะแกงกะหรี่นมของอาโอโมริ เมนูที่ฟังดูเหมือนเรียงคำมั่วแต่เป็นของประจำเมืองจริง
· · ·

หกตัวอย่างที่ควรรู้จัก

๑ ราเมนมิโสะแกงกะหรี่นม · อาโอโมริ

ชื่อเมนูอ่านแล้วเหมือนเรียงคำมั่ว แต่นี่คือเมนูจริงที่เป็นของขึ้นชื่อของเมืองอาโอโมริมาหลายสิบปี

มันคือราเมนน้ำซุปมิโสะที่ใส่ผงกะหรี่และนมสดลงไป ผลที่ได้คือซุปสีน้ำตาลอ่อนที่มีทั้งความเค็มหมักของมิโสะ ความหอมของเครื่องเทศ และความนวลของนมซึ่งเชื่อมสองอย่างแรกเข้าหากัน

ในทางเทคนิคมันสมเหตุสมผลมาก เพราะมิโสะกับผงกะหรี่ต่างก็มีความเค็มและความเข้มที่ชนกันเอง ส่วนนมทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ลดความแหลมของทั้งคู่ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่อธิบายไว้ในบทที่ ๑๗

๒ ราเมนแกงกะหรี่ · มุโรรัน ฮอกไกโด

เมืองมุโรรันในฮอกไกโดยกราเมนน้ำซุปแกงกะหรี่เป็นของประจำเมือง โดยเป็นซุปกะหรี่ข้นที่ใส่เส้นราเมนเหลืองแทนที่จะใส่อูด้ง

ความต่างจากแกงกะหรี่อูด้งไม่ใช่แค่เส้น แต่คือฐานซุป เพราะราเมนใช้ซุปกระดูกซึ่งมีไขมันสูง ทำให้เครื่องเทศละลายได้ดีกว่าดาชิใสของร้านโซบะ ซุปจึงไม่ต้องพึ่งแป้งมันมากเท่า

๓ เมืองแกงกะหรี่อีกเมืองหนึ่ง · คุเระ ฮิโรชิมะ

โยโกสุกะไม่ใช่ฐานทัพเรือแห่งเดียวที่ชูแกงกะหรี่เป็นของประจำเมือง เมืองคุเระในจังหวัดฮิโรชิมะซึ่งเป็นฐานทัพเรือสำคัญมาตั้งแต่ยุคจักรวรรดิก็ทำเช่นเดียวกัน

สิ่งที่คุเระใช้เป็นจุดขายคือสูตรของเรือแต่ละลำ โดยนำสูตรจากครัวเรือรบจริงมาให้ร้านในเมืองทำขาย และมีการรับรองว่าร้านไหนทำสูตรของเรือลำใด

ผลคือคนที่ไปเมืองคุเระสามารถไล่กินแกงกะหรี่ของเรือหลายลำในทริปเดียว ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวเชิงอาหารที่ออกแบบมาอย่างฉลาดจากทรัพยากรที่เมืองมีอยู่แล้ว

๔ จังหวัดที่กินแกงกะหรี่มากที่สุด · ทตโตริ

จังหวัดทตโตริซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุดในญี่ปุ่น ติดอันดับต้นของการสำรวจค่าใช้จ่ายครัวเรือนในหมวดแกงกะหรี่มาต่อเนื่องหลายปี

เรื่องบังเอิญที่น่าสนใจคือทตโตริยังเป็นแหล่งผลิตรัคเคียวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งเป็นผักดองที่กินคู่กับแกงกะหรี่ตามที่เล่าไว้ในบทที่ ๑๘

จังหวัดใช้ทั้งสองข้อนี้ทำการตลาดร่วมกัน และมีเมนูแกงกะหรี่ที่ใส่ของท้องถิ่นอย่างเนื้อวัวพันธุ์ทตโตริและปูหิมะ

๕ ย่านที่มีร้านแกงกะหรี่หนาแน่นที่สุด · จิมโบโจ โตเกียว

ย่านจิมโบโจในโตเกียวเป็นย่านร้านหนังสือเก่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และในย่านเดียวกันนั้นมีร้านแกงกะหรี่อยู่หนาแน่นผิดปกติ

คำอธิบายที่คนในย่านให้ไว้มีสองข้อ ข้อแรกคือย่านนี้มีมหาวิทยาลัยหลายแห่ง จึงมีนักศึกษาที่ต้องการอาหารอิ่มราคาไม่แพงและกินเร็ว ข้อที่สองซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่คนชอบเล่าคือแกงกะหรี่กินด้วยช้อนมือเดียว อีกมือถือหนังสือได้

ย่านนี้จัดการแข่งขันแกงกะหรี่ประจำปีที่ให้ประชาชนโหวต และร้านที่ชนะครั้งแรกคือร้านต้นตำรับของสายยุโรปซึ่งจะเล่าถึงในบทถัดไป

๖ แกงกะหรี่มิโสะและแกงกะหรี่หอยเชลล์

สองแนวนี้ไม่ได้ผูกกับเมืองใดเมืองหนึ่งชัดเจน แต่พบได้ทั่วไปในสินค้าของฝาก

แกงกะหรี่มิโสะ ใช้มิโสะแทนหรือเสริมซีอิ๊วในการปรุงรส ให้ผลลัพธ์ที่เค็มลึกและมีกลิ่นหมักชัด เข้ากับหมูเป็นพิเศษ ในเขตชูบุที่ใช้มิโสะแดงเป็นหลักจะได้แกงที่สีเข้มและรสหนักกว่าที่อื่น

แกงกะหรี่หอยเชลล์ เป็นตัวแทนของกลุ่มแกงกะหรี่อาหารทะเลซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำยากที่สุด เพราะอาหารทะเลสุกเร็วและเสียรสเมื่อเคี่ยวนาน สูตรที่ดีจึงทำซอสให้เสร็จก่อนแล้วจึงใส่หอยลงไปในนาทีสุดท้าย ไม่ใช่เคี่ยวรวมตั้งแต่ต้น

· · ·

บทเรียนสำหรับคนทำร้านในไทย

สิ่งที่ควรเก็บจากบทนี้ไม่ใช่รายชื่อเมนูแปลกๆ แต่คือหลักการที่อยู่ข้างใต้

แกงกะหรี่ญี่ปุ่นเป็นซอสที่ยอมรับวัตถุดิบท้องถิ่นได้เกือบทุกอย่างโดยไม่เสียเอกลักษณ์ของตัวเอง ตราบใดที่โครงสามเสาคือเครื่องเทศ ความหวานฐาน และอูมามิยังอยู่ครบ

แปลว่าถ้าคุณทำร้านในไทย คุณไม่จำเป็นต้องนำเข้าทุกอย่างจากญี่ปุ่นเพื่อให้ได้แกงกะหรี่ที่ถูกต้อง สิ่งที่ต้องนำเข้าคือโครงสร้าง ส่วนวัตถุดิบที่มาเติมในโครงนั้นเป็นของท้องถิ่นได้ และควรเป็นด้วยซ้ำ

เนื้อหมูไทย หอยแมลงภู่ ปูม้า เนื้อโคขุน สับปะรด มะม่วงดิบ มะขาม และมะแขว่นตามที่เล่าไว้ในบทที่ ๑๔ ล้วนเป็นวัตถุดิบที่ญี่ปุ่นไม่มีหรือมีในราคาที่สูงกว่ามาก และนั่นคือจุดที่ร้านในไทยแข่งได้โดยไม่ต้องเลียนแบบใคร

หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนเมื่อแกงกะหรี่เจสารบัญบทถัดไป →สิบร้านในตำนาน

บทที่ ๒๖ · ภาค ๕ ตระกูลและร้านในตำนาน

สิบร้านในตำนาน

จากนักปฏิวัติอินเดียที่หนีตายมาญี่ปุ่น ถึงเด็กกำพร้าที่สร้างเชนแกงกะหรี่ใหญ่ที่สุดในโลก

ร้านอาหารที่อยู่ได้เกินห้าสิบปีไม่ได้อยู่ได้เพราะรสชาติอย่างเดียว มันอยู่ได้เพราะมีบางอย่างที่คนอื่นทำตามไม่ได้ บางร้านคือสูตร บางร้านคือเรื่องราว บางร้านคือกฎเหล็กที่เจ้าของไม่ยอมยืดหยุ่นแม้จะเสียเงินก็ตาม

สิบร้านในบทนี้คัดจากทั่วประเทศ ตั้งแต่ฮอกไกโดถึงคันไซ ทุกร้านยังเปิดอยู่ในวันที่เขียนต้นฉบับนี้ และทุกร้านมีเอกสารหรือคำบอกเล่าที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่ใช่ตำนานปากต่อปากล้วนๆ

ท้ายการ์ดของแต่ละร้านผมใส่บรรทัดหนึ่งไว้ ชื่อว่าสิ่งที่เอาไปใช้ได้ เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อให้คุณไปกิน แต่เขียนขึ้นเพื่อให้คุณทำได้

· · ·
ร้านที่ ๑ · โตเกียว
โทมาโตะ
โอกิคุโบ เขตซุงินามิ โตเกียว · เปิด ๑๙๘๒ · ยังเปิดอยู่

ถ้ามีร้านแกงกะหรี่ร้านเดียวในญี่ปุ่นที่ถูกเรียกว่า "ที่สุด" บ่อยที่สุด ร้านนั้นคือโทมาโตะ และสิ่งที่ทำให้มันเป็นตำนานไม่ใช่แค่รสชาติ แต่คือระดับความบ้าคลั่งของกระบวนการ

เจ้าของร้านชื่อ โอมิโนะ คิโยชิ เป็นคนซุงินามิโดยกำเนิด เข้าสู่วงการอาหารตั้งแต่ปลายทศวรรษ ๑๙๖๐ ผ่านโรงเรียนสอนทำอาหารหนึ่งปี แล้วไปฝึกงานที่ร้านอาหารระดับสูงในย่านอูเมดะ โอซากะ

ที่โอซากะนั่นเองที่เขาเจอสิ่งที่จะกำหนดชีวิตทั้งชีวิต คือครูสอนทำอาหารคนหนึ่งในร้านทำแกงกะหรี่ให้กินเดือนละครั้ง และรสของแกงหม้อนั้นตามหลอกหลอนเขาไปตลอด สูตรของโทมาโตะทุกวันนี้ยังสืบทอดจากแกงหม้อนั้นโดยตรง ทั้งการใช้หัวหอมผัดจนเปลี่ยนสีและรูซ์ที่ทำจากน้ำสต๊อกใส

หลังจากนั้นเขากลับโตเกียวไปทำงานในครัวของร้านชั้นนำแห่งหนึ่งในกินซ่าในตำแหน่งดูแลซอส ซึ่งเป็นตำแหน่งที่หนักที่สุดในครัวฝรั่งเศส และเปิดร้านของตัวเองที่โอกิคุโบในปี ๑๙๘๒

ตัวเลขที่ร้านเปิดเผยเองคือแกงหนึ่งหม้อใช้เครื่องเทศ 36 ชนิด ใช้น้ำสต๊อกสามชนิดรวมกันคือคอนซอมเม่เนื้อ ฟงเดอโว และสต๊อกไก่ ใช้เวลาทั้งกระบวนการรวมกันประมาณ 140 ชั่วโมง และรูซ์ต้องบ่มไว้หนึ่งสัปดาห์ก่อนใช้

ราคาของแกงเนื้อในร้านนี้สูงกว่าแกงกะหรี่ทั่วไปหลายเท่า และยังมีคนต่อคิวตั้งแต่ก่อนร้านเปิดสองชั่วโมง โดยที่ของหมดก่อนเวลาปิดเป็นเรื่องปกติ ในปี ๒๐๒๕ บริษัทผู้ผลิตแกงกะหรี่รายใหญ่ของญี่ปุ่นออกสินค้าซองที่ควบคุมสูตรโดยร้านนี้ ซึ่งเป็นการยอมรับสถานะของร้านในระดับอุตสาหกรรม

กฎที่ร้านยึดและทำให้หลายคนไม่พอใจคือไม่รับจอง เหตุผลที่เจ้าของให้ไว้ตรงไปตรงมามาก คือถ้ามีโต๊ะที่ถูกจองไว้ว่างอยู่ ลูกค้าที่มายืนต่อคิวหน้าร้านจะเข้าไม่ได้ทั้งที่มีที่ว่าง ซึ่งเขาถือว่าไม่ยุติธรรม

สิ่งที่เอาไปใช้ได้ · เวลา 140 ชั่วโมงไม่ได้แปลว่ายืนเฝ้าหม้อ 140 ชั่วโมง แต่คือการซอยกระบวนการเป็นชิ้นๆ ที่ทำล่วงหน้าและเก็บได้ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับระบบห้าสเตปในภาค ๖ ของเล่มนี้
ร้านที่ ๒ · โตเกียว
บอนดี
จิมโบโจ เขตชิโยดะ โตเกียว · เปิด ๑๙๗๓ · ยังเปิดอยู่ มีสาขาในเขตปริมณฑล

ถ้าโทมาโตะคือร้านที่สุดของสายยุโรป บอนดีคือร้านที่สร้างสายยุโรปขึ้นมา

ผู้ก่อตั้งชื่อ มุราตะ โคอิจิ เดิมทำงานอยู่ร้านแกงกะหรี่ชื่ออินดิรา แล้วแยกออกมาเปิดร้านของตัวเองที่จิมโบโจในปี ๑๙๗๓

จุดเปลี่ยนของเขาคือการเดินทางไปฝรั่งเศสและเข้าไปทำงานในร้านอาหารที่นั่น สิ่งที่เขาหลงใหลไม่ใช่อาหารฝรั่งเศสโดยรวม แต่คือความลึกของซอส โดยเฉพาะบราวน์ซอสซึ่งเป็นซอสฐานที่ครัวฝรั่งเศสใช้เวลาหลายวันทำ

เมื่อกลับญี่ปุ่น เขาเอาบราวน์ซอสนั้นมาเป็นฐานของแกงกะหรี่แทนที่จะใช้รูซ์กับผงกะหรี่ตรงๆ ผลที่ได้คือแกงที่มีความลึกแบบซอสฝรั่งเศสและมีกลิ่นเครื่องเทศวางอยู่ข้างบน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ไม่เคยมีมาก่อน และคำว่าโอฟูคาเรหรือแกงกะหรี่แบบยุโรปก็ถือกำเนิดจากตรงนั้น

ธรรมเนียมของร้านที่ทุกคนจำได้คือมันฝรั่งต้มร้อนๆ พร้อมเนยที่เสิร์ฟมาก่อนแกงเสมอ ไม่ใช่ของแถม แต่เป็นส่วนหนึ่งของเซต ทำหน้าที่เหมือนขนมปังในมื้ออาหารฝรั่งเศส คือรองท้องและปรับลิ้นก่อนของหลักมาถึง

บอนดีเป็นแชมป์คนแรกของการแข่งขันแกงกะหรี่ประจำย่านคันดะ และปัจจุบันบริหารโดยเจ้าของรุ่นที่สองซึ่งขยายสาขาในเขตปริมณฑลโตเกียวไว้หลายแห่ง

own-bondy
แกงกะหรี่ของบอนดีที่เสิร์ฟจริง ซอสข้นเนียนเป็นเงาและไม่เห็นชิ้นผักเลย ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการใช้บราวน์ซอสเป็นฐานแทนรูซ์กับผงกะหรี่
สิ่งที่เอาไปใช้ได้ · การเปลี่ยนฐานของแกงจากรูซ์เป็นซอสอีกชนิดหนึ่ง สร้างตระกูลใหม่ได้ทั้งตระกูล ในขณะที่การเปลี่ยนแค่เครื่องเทศสร้างได้แค่รสใหม่
ร้านที่ ๓ · โตเกียว
ชินจูกุ นาคามูระยะ
ชินจูกุ โตเกียว · ร้านเปิด ๑๙๐๑ · เริ่มขายแกงกะหรี่ ๑๙๒๗ · ยังเปิดอยู่

นี่คือร้านเดียวในบทนี้ที่เรื่องราวเบื้องหลังเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องอาหาร

ในปี ๑๙๑๕ นักปฏิวัติชาวอินเดียคนหนึ่งชื่อ ราส บิฮารี โบส เดินทางหนีการไล่ล่าของรัฐบาลอังกฤษออกจากกัลกัตตา และขึ้นฝั่งที่ท่าเรือโกเบ เขาเป็นแกนนำขบวนการเรียกร้องเอกราชอินเดีย และอังกฤษต้องการตัวเขาอย่างยิ่ง

เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมจะส่งตัวเขากลับตามคำร้องขอของอังกฤษ คนที่ยื่นมือเข้าช่วยคือสามีภรรยาโซมะ เจ้าของร้านขนมปังนาคามูระยะในชินจูกุ ทั้งคู่ซ่อนโบสไว้ในบ้านเป็นเวลาสามเดือนครึ่งโดยเสี่ยงชีวิตตัวเอง

ระหว่างที่หลบซ่อนอยู่นั้น โบสทำแกงกะหรี่แบบอินเดียแท้ให้ครอบครัวโซมะกิน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ต่อมาในปี ๑๙๑๘ เขาแต่งงานกับ โซมะ โทชิโกะ ลูกสาวของทั้งคู่ และใช้ชีวิตที่เหลือในญี่ปุ่นจนเสียชีวิตในปี ๑๙๔๕

วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๑๙๒๗ เมื่อนาคามูระยะเปิดห้องอาหาร เมนูที่เปิดตัวคือ จุนอินโดชิกิคาริ แปลว่าแกงกะหรี่แบบอินเดียแท้ ซึ่งต่างจากแกงกะหรี่ญี่ปุ่นทุกร้านในยุคนั้นตรงที่ไม่ใช้แป้งสาลีทำให้ข้น ใช้ไก่ติดกระดูก และใช้เครื่องเทศจริงตามวิธีอินเดีย

ราคาของมันคือ 80 เซน ในขณะที่แกงกะหรี่ตามร้านโยโชคุทั่วไปอยู่ที่ราว 10–12 เซน คือแพงกว่าเกือบเจ็ดเท่า และมีบันทึกว่ามันขายดีมาก

สิ่งที่เอาไปใช้ได้ · เมนูที่แพงกว่าตลาดเจ็ดเท่าขายได้ ถ้ามันมาพร้อมเรื่องราวที่จริงและตรวจสอบได้ ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อขาย
ร้านที่ ๔ · โตเกียว
ไนล์เรสโตรองต์
ฮิกาชิกินซ่า โตเกียว · เปิด ๑๙๔๙ · ยังเปิดอยู่ บริหารโดยทายาทรุ่นที่สาม

ร้านอาหารอินเดียที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นอีกร้านที่เจ้าของมาจากขบวนการเอกราชอินเดีย

ผู้ก่อตั้งคือ เอ. เอ็ม. ไนล์ ชาวอินเดียที่เดินทางมาญี่ปุ่นตั้งแต่ก่อนสงคราม และมีบทบาทในกิจกรรมเรียกร้องเอกราชในเอเชียตะวันออก หลังสงครามเขาเปิดร้านอาหารอินเดียที่กินซ่าในปี ๑๙๔๙ ซึ่งเป็นช่วงที่โตเกียวยังอยู่ในสภาพหลังสงครามและวัตถุดิบยังขาดแคลน

เมนูที่ทำให้ร้านเป็นตำนานคือ มูรุกีรันจิ ซึ่งเป็นจานเดียวที่มีน่องไก่ตุ๋นจนเนื้อหลุดกระดูก มันบด กะหล่ำปลี และข้าวขมิ้น

ธรรมเนียมที่ร้านนี้เป็นที่จดจำที่สุดคือ พนักงานจะมาที่โต๊ะแล้วคลุกอาหารให้ลูกค้าพร้อมแยกเนื้อไก่ออกจากกระดูกให้เสร็จก่อนเริ่มกิน เพราะร้านถือว่านี่คือวิธีกินที่ถูกต้องของจานนี้ และไม่ยอมให้ลูกค้ากินผิดวิธี

สิ่งที่เอาไปใช้ได้ · การกำหนดวิธีกินให้ลูกค้าเป็นการสร้างพิธีกรรม และพิธีกรรมคือสิ่งที่คนจดจำและเล่าต่อได้ง่ายกว่ารสชาติ
ร้านที่ ๕ · โอซากะ
จิยูเก็น
นัมบะ โอซากะ · เปิด ๑๙๑๐ · ยังเปิดอยู่

ร้านอาหารตะวันตกร้านแรกของโอซากะ และเป็นเจ้าของเมนูแกงกะหรี่ที่หน้าตาแปลกที่สุดในเล่มนี้

เมนูที่เรียกว่า เมบุตสึคาเร หรือแกงกะหรี่ขึ้นชื่อ ไม่ได้ราดแกงบนข้าว แต่คลุกข้าวกับแกงมาให้เรียบร้อยแล้ว แล้ววางไข่ดิบทั้งฟองไว้ตรงกลาง ผู้กินต้องตีไข่คลุกเข้าไปเองแล้วเติมซอสอุสเตอร์ตามชอบ

คำอธิบายที่ร้านให้ไว้เรื่องที่มาของรูปแบบนี้เป็นเรื่องของยุคสมัยล้วนๆ ในปี ๑๙๑๐ ยังไม่มีหม้ออุ่นข้าวและไม่มีตู้อุ่น การเสิร์ฟข้าวสวยแยกทำให้ข้าวเย็นเร็ว ร้านจึงคลุกข้าวกับแกงร้อนไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ทั้งจานยังร้อนตอนถึงมือลูกค้า ส่วนไข่ดิบทำหน้าที่เพิ่มความนวลและลดความเผ็ด

สิ่งที่ทำให้ร้านนี้เป็นตำนานทางวรรณกรรมด้วยคือนักเขียนชื่อ โอดะ ซากุโนสุเกะ ซึ่งเป็นลูกค้าประจำและเขียนถึงแกงกะหรี่ใส่ไข่ของร้านนี้ไว้ในนิยายเรื่องดังของเขา จนกลายเป็นภาพจำของโอซากะยุคนั้น

มีวลีที่เกิดขึ้นจากการมาเยือนของโอดะและร้านยังใช้อยู่จนทุกวันนี้ ความหมายคือ เสือตายทิ้งลาย ส่วนโอดะซากุตายทิ้งแกงกะหรี่ไว้

สิ่งที่เอาไปใช้ได้ · ข้อจำกัดทางเทคนิคในวันที่เปิดร้าน สามารถกลายเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่ได้ร้อยปี ถ้าคุณไม่รีบแก้มันทิ้งเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน
ร้านที่ ๖ · โอซากะ
อินเดียนคาเร
คิตะ โอซากะ · เปิด ๑๙๔๗ · ยังเปิดอยู่ มีหลายสาขาในคันไซ

ร้านที่มีเมนูหลักเมนูเดียวมาเจ็ดสิบกว่าปี และมีรสชาติที่คนโอซากะบรรยายตรงกันด้วยคำสองคำคือหวานแล้วเผ็ด

สิ่งที่เกิดขึ้นในปากเป็นลำดับที่ชัดเจนมาก คำแรกที่เข้าปากคือความหวานจากผลไม้และผัก นุ่มและกลม ไม่มีวี่แววของความเผ็ด จากนั้นราวสองถึงสามวินาทีต่อมา ความเผ็ดจะไต่ขึ้นมาจากด้านหลังและอยู่ยาว

ผู้ก่อตั้งเปิดร้านในปี ๑๙๔๗ ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามที่ญี่ปุ่นยังขาดแคลนทุกอย่าง ความตั้งใจที่เล่าต่อกันมาคือเขาอยากทำร้านที่เสิร์ฟของอร่อยและให้พลังในยุคที่คนไม่มีอะไรจะกิน และเขาสนใจอาหารมากถึงขั้นเชิญครูชาวอินเดียมาสอนทำแกง

รูปแบบการเสิร์ฟของร้านคือเสิร์ฟเร็วมากในระดับที่ลูกค้านั่งลงแล้วจานมาถึงภายในไม่กี่สิบวินาที มีกะหล่ำปลีดองวางมาบนแกง และลูกค้าส่วนใหญ่กินเสร็จภายในสิบนาที เป็นร้านที่ออกแบบมาเพื่อคนทำงานในย่านธุรกิจอย่างสมบูรณ์

สิ่งที่เอาไปใช้ได้ · การไล่ลำดับรสให้มาทีละอย่างแทนที่จะมาพร้อมกัน ทำให้จานเดียวรู้สึกเหมือนมีหลายจาน ซึ่งเป็นเรื่องที่อธิบายไว้ในภาค ๔
ร้านที่ ๗ · คานาซาวะ
คาเรโนะแชมเปียน
โนโนอิจิ จังหวัดอิชิกาวะ · ต้นทาง ๑๙๖๑ · ยังเปิดอยู่ มีสาขาทั่วประเทศ

ร้านที่ให้กำเนิดตระกูลขึ้นมาทั้งตระกูลตามที่เล่าไว้ในบทที่ ๒๓

ทานากะ โยชิคาซุ เป็นพ่อครัวโยโชคุที่คิดสูตรต้นแบบไว้ตั้งแต่ราวปี ๑๙๕๕ และในปี ๑๙๕๖ ได้เป็นหัวหน้าครัวคนแรกของร้านอาหารแห่งหนึ่งในคานาซาวะ จากนั้นในปี ๑๙๖๑ จึงออกมาเปิดร้านของตัวเองชื่อโยโชคุทานากะ

ในช่วงต้นเขายังเสิร์ฟแกงกะหรี่แบบธรรมดา แต่ภายในไม่กี่ปีรูปแบบที่กลายเป็นมาตรฐานของคานาซาวะก็ลงตัว คือซอสข้นสีเข้มบนจานสเตนเลส มีกะหล่ำปลีซอย มีทงคัตสึราดซอส และกินด้วยส้อม

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากร้านอื่นในบทนี้คือเขาไม่หวงสูตร เขาสอนสูตรให้เพื่อนร่วมครัวและลูกน้องในร้านที่เขาเป็นหัวหน้าครัว คนเหล่านั้นออกไปเปิดร้านของตัวเองแล้วสอนต่ออีกรุ่น

ผลคือจังหวัดอิชิกาวะมีร้านแกงกะหรี่สไตล์เดียวกันหลายสิบร้านที่ไม่ได้เป็นแฟรนไชส์กัน และเมื่อรวมกันมากพอ มันก็กลายเป็นชื่อประจำถิ่นว่าคานาซาวะคาเร ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ทุกร้านได้ประโยชน์ร่วมกัน

สิ่งที่เอาไปใช้ได้ · การปล่อยสูตรออกไปสร้างหมวดหมู่ใหม่ทั้งหมวด และคนที่เป็นต้นทางของหมวดหมู่ได้ประโยชน์มากกว่าคนที่หวงสูตรไว้คนเดียว
ร้านที่ ๘ · ซัปโปโร
อาจันตา
ซัปโปโร ฮอกไกโด · เปิด ๑๙๗๑ · ยังเปิดอยู่

ร้านที่ให้กำเนิดซุปคาเร ทั้งที่ตอนเริ่มต้นไม่ได้ตั้งใจจะทำแกงกะหรี่ด้วยซ้ำ

เจ้าของร้านชื่อ ทัตสึจิริ มุเนะโอะ เกิดที่จังหวัดโทยามะซึ่งเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องพ่อค้ายาเร่มาหลายร้อยปี ครอบครัวของเขาทำร้านขายยา และเขาย้ายมาอยู่ซัปโปโรตั้งแต่เด็ก

ร้านที่เขาเปิดในปี ๑๙๗๑ เป็นร้านกาแฟ ไม่ใช่ร้านแกงกะหรี่ สิ่งที่เขาคิดขึ้นในราวปี ๑๙๗๕ คือการเอาความรู้เรื่องอาหารบำรุงร่างกายตามตำรับยาจีนที่ตกทอดในครอบครัว มาผสมกับอาหารอินเดีย ออกมาเป็นซุปเครื่องเทศที่เขาเรียกว่าแกงกะหรี่ยาบำรุง

เขาขายวันละยี่สิบที่เท่านั้น และมันดังขึ้นมาจากปากต่อปาก

รายละเอียดที่น่าสนใจที่สุดคือของสองอย่างที่กลายเป็นภาพจำของซุปคาเรทุกวันนี้ ไม่ได้อยู่ในสูตรดั้งเดิม ตอนแรกมีแค่ซุปกับข้าว ไม่มีเนื้อไม่มีผัก จนกระทั่งลูกค้าคนหนึ่งบอกว่าไก่ที่ใช้ต้มเอาน้ำซุปนั้นทิ้งไปน่าเสียดาย ให้ใส่มาด้วยเลย น่องไก่จึงเข้ามาอยู่ในชามตั้งแต่ปี ๑๙๗๕ แล้วแครอทกับพริกหวานชิ้นใหญ่จึงตามมาทีหลัง

สิ่งที่เอาไปใช้ได้ · เมนูที่ดีที่สุดหลายเมนูเกิดจากคำขอของลูกค้า ไม่ใช่จากห้องประชุม หน้าที่ของเจ้าของร้านคือฟังให้ออกว่าคำขอไหนคือไอเดีย
ร้านที่ ๙ · โอบิฮิโระ
คาเรโชปปุ อินเดียน
โอบิฮิโระ ฮอกไกโด · เปิด ๑๙๖๘ · ยังเปิดอยู่ มีหลายสาขาในเขตโทคาจิ

ร้านนี้ไม่ได้อยู่ในบทนี้เพราะสูตรหรือเทคนิค แต่อยู่เพราะมันคือกรณีศึกษาของคำว่าอาหารประจำเมืองที่สมบูรณ์แบบที่สุดในญี่ปุ่น

เปิดในปี ๑๙๖๘ ในเมืองโอบิฮิโระซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของเขตเกษตรกรรมโทคาจิ ผู้ก่อตั้งเดินทางไปชิมแกงกะหรี่ทั่วประเทศก่อนจะกลับมาสร้างสูตรของตัวเอง ชื่อร้านตั้งง่ายๆ ตามภาพจำว่าแกงกะหรี่ต้องมาจากอินเดีย และในร้านติดโปสเตอร์นักแสดงหนังฝรั่งเพราะเจ้าของชอบดูหนัง

สิ่งที่ทำให้ร้านนี้ต่างจากร้านอื่นคือระดับความผูกพันของคนท้องถิ่น ยอดขายของเมนูหลักอยู่ในระดับหลายล้านที่ต่อปีจากร้านเพียงไม่กี่สาขาในเมืองเดียว และธรรมเนียมที่คนโอบิฮิโระทำกันจนเป็นเรื่องปกติคือหิ้วหม้อของตัวเองไปซื้อ เพื่อเอากลับไปกินที่บ้าน

คนโอบิฮิโระที่ย้ายไปอยู่ที่อื่นพูดถึงร้านนี้ในแบบเดียวกับที่คนพูดถึงอาหารที่แม่ทำ ซึ่งเป็นสถานะที่ร้านอาหารซื้อด้วยเงินไม่ได้

สิ่งที่เอาไปใช้ได้ · การอนุญาตให้ลูกค้าเอาภาชนะของตัวเองมาซื้อกลับ ทำให้ร้านกลายเป็นส่วนหนึ่งของครัวที่บ้านลูกค้า ไม่ใช่แค่ทางเลือกในการกินข้าวนอกบ้าน
ร้านที่ ๑๐ · ไอจิ
โคโค่อิจิบันยะ
คิโยสุ จังหวัดไอจิ · เปิด ๑๙๗๘ · เชนแกงกะหรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ร้านสุดท้ายในบทนี้ไม่ใช่ร้านเล็กที่มีเจ้าของยืนอยู่ในครัว แต่เป็นเชนที่มีสาขากว่าพันสี่ร้อยแห่งทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

ผู้ก่อตั้งชื่อ มุเนะทสึกุ โทคุจิ เกิดปี ๑๙๔๘ และเติบโตมาในความยากจนอย่างรุนแรง เรื่องราวชีวิตวัยเด็กของเขาถูกเล่าซ้ำในญี่ปุ่นในฐานะเรื่องเล่าของคนที่เริ่มจากศูนย์จริงๆ

ในปี ๑๙๗๔ เขากับภรรยาเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ชื่อบัคคัสในเมืองนิชิบิวาจิมะ จังหวัดไอจิ และเมนูแกงกะหรี่ที่ทำขายในร้านกาแฟนั้นได้รับความนิยมมากกว่าเมนูอื่นทั้งหมด

สี่ปีต่อมาในปี ๑๙๗๘ เขาจึงเปิดร้านที่ขายแกงกะหรี่อย่างเดียว ตอนนั้นเขาอายุสามสิบ

สิ่งที่ทำให้เชนนี้ต่างจากเชนอาหารทั่วไปคือระบบให้ลูกค้าออกแบบจานเอง ลูกค้าเลือกปริมาณข้าวเป็นกรัม เลือกระดับความเผ็ดเป็นตัวเลข และเลือกท็อปปิงจากรายการยาว ซึ่งแปลว่าจานที่ออกมาเป็นของลูกค้าคนนั้นจริงๆ

อีกระบบหนึ่งที่ญี่ปุ่นพูดถึงบ่อยคือระบบที่เปิดทางให้พนักงานที่ทำงานถึงเกณฑ์ออกไปเป็นเจ้าของร้านของตัวเองภายใต้แบรนด์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เชนขยายได้เร็วโดยที่คุณภาพยังคุมได้ เพราะคนที่เปิดร้านคือคนที่เคยยืนหน้าเตามาแล้วหลายปี

สิ่งที่เอาไปใช้ได้ · เมนูที่ขายดีที่สุดในร้านของคุณ อาจเป็นเมนูที่คุณไม่ได้ตั้งใจให้เป็นพระเอก หน้าที่ของเจ้าของคือดูตัวเลขให้ออกแล้วกล้าเปลี่ยนทั้งร้านตามมัน
· · ·
nakamurayarash-behari-bose
ซ้ายคืออาคารร้านนาคามูระยะที่ชินจูกุในปัจจุบัน ขวาคือราส บิฮารี โบส นักปฏิวัติชาวอินเดียที่ครอบครัวโซมะซ่อนไว้ในบ้านเมื่อปี ๑๙๑๕

อีกสามร้านที่ควรรู้จัก

เดลี · อุเอโนะ โตเกียว · ๑๙๕๖

ร้านขนาดสิบเจ็ดที่นั่งที่เปิดในปี ๑๙๕๖ โดยอดีตพนักงานบริษัทการค้าที่เคยประจำการในต่างประเทศและอยากทำรสอาหารบ้านๆ ของอินเดียให้คนญี่ปุ่นได้กิน

สิ่งที่ทำให้ร้านนี้สำคัญคือเมนูชื่อ คาชิมิรุคาเร ซึ่งเป็นแกงสีดำ เนื้อใสเหลว และเผ็ดจัดมาก ความน่าสนใจคือแกงชนิดนี้ไม่มีอยู่ในอินเดีย มันถูกคิดขึ้นที่ร้านนี้ในโตเกียว เป็นแกงอินเดียที่เกิดในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นภาพสะท้อนกลับด้านของทั้งเล่มนี้

เคียวเอโด · จิมโบโจ โตเกียว · ๑๙๒๔

ร้านที่เก่าแก่ที่สุดในย่านแกงกะหรี่จิมโบโจ เปิดตั้งแต่ปี ๑๙๒๔ และขายแกงกะหรี่ที่เรียกว่าสุมาตราคาเร ซึ่งเป็นชื่อที่บ่งบอกยุคสมัยของการเดินเรือและอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ร้านนี้เป็นหลักฐานที่ยังมีชีวิตว่าย่านจิมโบโจเป็นย่านแกงกะหรี่มาก่อนที่ใครจะเรียกมันว่าย่านแกงกะหรี่

กินซ่าสวิส · กินซ่า โตเกียว · ๑๙๔๗

ร้านที่เกี่ยวข้องกับกำเนิดคัตสึคาเร ซึ่งเล่าไว้เต็มแล้วในบทที่ ๖ จึงไม่นับซ้ำในสิบร้านของบทนี้

ปีที่เปิดของสิบร้านในตำนาน๑๙๑๐๑๙๒๐๑๙๓๐๑๙๔๐๑๙๕๐๑๙๖๐๑๙๗๐๑๙๘๐๑๙๙๐จิยูเก็นโอซากะ · ๑๙๑๐นาคามูระยะโตเกียว · ๑๙๒๗อินเดียนคาเรโอซากะ · ๑๙๔๗ไนล์โตเกียว · ๑๙๔๙เดลีโตเกียว · ๑๙๕๖แชมเปียนคานาซาวะ · ๑๙๖๑อินเดียนโอบิฮิโระ · ๑๙๖๘อาจันตาซัปโปโร · ๑๙๗๑บอนดีโตเกียว · ๑๙๗๓โคโค่อิจิบันยะไอจิ · ๑๙๗๘โทมาโตะโตเกียว · ๑๙๘๒
ไดอะแกรม สิบร้านในตำนานเรียงตามปีที่เปิด ครอบคลุมเจ็ดสิบสองปี สีของหมุดแบ่งตามเมือง จะเห็นว่าโตเกียวกับโอซากะสลับกันเป็นเจ้าภาพของแต่ละยุค
· · ·

สิ่งที่สิบร้านนี้มีร่วมกัน

เมื่อวางเรื่องราวทั้งสิบเรียงกัน จะเห็นรูปแบบที่ซ้ำกันอยู่สามข้อ

kanda-tokyo
ย่านคันดะในปี ๑๙๓๐ ทำเลของร้านรุ่นบุกเบิกในบทนี้ ซึ่งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยและย่านสำนักงานมาตั้งแต่ต้น

ข้อแรก เกือบทุกร้านไม่ได้ตั้งใจจะเป็นร้านแกงกะหรี่ตั้งแต่ต้น นาคามูระยะเป็นร้านขนมปัง อาจันตาเป็นร้านกาแฟ โคโค่อิจิเป็นร้านกาแฟ จิยูเก็นเป็นร้านอาหารตะวันตกทั่วไป แกงกะหรี่กลายเป็นพระเอกเพราะลูกค้าเลือกให้มันเป็น

jiyuken-currycocoichi
ซ้ายคือเมบุตสึคาเรของจิยูเก็นที่คลุกข้าวมาแล้วและวางไข่ดิบไว้กลางจาน ขวาคือรถของโคโค่อิจิบันยะ เชนแกงกะหรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ข้อที่สอง ทุกร้านมีกฎที่ไม่ยอมยืดหยุ่น ไม่รับจอง ต้องกินคู่กับนม ต้องให้พนักงานคลุกให้ ต้องกินด้วยส้อม กฎเหล่านี้ทำให้ร้านเสียลูกค้าบางกลุ่มไปแน่นอน แต่มันคือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าที่เหลืออยู่จำร้านได้

ข้อที่สาม อายุของร้านมาจากการส่งต่อ ไม่ใช่จากความอมตะของคนคนเดียว ทุกร้านในบทนี้ที่ยังเปิดอยู่ผ่านมือคนอย่างน้อยสองรุ่น และร้านที่ขยายได้ไกลที่สุดคือร้านที่ออกแบบระบบส่งต่อไว้ตั้งแต่ต้น

"ไม่มีร้านไหนในสิบร้านนี้ตั้งใจเป็นร้านแกงกะหรี่ตั้งแต่วันแรก ลูกค้าเป็นคนเลือกให้ และเจ้าของเป็นคนไม่ยอมเปลี่ยนกฎ"
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนแกงกะหรี่ประจำจัสารบัญบทถัดไป →ญาติสามสาย อินเด

บทที่ ๒๗ · ภาค ๕ ตระกูลและร้านในตำนาน

ญาติสามสาย อินเดีย อังกฤษ ไทย

ชื่อเดียวกัน แต่ทำไมแกงกะหรี่ญี่ปุ่นไม่เหมือนแกงกะหรี่ไทย และไม่เหมือนแกงอินเดีย

คนไทยที่กินแกงกะหรี่ญี่ปุ่นครั้งแรกมักถามคำถามเดียวกัน ทำไมมันไม่เหมือนแกงกะหรี่ ทั้งที่ชื่อก็เรียกว่าแกงกะหรี่ ในหัวของคนถามคือแกงสีเหลืองใส่กะทิ มีมันฝรั่งกับหอมใหญ่ กินกับอาจาด ส่วนในจานคือซอสสีน้ำตาลข้นราดข้าวญี่ปุ่น หวานนำ เผ็ดตาม ไม่มีกะทิสักหยด สองอย่างนี้ใช้ชื่อเดียวกันได้อย่างไร

คำตอบสั้นคือ ทั้งสองอย่างเป็นหลานของปู่คนเดียวกัน แต่โตมาคนละบ้าน บ้านหนึ่งคือครัวนายทหารอังกฤษ อีกบ้านคือครัวชาวมุสลิมในอยุธยา และปู่คนนั้นก็ไม่ได้ชื่อว่าแกงกะหรี่ด้วยซ้ำ

บทนี้จะวางญาติทั้งสามสายไว้ข้างกัน คืออินเดีย อังกฤษ และไทย แล้วเทียบกับสายญี่ปุ่นทีละข้อ ไม่ใช่เพื่อบอกว่าใครแท้กว่าใคร แต่เพื่อให้คุณเห็นว่าแกงกะหรี่ญี่ปุ่นเลือกอะไรไว้และทิ้งอะไรไป เพราะเมื่อเห็นทางเลือกของมันชัด คุณจะทำมันได้ดีขึ้น และจะรู้ว่าตรงไหนที่ยืมของไทยมาใส่ได้โดยไม่ทำให้มันกลายเป็นอย่างอื่น

· · ·

คำเดียว เดินทางสี่รอบ

รากของคำอยู่ที่ภาษาทมิฬทางใต้ของอินเดีย คำว่า kari หมายถึงน้ำราดหรือกับข้าวที่กินกับข้าว ไม่ได้หมายถึงเครื่องเทศชุดใดชุดหนึ่ง ชาวโปรตุเกสที่มาถึงชายฝั่งอินเดียในศตวรรษที่สิบหกจดคำนี้ไว้เป็น caril แล้วชาวอังกฤษที่มาทีหลังก็เอาไปใช้ต่อในรูป curry พร้อมกับความหมายที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคำเรียกอาหารอินเดียแทบทุกอย่างที่มีน้ำและเครื่องเทศ เรื่องนี้เล่าไว้ในบทที่ ๑ แล้ว

รอบที่สามคือญี่ปุ่น คำว่า curry เข้ามาในหนังสือคำศัพท์ของฟุกุซาวะ ยูกิจิ ในปี ๑๘๖๐ แล้วกลายเป็น คาเร ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงอาหารจานเดียวจานนั้นโดยเฉพาะ ไม่ได้หมายถึงแกงอินเดียอีกต่อไป

รอบที่สี่คือไทย คำว่า กะหรี่ ในภาษาไทยมาจากภาษาอังกฤษเช่นกัน แต่มาถึงในรูปของ ผงกะหรี่ เป็นหลัก แล้วไปเกาะอยู่กับแกงที่ชาวไทยมุสลิมทำกินอยู่ก่อนแล้ว จนเราเรียกแกงนั้นว่าแกงกะหรี่ ซึ่งถ้าแปลตรงตัวจะได้ว่า แกงแกง เพราะทั้งสองคำหมายถึงแกงทั้งคู่ นี่คือเหตุผลที่คำเดียวกันชี้ไปคนละจานในสองประเทศ เพราะแต่ละประเทศรับคำมาพร้อมกับของคนละอย่าง ญี่ปุ่นรับมาพร้อมซอสข้นแบบอังกฤษ ไทยรับมาพร้อมผงเครื่องเทศแล้วเอาไปใส่ในกะทิของตัวเอง

· · ·
spice-market-india
ตลาดเครื่องเทศในเดลีเก่า ต้นทางของทั้งสี่สาย ก่อนที่แต่ละประเทศจะเลือกหยิบไปคนละอย่าง

สายอินเดีย ไม่มีจานที่ชื่อว่าแกงกะหรี่

ข้อแรกที่ต้องยอมรับคือในอินเดียไม่มีอาหารจานหนึ่งที่เรียกว่าแกงกะหรี่ มีแต่แกงหลายร้อยชนิดที่แต่ละภูมิภาค แต่ละบ้าน เรียกด้วยชื่อของตัวเอง สิ่งที่มีร่วมกันไม่ใช่สูตร แต่คือ วิธีคิด สามข้อ

ข้อหนึ่ง ความข้นไม่ได้มาจากแป้ง แต่มาจากตัวผักและถั่วที่ผัดจนละลาย หัวหอมผัดจนเป็นเนื้อเดียว มะเขือเทศเคี่ยวจนแตก โยเกิร์ต เม็ดมะม่วงหิมพานต์หรืออัลมอนด์บดละเอียด และการเคี่ยวไล่น้ำ นี่คือความข้นที่ให้รสในตัวเอง ไม่ใช่ความข้นที่เป็นกลาง

ข้อสอง เครื่องเทศเข้าหม้อเป็นชั้น ไม่ได้ผสมไว้ก่อนในกระป๋องเดียว เมล็ดทั้งเมล็ดเจอน้ำมันร้อนก่อนเพื่อปล่อยกลิ่นที่ละลายในไขมัน ผงมาซาลาเข้าทีหลัง ใบสดโรยตอนท้าย เครื่องเทศตัวเดียวอาจเข้าหม้อสองครั้งในสองรูปแบบ ผู้อ่านที่ผ่านบทที่ ๘ มาแล้วจะเห็นว่านี่คือบันไดอุณหภูมิเดียวกันที่เล่มนี้ใช้

ข้อสาม ความเปรี้ยวเป็นส่วนหนึ่งของโครง ไม่ใช่เครื่องปรุงเสริม มะขาม มะม่วงดิบตากแห้ง โยเกิร์ต หรือมะนาว ทำหน้าที่ตัดความมันและดันกลิ่นเครื่องเทศให้ลอย ซึ่งเป็นแนวคิดที่แกงกะหรี่ญี่ปุ่นเก็บไว้เป็นความลับในบทที่ ๒๒ แต่ครัวอินเดียทำอย่างเปิดเผย

· · ·
indian-curry-dish
แกงไก่แบบอินเดียกับข้าวเมล็ดยาว น้ำแกงข้นด้วยหัวหอมและเครื่องเทศที่เคี่ยวจนละลาย ไม่มีแป้งสักช้อน

สายอังกฤษ พ่อโดยตรงของแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

ถ้าอินเดียคือปู่ อังกฤษคือพ่อ และเป็นพ่อที่ถ่ายทอดนิสัยให้ลูกครบทุกข้อ

ครัวอังกฤษในอินเดียยุคอาณานิคมต้องการแกงที่คนอังกฤษทำเองได้โดยไม่ต้องรู้จักเครื่องเทศทีละตัว คำตอบคือผงกะหรี่ผสมสำเร็จ ซึ่งวางขายในลอนดอนตั้งแต่ปี ๑๗๘๔ ต่อมาก็ต้องการความข้นที่ทำซ้ำได้โดยไม่ต้องยืนผัดหัวหอมเป็นชั่วโมง คำตอบคือแป้งสาลี ผัดกับไขมันตามแบบครัวฝรั่งเศส และต้องการรสที่คนอังกฤษคุ้น คำตอบคือความหวานจากแอปเปิลและลูกเกด กับน้ำสต๊อกเนื้อเป็นฐาน

ลองอ่านสามข้อนั้นอีกครั้ง ผงกะหรี่สำเร็จ แป้งทำให้ข้น ความหวานจากผลไม้ นี่คือแกงกะหรี่ญี่ปุ่นทั้งจานก่อนที่มันจะไปถึงญี่ปุ่นเสียอีก สิ่งที่กองทัพเรือญี่ปุ่นรับมาในบทที่ ๒ จึงไม่ใช่แกงอินเดีย แต่คือแกงอังกฤษที่ผ่านการดัดแปลงมาแล้วหนึ่งรอบ และญี่ปุ่นก็ดัดแปลงต่อเป็นรอบที่สอง

"แกงกะหรี่ญี่ปุ่นไม่ได้ข้ามมหาสมุทรมาจากอินเดีย มันข้ามมาจากอังกฤษ และสิ่งที่อังกฤษเอาออกไปก่อนส่งต่อ คือสิ่งที่ทำให้คนไทยรู้สึกว่ามันไม่เหมือนแกง"
· · ·
british-curry
แกงไก่มาซาลาแบบร้านอังกฤษ พร้อมจาปาตีและไรตา สายที่รับผงกะหรี่สำเร็จรูปและแป้งทำให้ข้นมาก่อนใคร แล้วส่งต่อให้ญี่ปุ่น

สายไทย ญาติที่โตมาในครัวมุสลิม

แกงกะหรี่ไทยเป็นแกงของชาวไทยมุสลิมมาแต่เดิม นี่คือเหตุผลที่คุณแทบไม่เคยเห็นแกงกะหรี่หมู มีแต่ไก่ เนื้อ หรือแพะ และเป็นเหตุผลที่มันกินคู่กับอาจาดซึ่งเป็นของดองแบบเดียวกับที่ครัวมุสลิมทั่วภูมิภาคใช้ตัดความมัน

สิ่งที่ทำให้แกงกะหรี่ไทยแตกต่างจากแกงไทยชนิดอื่นคือมันใช้ผงกะหรี่ ซึ่งเป็นของแห้งบด เข้ามาเสริมพริกแกงสด ในขณะที่แกงเขียวหวานหรือแกงเผ็ดแทบไม่มีเครื่องเทศแห้งเลย ผงกะหรี่ตัวนี้เองคือร่องรอยของอินเดียและอังกฤษที่หลงเหลืออยู่ในจาน แต่ตัวทำให้ข้นกลับเป็นของไทยเต็มตัว คือกะทิ ที่เคี่ยวจนแตกมัน ไม่มีแป้งสาลีแม้แต่ช้อนเดียว

ญาติสนิทของมันคือมัสมั่น ซึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ไปที่พ่อค้ามุสลิมจากเปอร์เซียในราชสำนักอยุธยาช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ด โดยเฉพาะตระกูลของเชค อะหมัด กุมมี ที่กลายเป็นต้นตระกูลบุนนาค ส่วนชื่อมัสมั่นนั้น คำอธิบายที่ใช้กันมากที่สุดคือมาจากคำเปอร์เซียเก่าที่หมายถึงชาวมุสลิม ซึ่งยังเป็นข้อสันนิษฐาน ไม่ใช่ข้อสรุป สูตรมัสมั่นที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเก่าที่สุดที่พบอยู่ในปี ๑๘๘๙ ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ญี่ปุ่นกำลังเริ่มมีร้านโยโชคุขายไรซ์คาเร ทั้งสองสายจึงเติบโตขึ้นในเวลาเดียวกันโดยไม่รู้จักกัน

· · ·
thai-yellow-curry
แกงกะหรี่กับแกงเขียวหวานแบบไทยเสิร์ฟกับข้าวสวย ชามซ้ายคือญาติที่ใช้ชื่อเดียวกับแกงกะหรี่ญี่ปุ่น แต่ข้นด้วยกะทิ ไม่ใช่แป้ง

วางสี่สายไว้ข้างกัน

ตารางนี้คือทั้งบทย่อไว้ในหน้าเดียว อ่านแนวตั้งจะเห็นว่าแต่ละสายตอบคำถามเดียวกันด้วยคำตอบต่างกัน อ่านแนวนอนจะเห็นว่าญี่ปุ่นยืมอังกฤษมาเกือบทุกข้อ แล้วเปลี่ยนแค่ข้าวกับระดับความเผ็ด

อินเดียอังกฤษไทยญี่ปุ่น
ตัวทำให้ข้นหัวหอม มะเขือเทศ โยเกิร์ต ถั่วบด และการเคี่ยวแป้งสาลีผัดไขมันกะทิเคี่ยวแตกมันรูซ์ แป้งสาลีผัดไขมัน
รูปแบบเครื่องเทศทั้งเมล็ดและผง เข้าหม้อเป็นชั้นผงกะหรี่ผสมสำเร็จพริกแกงสดตำ บวกผงกะหรี่ผงกะหรี่ผสมสำเร็จ หรือรูซ์ก้อน
ไขมันหลักกี น้ำมันมัสตาร์ด น้ำมันพืชเนย น้ำมันหมูหัวกะทิเนย น้ำมันหมู หรือน้ำมันไก่
ความหวานน้อย มาจากหัวหอมแอปเปิล ลูกเกดน้ำตาลปี๊บหัวหอมอาเมอิโระ แอปเปิล น้ำผึ้ง
ความเผ็ดกลางถึงจัด พริกสดและแห้งอ่อนอ่อนถึงกลาง พริกแห้งในพริกแกงอ่อน ปรับได้เป็นระดับ
ความเปรี้ยวมะขาม มะม่วงดิบ โยเกิร์ตน้อยมากอาจาดข้างจานซ่อนไว้ ซอสอุสเตอร์ มะเขือเทศ
ข้าวเมล็ดยาว หรือขนมปังเมล็ดยาวข้าวหอมมะลิ หรือโรตีเมล็ดสั้น ข้าวญี่ปุ่น
เนื้อสัตว์ที่พบบ่อยไก่ แกะ ถั่ว ผักไก่ เนื้อไก่ เนื้อ แพะ แทบไม่มีหมูหมูในคันโต เนื้อในคันไซ ไก่ทั่วไป
ของกินคู่ผักดอง โยเกิร์ตชัตนีย์อาจาดฟุกุจินซึเกะ รัคเคียว

ถ้าจะจำแค่แถวเดียวจากตารางนี้ ให้จำแถวบนสุด เพราะตัวทำให้ข้นคือลายเซ็นของแต่ละสาย เปลี่ยนแถวอื่นแล้วยังเป็นแกงสายเดิม เปลี่ยนแถวนี้เมื่อไร มันจะกลายเป็นสายอื่นทันที

· · ·

บทเรียนสำหรับคนทำแกงกะหรี่ญี่ปุ่นในไทย

เมื่อเห็นตารางแล้ว คุณจะรู้ว่าอะไรยืมข้ามสายได้และอะไรยืมไม่ได้

ยืมได้ ผงกะหรี่ไทยที่ขายในตลาดสดมีขมิ้นและลูกผักชีนำเหมือนผงกะหรี่ญี่ปุ่น ใช้แทนกันได้ในกรณีฉุกเฉิน แต่ต้องรู้ว่ามันมักเผ็ดกว่าและมีอบเชยน้อยกว่า อาจาดกับฟุกุจินซึเกะทำหน้าที่เดียวกันคือตัดความมันด้วยความเปรี้ยวและความกรุบ วางอาจาดข้างจานแกงกะหรี่ญี่ปุ่นแล้วคนไทยจะรู้สึกคุ้นทันที นี่คือคาคุชิอาจิของการจัดจาน ไม่ใช่ของหม้อ

ยืมไม่ได้ กะทิ ถ้าเอากะทิเข้าหม้อแกงกะหรี่ญี่ปุ่นในปริมาณที่รู้สึกได้ มันจะไม่ใช่แกงกะหรี่ญี่ปุ่นอีกต่อไป เพราะตัวทำให้ข้นคือลายเซ็นของแต่ละสาย เปลี่ยนตัวทำให้ข้นเท่ากับเปลี่ยนสาย ถ้าอยากได้ความนวลของกะทิ ให้ใช้ครีมหรือนมตามบทที่ ๑๗ ซึ่งให้ความนวลโดยไม่พากลิ่นมะพร้าวมาด้วย

ต้องระวัง ลิ้นคนไทยคาดหวังความเผ็ดจากคำว่าแกง เมื่อเจอแกงกะหรี่ญี่ปุ่นระดับอ่อน ปฏิกิริยาแรกมักเป็นว่ามันจืดหรือหวานเกิน ทางออกไม่ใช่การใส่พริกลงหม้อ แต่คือการมีระดับความเผ็ดให้เลือกตามบทที่ ๑๒ และมีพริกป่นหรือน้ำมันพริกวางไว้บนโต๊ะ ให้คนกินเป็นคนตัดสินใจเอง วิธีนี้ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นในไทยใช้กันแทบทุกร้าน และเป็นวิธีเดียวกับที่ญี่ปุ่นทำกับชิจิมิบนโต๊ะร้านอูด้ง

อ่านต่อในเล่มทงคัตสึ

เล่มทงคัตสึใช้วิธีเดียวกันในบทที่ ๒๐ ของเล่มนั้น ชื่อบทว่าญาติทั่วโลก ที่วางชนิตเซล มิลาเนซา และหมูทอดไทยไว้ข้างทงคัตสึ ถ้าอ่านสองบทนี้คู่กัน จะเห็นว่าอาหารโยโชคุทั้งสองจานเดินทางมาจากยุโรปด้วยตรรกะเดียวกัน คือรับวิธีการมา แล้วเปลี่ยนวัตถุดิบและข้าวให้เป็นของตัวเอง

หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนสิบร้านในตำนานสารบัญบทถัดไป →แกงกะหรี่ออกนอกญ

บทที่ ๒๘ · ภาค ๕ ตระกูลและร้านในตำนาน

แกงกะหรี่ออกนอกญี่ปุ่น

จากเกาหลี ไต้หวัน ถึงลอนดอน กรุงเทพ และการกลับบ้านที่อินเดีย

สมาคมอุตสาหกรรมแกงกะหรี่ของญี่ปุ่นเคยคำนวณไว้ในปี ๒๐๑๓ ว่าคนญี่ปุ่นหนึ่งคนกินแกงกะหรี่ราว ๗๘ มื้อต่อปี แบ่งเป็นกินที่บ้านราว ๓๐ มื้อและกินนอกบ้านราว ๕๐ มื้อ วิธีคิดของเขาตรงไปตรงมา คือเอาปริมาณผงกะหรี่ที่ผลิตทั้งประเทศในปีนั้น หารด้วยผงกะหรี่ที่ใช้ต่อจาน แล้วหารด้วยจำนวนประชากร ตัวเลขนี้จะเป๊ะหรือไม่ก็ตาม แต่มันบอกสิ่งเดียวกับที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว คืออาหารจานนี้กลายเป็นอาหารประจำชาติของประเทศที่ไม่ได้คิดมันขึ้นมา

และเมื่ออาหารกลายเป็นอาหารประจำชาติ มันจะเริ่มเดินทางออกนอกประเทศ บทนี้ตามรอยแกงกะหรี่ญี่ปุ่นไปห้าที่ คือเกาหลี ไต้หวัน อังกฤษ ไทย และอินเดีย แล้วดูว่าในแต่ละที่ มันเปลี่ยนอะไรและเก็บอะไรไว้

· · ·

เกาหลี แกงที่มาพร้อมบริษัทใหม่

ในปี ๑๙๖๙ บริษัทอาหารเกาหลีที่เพิ่งก่อตั้งชื่ออ็อตโตกิ วางขายสินค้าตัวแรกของบริษัท และสินค้าตัวนั้นคือผงกะหรี่ การเลือกเปิดตัวบริษัทด้วยแกงกะหรี่เป็นการเดิมพันว่าคนเกาหลีจะชอบกินแกงราดข้าวแบบเดียวกับที่คนญี่ปุ่นชอบ ซึ่งเป็นการเดิมพันที่ถูก อ็อตโตกิกลายเป็นชื่อที่คนเกาหลีนึกถึงเมื่อพูดถึงแกงกะหรี่มาจนถึงวันนี้

สิบสองปีต่อมาในปี ๑๙๘๑ อ็อตโตกิออกแกงกะหรี่ซองทนความร้อนภายใต้ชื่อ 3-Minute Curry ซึ่งเป็นซองทนความร้อนซองแรกของเกาหลี ลองย้อนกลับไปดูบทที่ ๕ บงคาเรของญี่ปุ่นออกในปี ๑๙๖๘ เกาหลีจึงตามหลังญี่ปุ่นสิบสามปีในเทคโนโลยีเดียวกัน และเดินตามลำดับเดียวกันด้วย คือผงก่อน แล้วค่อยถึงซอง

สิ่งที่แกงกะหรี่เกาหลีเปลี่ยนไปจากญี่ปุ่นคือสี มันมักถูกบรรยายว่าเหลืองกว่าและเบากว่า ซึ่งสอดคล้องกับสัดส่วนขมิ้นที่สูงกว่าในผงกะหรี่ที่ขายทั่วไป และมักกินกับกิมจิแทนฟุกุจินซึเกะ ของดองเปลี่ยน แต่หน้าที่ของของดองไม่เปลี่ยน

· · ·

ไต้หวัน ร่องรอยที่ยังอยู่

ไต้หวันอยู่ใต้การปกครองของญี่ปุ่นห้าสิบปี ตั้งแต่ปี ๑๘๙๕–๑๙๔๕ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ไรซ์คาเรกำลังกลายเป็นอาหารร้านโยโชคุและอาหารกองทัพในญี่ปุ่นพอดี อาหารญี่ปุ่นหลายอย่างเข้ามาในไต้หวันในยุคนั้นและอยู่ต่อหลังจากญี่ปุ่นกลับไปแล้ว แกงกะหรี่ราดข้าว เป็นหนึ่งในนั้น ทุกวันนี้ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นในไทเปยังเป็นร้านที่คนต่อคิว และเมนูข้าวราดแกงกะหรี่ก็อยู่ในร้านอาหารจานด่วนทั่วไปโดยไม่มีใครรู้สึกว่าเป็นของต่างชาติ

เรื่องไต้หวันเป็นเรื่องที่หลักฐานเชิงเอกสารยังบางกว่าประเทศอื่นในบทนี้ สิ่งที่ยืนยันได้คือช่วงเวลาและการมีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนเส้นทางที่แน่ชัดว่าเข้ามาทางโรงเรียน กองทัพ หรือร้านอาหาร ยังต้องการงานค้นคว้าเพิ่ม ผู้เขียนจึงเขียนไว้สั้นและกำกับไว้ในกล่องท้ายบท

· · ·

อังกฤษ วงกลมที่เดินมาครบรอบ

นี่คือเรื่องที่สนุกที่สุดในบท แกงกะหรี่ออกจากอังกฤษไปญี่ปุ่นในยุคเมจิตามที่เล่าไว้ในบทที่ ๒ แล้วร้อยกว่าปีต่อมามันเดินทางกลับอังกฤษในรูปของคัตสึคาเร

จุดเปลี่ยนคือร้านชื่อวากามามะ ที่ อลัน เยา เปิดในย่านบลูมส์เบอรีของลอนดอนเมื่อปี ๑๙๙๒ เป็นร้านเส้นสไตล์ญี่ปุ่นราคาเข้าถึงได้ที่ขยายเป็นเชนใหญ่ทั่วเกาะอังกฤษ และเมนูที่ขายดีที่สุดของร้านมาตลอดคือ chicken katsu curry ตัวเลขที่บริษัทและสื่อธุรกิจอาหารรายงานอยู่ในระดับหลายล้านจานต่อปี ซึ่งมากพอที่จะทำให้คนอังกฤษรุ่นหนึ่งรู้จักคำว่า katsu ก่อนคำว่าทงคัตสึ

ผลข้างเคียงที่คนญี่ปุ่นฟังแล้วขำคือ ในอังกฤษคำว่า katsu ค่อยๆ เลื่อนความหมายไปหมายถึงซอสแกงกะหรี่ ไม่ใช่ชิ้นทอด จนมีสินค้าชื่อ katsu sauce ที่ไม่มีอะไรทอดอยู่ในนั้นเลย นี่คือปรากฏการณ์เดียวกับที่บทที่ ๖ เล่าเรื่องคาวาคินกับกินซ่าสวิส คือชื่อเดินทางเร็วกว่าความหมาย และคนที่รับชื่อไปมักได้ของไม่ครบ

· · ·
katsu-curry-uk
คัตสึคาเรไก่ของวากามามะในอังกฤษ ปี ๒๐๒๖ เสิร์ฟกับสลัดแทนฟุกุจินซึเกะ จานที่พาแกงกะหรี่กลับบ้านเกิดของผงกะหรี่

ไทย บ้านที่สองของเล่มนี้

แกงกะหรี่ญี่ปุ่นมาถึงไทยอย่างเป็นระบบในเดือนสิงหาคม ๒๐๐๘ เมื่อโคโค่อิจิบันยะเปิดสาขาแรกที่เอสพลานาด รัชดา กรุงเทพ ก่อนหน้านั้นมีอยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปในฐานะเมนูหนึ่ง แต่การมาถึงของเชนที่ขายแกงกะหรี่อย่างเดียวคือจุดที่คนไทยเริ่มมองมันเป็นอาหารประเภทหนึ่ง ไม่ใช่เมนูเสริม

สิ่งที่ตลาดไทยสอนคนทำแกงกะหรี่มีสามข้อ

ข้อแรก ประตูทางเข้าคือคัตสึคาเร คนไทยรู้จักทงคัตสึก่อนแกงกะหรี่ญี่ปุ่น ดังนั้นแกงกะหรี่จึงเข้ามาทางจานที่มีทงคัตสึวางอยู่ ไม่ใช่ทางจานแกงราดข้าวเปล่า เรื่องนี้ตรงกับข้อมูลจากคอร์สสอนของผมเอง ที่คอร์สแกงกะหรี่ขายได้ดีในฐานะคอร์สพ่วงของคอร์สทงคัตสึ แต่ขายเดี่ยวได้ยากกว่ามาก

ข้อสอง ความหวานคือด่านแรกที่ต้องอธิบาย ลิ้นไทยอ่านความหวานในของคาวว่าเป็นความหวานที่ตั้งใจใส่น้ำตาล ไม่ใช่ความหวานจากหัวหอมที่ผัดสองชั่วโมง คนขายที่อธิบายเรื่องนี้ได้จะเปลี่ยนคำตำหนิว่าหวานไปเป็นความสนใจได้ในประโยคเดียว

ข้อสาม แกงกะหรี่เดินทางได้ ทงคัตสึเดินทางไม่ได้ แกงกะหรี่ในถุงร้อนสามสิบนาทีบนมอเตอร์ไซค์ยังเป็นแกงกะหรี่ที่ดีอยู่ ทงคัตสึในกล่องเดียวกันจะกลายเป็นของนิ่มที่ไม่มีใครอยากกิน ในตลาดที่การส่งอาหารถึงบ้านเป็นเรื่องปกติ นี่คือความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไม่ต้องอาศัยรสชาติเลย และเป็นเหตุผลที่ร้านทงคัตสึควรมีแกงกะหรี่ไว้ในเมนูมากกว่าที่ร้านแกงกะหรี่ควรมีทงคัตสึ

· · ·
massaman
มัสมั่นในแบบแกงกะหรี่ญี่ปุ่นของโคโค่อิจิบันยะสาขาญี่ปุ่น ข้นด้วยรูซ์และราดข้าวญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างว่าเมื่อญี่ปุ่นยืมของไทยไป มันก็ยืมแต่รส ไม่ยืมตัวทำให้ข้น

อินเดีย การกลับบ้านที่ไม่มีใครรอ

เรื่องสุดท้ายคือเรื่องที่ฟังดูเหมือนเรื่องแต่ง ในเดือนสิงหาคม ๒๐๒๐ โคโค่อิจิบันยะเปิดร้านแรกในอินเดียที่ห้างไซเบอร์ฮับ เมืองคุรุคราม ชานกรุงนิวเดลี เป็นการร่วมทุนกับบริษัทมิตซุย ซึ่งเรื่องเริ่มจากพนักงานชาวอินเดียของมิตซุยที่ทำงานอยู่โตเกียว กินแกงกะหรี่ญี่ปุ่นแล้วเสนอกับบริษัทว่าน่าจะพาไปขายที่บ้านเกิด

สิ่งที่ต้องเปลี่ยนสำหรับอินเดียบอกอะไรเราได้มาก อิจิบันยะปรับสูตรให้ทำรสเดิมได้โดยไม่ใช้ไขมันจากสัตว์ เพราะลูกค้าจำนวนมากไม่กินเนื้อวัวและเนื้อหมูด้วยเหตุผลทางศาสนา และลูกค้าอินเดียเลือกผักกับไก่ทอดมากกว่าหมูกับชีส ร้านที่สองเปิดตามมาที่กรุงเดลีในปี ๒๐๒๒ สองปีก่อนหน้านั้น บริษัทโอสึกะฟู้ดส์ผู้ผลิตบงคาเรก็ตั้งโรงงานที่เบงกาลูรูเพื่อขายแกงกะหรี่ซองในอินเดียเช่นกัน

ลองคิดดู แกงที่อินเดียไม่เคยเรียกว่าแกงกะหรี่ ถูกอังกฤษตั้งชื่อ ถูกญี่ปุ่นทำให้ข้นและหวาน แล้วเดินทางกลับมาขายให้คนอินเดียในฐานะอาหารญี่ปุ่น โดยต้องตัดไขมันสัตว์ออกเพื่อให้คนอินเดียกินได้ ไม่มีใครในเรื่องนี้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้เลยสักคน

· · ·
cocoichi-store
หน้าร้านโคโค่อิจิบันยะสาขาต่างประเทศที่เมืองทอร์แรนซ์ สหรัฐอเมริกา เชนที่พาแกงกะหรี่ญี่ปุ่นไปทั้งไทยและอินเดีย

สิ่งที่การเดินทางบอกเรา

ตารางนี้สรุปทั้งห้าประเทศด้วยคำถามเดียวกัน คือมาถึงเมื่อไร เปลี่ยนอะไร และไม่ยอมเปลี่ยนอะไร

ประเทศปีที่มาถึงอย่างเป็นระบบสิ่งที่เปลี่ยนสิ่งที่ไม่เปลี่ยน
เกาหลี๑๙๖๙ ผง · ๑๙๘๑ ซองสีเหลืองขึ้น ของดองเป็นกิมจิรูซ์ ข้าว ผงสำเร็จ
ไต้หวันยุคอาณานิคม ๑๘๙๕–๑๙๔๕เข้าไปอยู่ในร้านจานด่วนท้องถิ่นรูปแบบข้าวราดแกง
อังกฤษ๑๙๙๒ วากามามะชื่อ katsu เลื่อนไปหมายถึงซอสคัตสึคาเรทั้งจาน
ไทย๒๐๐๘ โคโค่อิจิบันยะเข้าทางคัตสึคาเร ต้องอธิบายความหวานรูซ์ ระดับความเผ็ดให้เลือก
อินเดีย๒๐๑๘ โรงงานซอง · ๒๐๒๐ ร้านแรกตัดไขมันสัตว์ ผักและไก่นำรูซ์และความหวานแบบญี่ปุ่น

อ่านคอลัมน์สุดท้ายอีกครั้ง ทุกประเทศเปลี่ยนเนื้อสัตว์ เปลี่ยนของดอง เปลี่ยนชื่อ แต่ไม่มีใครเปลี่ยนรูซ์ นี่คือคำยืนยันจากตลาดทั้งโลกถึงสิ่งที่บทที่ ๒๗ เสนอไว้ คือตัวทำให้ข้นคือลายเซ็นของสาย เปลี่ยนมันเมื่อไร มันจะกลายเป็นอย่างอื่นทันที

"แกงกะหรี่ญี่ปุ่นเดินทางไปได้ทุกที่ เพราะสิ่งเดียวที่มันขอไม่ให้เปลี่ยน คือสิ่งที่ทำได้ด้วยแป้งกับไขมันในครัวไหนก็ได้ในโลก"
อ่านต่อในเล่มทงคัตสึ

บทที่ ๑๙ ของเล่มทงคัตสึ ชื่อบทว่าออกนอกญี่ปุ่น เล่าการเดินทางของทงคัตสึไปเกาหลีจนกลายเป็นดงกาสึ และไปยุโรปในฐานะอาหารญี่ปุ่น เมื่ออ่านคู่กับบทนี้จะเห็นความต่างสำคัญข้อหนึ่ง คือทงคัตสึต้องเปลี่ยนวิธีทอดตามน้ำมันและกระทะของแต่ละประเทศ แต่แกงกะหรี่แทบไม่ต้องเปลี่ยนวิธีทำเลย มันเปลี่ยนแค่ของที่ใส่ลงไป

หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนญาติสามสาย อินเดสารบัญบทถัดไป →ทำแกงกะหรี่ก้อนเ

บทที่ ๒๙ · ภาค ๖ ลงมือทำและเทคนิคระดับเชฟ

ทำแกงกะหรี่ก้อนเอง

คราฟต์รูซ์ที่เก็บได้เป็นเดือน โดยไม่มีอะไรที่คุณอ่านชื่อไม่ออก

แกงกะหรี่ก้อน หรือ คาเรรู ก้อนแรกที่เอสแอนด์บีวางขายในปี ๑๙๕๔ ใช้เวลาพัฒนาสามปี และตามที่บริษัทเล่าไว้เอง สิ่งที่ทำให้ช้าไม่ใช่เครื่องเทศ แต่คือการหาแป้งสาลีที่ผัดแล้วจับตัวเป็นก้อนได้สม่ำเสมอทุกล็อต โจทย์ของโรงงานในวันนั้นคือโจทย์เดียวกับที่บทที่ ๕ เล่าไว้ นั่นคือแม่บ้านไม่มีเวลายืนผัดรูซ์ยี่สิบนาที เจ็ดสิบปีต่อมาแป้งสาลีแบบนั้นมีขายทุกซูเปอร์ และบทนี้จะทำสิ่งเดียวกับที่โรงงานทำ แต่ให้คุณเป็นโรงงาน

เหตุผลที่ควรทำไม่ใช่เรื่องอุดมคติเรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องที่จับต้องได้สามข้อ ข้อแรกคือคุณคุมระดับความเผ็ดกับความหวานได้เอง ข้อที่สองคือคุณคุมระดับสีของรูซ์ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ก้อนสำเร็จรูปไม่ยอมให้คุณเปลี่ยน และข้อที่สามคือคุณใช้เครื่องเทศที่บดเองสดใหม่ตามภาค ๒ ได้จริง แทนที่จะใช้ผงที่ผลิตเมื่อหลายเดือนก่อน

· · ·

ในก้อนสำเร็จมีอะไร และเราต้องทำอะไรบ้าง

ก่อนจะทำเอง ต้องรู้ก่อนว่าโรงงานใส่อะไรลงในก้อน ตารางนี้ถอดจากฉลากส่วนประกอบของก้อนสำเร็จรูปทั่วไป แล้ววางคู่กับของที่เราจะใช้แทน

สิ่งที่อยู่ในก้อนสำเร็จเราใช้อะไรแทน
น้ำมันปาล์มหรือไขสัตว์เนย น้ำมันหมู หรือน้ำมันไก่ที่เจียวเอง
แป้งสาลีแป้งสาลีอเนกประสงค์
ผงกะหรี่ผงกะหรี่สูตรแม่จากบทที่ ๑๕
เกลือและน้ำตาลเกลือกับน้ำตาลทรายแดง
ผงชูรสและสารสกัดยีสต์ผงคอมบุหรือผงเห็ดหอมบดเอง
ผงหัวหอมและผงมะเขือเทศผงหัวหอมและมะเขือเทศเข้มข้น
สีคาราเมลระดับสีของรูซ์ที่ผัดเอง
อิมัลซิไฟเออร์ไม่ต้องใช้ ถ้าละลายด้วยวิธีที่ถูกต้อง

สังเกตว่าไม่มีบรรทัดไหนที่หาไม่ได้ในไทย และบรรทัดสุดท้ายคือบรรทัดที่บอกว่าทำไมก้อนสำเร็จถึงละลายง่ายกว่า นั่นคือมันมีสารช่วยกระจายตัว ส่วนของเราต้องอาศัยเทคนิคแทน

butter-block
เนยจืด ไขมันที่ให้กลิ่นนมและความหวานอ่อน เหมาะกับคราฟต์รูซ์สายยุโรปและสูตรสำหรับเด็ก แต่มีจุดเกิดควันต่ำจึงต้องใช้ไฟอ่อนกว่าปกติ
· · ·
คราฟต์รูซ์ · แบตช์มาตรฐาน ได้ราว 2.5 หม้อ

ส่วนผสม

  • เนยจืด 100 ก. หรือน้ำมันหมู 100 ก. หรือผสมกันครึ่งต่อครึ่ง
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 100 ก.
  • ผงกะหรี่สูตรแม่ 35 ก.
  • เกลือ 8 ก.
  • น้ำตาลทรายแดง 8 ก.
  • ผงคอมบุหรือผงเห็ดหอม 5 ก.
  • ผงหัวหอม 5 ก. (ถ้ามี)
  • การัมมาซาลา 3 ก. สำหรับใส่ท้ายสุด

วิธีทำ

  1. ตั้งกระทะก้นหนาไฟอ่อน ละลายไขมันจนหมด อย่าให้เดือด
  2. ใส่แป้งทั้งหมดลงไปพร้อมกัน คนด้วยไม้พายแบนให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว
  3. ผัดไฟอ่อนต่อเนื่อง คนตลอดเวลา ขูดก้นกระทะทุกครั้งที่คน ราว 8–12 นาที จนได้สีทองถึงน้ำตาลอ่อนและมีกลิ่นถั่วคั่ว
  4. ปิดไฟ พักให้อุณหภูมิลดลงราวครึ่งนาที แล้วจึงใส่ผงกะหรี่ เกลือ น้ำตาล ผงคอมบุ และผงหัวหอม คนให้เข้ากันด้วยความร้อนที่เหลือในกระทะ ราว 30–60 วินาที
  5. ใส่การัมมาซาลาเป็นอย่างสุดท้าย คนอีกครั้ง
  6. เทลงพิมพ์น้ำแข็งซิลิโคนหรือถาดที่รองกระดาษไข เกลี่ยให้เรียบ
  7. พักให้เย็นที่อุณหภูมิห้อง แล้วเข้าตู้เย็นจนแข็ง ตัดเป็นก้อนขนาดเท่ากัน

การใช้และการเก็บ

  • ใช้ราว 90–100 ก. ต่อของเหลว 750 มล. สำหรับ 4–5 จาน
  • วิธีละลายเหมือนก้อนสำเร็จทุกประการ คือปิดไฟก่อน ตักน้ำแกงร้อนใส่ถ้วย ละลายก้อนในถ้วยจนเนียน แล้วเทกลับลงหม้อ
  • เก็บในตู้เย็นได้ราว 1 เดือน ในช่องแช่แข็งได้ราว 3 เดือน
  • ถ้าใช้เนยล้วน รูซ์จะนิ่มกว่าและตัดยากกว่า ให้ใช้พิมพ์แบ่งช่องแทนการตัด
คำเตือน: จุดที่พังบ่อยที่สุดสามจุด

จุดที่ 1 ใส่ผงกะหรี่ตอนไฟยังแรง ผงเครื่องเทศไหม้ในไม่กี่วินาที และรูซ์ทั้งแบตช์จะขม นี่คือเหตุผลที่สูตรนี้ให้ปิดไฟก่อนเสมอ

จุดที่ 2 หยุดคน รูซ์ที่ไม่ได้คนจะไหม้ที่ก้นกระทะก่อนที่ด้านบนจะเปลี่ยนสี และเศษไหม้เล็กๆ จะกระจายไปทั่วจนขมทั้งแบตช์ ถ้าเห็นจุดดำในกระทะ ให้ทิ้งแล้วเริ่มใหม่

จุดที่ 3 ใช้กระทะก้นบาง ความร้อนไม่สม่ำเสมอทำให้บางจุดไหม้ในขณะที่บางจุดยังขาว หม้อหรือกระทะก้นหนาคืออุปกรณ์ชิ้นเดียวที่จำเป็นจริงในสูตรนี้

· · ·

คราฟต์รูซ์ต่างจากก้อนสำเร็จอย่างไร

ตารางนี้เทียบสองทางอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งข้อที่ก้อนสำเร็จรูปชนะ ซึ่งมีอยู่จริงและไม่น้อย

ประเด็นก้อนสำเร็จรูปคราฟต์รูซ์
ความสม่ำเสมอเท่ากันทุกครั้งขึ้นกับฝีมือ ต้องทำหลายครั้งกว่าจะนิ่ง
กลิ่นเครื่องเทศผ่านความร้อนและเก็บนาน กลิ่นถอยแล้วสดกว่าอย่างเห็นได้ชัดในเดือนแรก
ความเค็มสูงและเปลี่ยนไม่ได้คุณกำหนดเอง
ระดับสีของรูซ์ตายตัวตามสูตรโรงงานเลือกได้ตั้งแต่ทองถึงน้ำตาลเข้ม
ความง่ายในการละลายละลายง่ายเพราะมีอิมัลซิไฟเออร์ต้องละลายในถ้วยก่อนเสมอ
อายุการเก็บหลายเดือนถึงเป็นปี1 เดือนในตู้เย็น 3 เดือนในช่องแช่แข็ง
ต้นทุนต่อหม้อถูกกว่าถ้าซื้อยี่ห้อทั่วไปแพงกว่าเล็กน้อย แต่ถูกกว่าซื้อยี่ห้อพรีเมียม
เวลาศูนย์ราว 20 นาทีต่อแบตช์ ใช้ได้ 2–3 หม้อ

ข้อสรุปที่ตรงไปตรงมาคือ ถ้าคุณทำแกงกะหรี่เดือนละครั้ง ก้อนสำเร็จรูปคือคำตอบที่ถูกต้อง แต่ถ้าคุณทำสัปดาห์ละครั้งหรือทำขาย การลงทุนยี่สิบนาทีต่อเดือนเพื่อให้ได้รูซ์ที่เป็นของคุณเองคือการลงทุนที่คุ้มที่สุดในเล่มนี้

ทำไมรูซ์ถึงเก็บได้เป็นเดือน ทั้งที่ไม่มีสารกันเสีย

คำถามที่คนถามบ่อยที่สุดหลังทำคราฟต์รูซ์ครั้งแรกคือมันจะไม่เสียหรือ คำตอบอยู่ที่น้ำ จุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าต้องการน้ำอิสระในการเติบโต และตัววัดที่นักวิทยาศาสตร์อาหารใช้เรียกว่าค่าวอเตอร์แอกทิวิตี แบคทีเรียก่อโรคส่วนใหญ่หยุดเติบโตเมื่อค่านี้ต่ำกว่าราว 0.9 และเชื้อราส่วนใหญ่หยุดที่ต่ำกว่าราว 0.7 แป้งสาลีมีความชื้นราว 12–14% แต่เป็นน้ำที่ถูกแป้งจับไว้แน่น ส่วนเนยมีน้ำราว 15–18% ที่กระจายเป็นหยดเล็กในไขมัน เมื่อผัดรวมกันจนน้ำส่วนใหญ่ระเหยไปในสิบนาทีแรก ก้อนรูซ์ที่ได้จึงแทบไม่มีน้ำอิสระเหลือให้จุลินทรีย์ใช้เลย

สิ่งที่ทำให้รูซ์เสียจริงจึงไม่ใช่การเน่า แต่คือการหืนของไขมัน ซึ่งเกิดจากออกซิเจน แสง และความร้อน นี่คือเหตุผลที่คำแนะนำในสูตรคือห่อให้สนิท เก็บในที่มืด และแช่เย็น ไม่ใช่เพราะกลัวเชื้อ แต่เพราะกลัวกลิ่นหืน และเป็นเหตุผลที่รูซ์เนยเสื่อมเร็วกว่ารูซ์น้ำมันหมู เพราะเนยมีของแข็งจากนมที่หืนได้อีกทางหนึ่ง ก้อนสำเร็จรูปของโรงงานเก็บได้เป็นปีก็เพราะใช้ไขมันที่ผ่านการทำให้อิ่มตัวและบรรจุกันอากาศ ไม่ใช่เพราะสารกันเสีย

· · ·

เลขที่ควรรู้ก่อนเปลี่ยนสูตร

สูตรมาตรฐานในบทนี้ใช้แป้งกับไขมันอย่างละ 100 ก. ซึ่งเป็นสัดส่วนหนึ่งต่อหนึ่งโดยน้ำหนัก ไม่ใช่โดยปริมาตร ความต่างนี้สำคัญเพราะแป้งหนึ่งถ้วยตวงหนักราว 120–130 ก. ส่วนเนยหนึ่งถ้วยหนักราว 225 ก. ถ้าตวงเป็นถ้วยเท่ากันจะได้รูซ์ที่ไขมันเกินเกือบเท่าตัว ซึ่งแยกชั้นเป็นน้ำมันลอยหน้าแกงทันทีที่เคี่ยว นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งของแกงที่มันลอยเป็นแผ่น

ปริมาณต่อหม้อก็เทียบกับตำราได้ ครัวฝรั่งเศสใช้รูซ์ราว 60 ก. ต่อของเหลว 1 ลิตรสำหรับซอสเหลวแบบเวลูเต และราว 100–120 ก. สำหรับซอสข้น แกงกะหรี่ญี่ปุ่นต้องข้นกว่าซอสฝรั่งเศสเพราะต้องเกาะข้าว สูตรนี้จึงให้ 90–100 ก. ต่อ 750 มล. ซึ่งเท่ากับราว 120–130 ก. ต่อลิตร อยู่ปลายบนของช่วงซอสข้นพอดี ถ้าคุณอยากได้แกงเหลวแบบซุปคาเรในบทที่ ๒๓ ให้ลดลงมาที่ราว 40 ก. ต่อลิตร หรือตัดรูซ์ทิ้งทั้งหมดตามสายนั้น

ถ้าเปลี่ยนเกิดอะไรขึ้นต้องชดเชยอย่างไร
แป้งเค้กแทนแป้งอเนกประสงค์แป้งเค้กมีโปรตีนน้อยกว่าและแป้งมากกว่าเล็กน้อย ทำให้ข้นได้มากขึ้นราว 5–10% และเนื้อเนียนกว่าลดปริมาณรูซ์ต่อหม้อลงเล็กน้อย หรือคงไว้แล้วยอมรับความข้นที่มากขึ้น
แป้งขนมปังแทนแป้งอเนกประสงค์โปรตีนมากกว่า แป้งน้อยกว่า ข้นได้น้อยลง และมีกลิ่นแป้งดิบชัดกว่าถ้าผัดไม่พอเพิ่มเวลาผัดหนึ่งถึงสองนาที และเพิ่มปริมาณรูซ์ราว 10%
ผัดรูซ์เข้มขึ้นหนึ่งระดับกลิ่นคั่วลึกขึ้น แต่แป้งบางส่วนแตกตัวเป็นเดกซ์ทริน ทำให้ข้นได้น้อยลง ตามบทที่ ๑๙เพิ่มปริมาณรูซ์ราว 10–15% ต่อระดับสีที่เข้มขึ้น
ใช้น้ำมันพืชล้วนแทนเนยไม่มีน้ำและไม่มีของแข็งจากนม ผัดง่ายกว่า เก็บได้นานกว่า แต่กลิ่นแบนกว่าและก้อนนิ่มไม่แข็งตัวในตู้เย็นเก็บในภาชนะแทนการตัดเป็นก้อน ตวงด้วยช้อนตอนใช้
เพิ่มผงกะหรี่จาก 35 ก. เป็น 50 ก.กลิ่นแรงขึ้นแต่ผงดูดไขมันไป ทำให้ก้อนแห้งและร่วนเพิ่มไขมันอีก 10–15 ก. ต่อผงที่เพิ่มทุก 15 ก.

แถวที่คนสะดุดบ่อยที่สุดคือแถวสุดท้าย เพราะสัญชาตญาณบอกว่าอยากให้หอมขึ้นก็ใส่ผงเพิ่ม แต่ผงเครื่องเทศเป็นของแห้งที่ดูดไขมัน ใส่เกินจุดหนึ่งแล้วก้อนจะไม่เกาะกัน ทางที่ถูกกว่าคือคงปริมาณผงไว้ แล้วไปเพิ่มความสดของผงด้วยการบดใหม่แทน

· · ·
· · ·

ปรับสูตรพื้นฐานให้เป็นสามแบบ

สูตรมาตรฐานข้างบนคือจุดกึ่งกลาง จากตรงนั้นปรับได้สามทิศทางตามคนกิน ตารางนี้บอกว่าแต่ละทิศต้องเปลี่ยนอะไรและจะได้อะไรกลับมา

แบบเปลี่ยนอะไรได้อะไร
เด็กกินได้ลดพริกป่นในผงกะหรี่ลงครึ่งหนึ่ง เพิ่มน้ำตาลเป็น 15 ก. เติมผงแอปเปิลหรือน้ำผึ้ง 10 ก. ใช้เนยล้วนรสนุ่ม หวานนำ ใกล้เคียงก้อนสำเร็จรูปสำหรับเด็ก
ร้านค้าผัดรูซ์เข้มขึ้นอีกระดับ เพิ่มปริมาณรูซ์ต่อหม้อ 10% เพื่อชดเชยความข้น ใช้น้ำมันหมูครึ่งหนึ่งสีเข้ม กลิ่นคั่วลึก เกาะข้าวดี ทนต่อการอุ่นซ้ำ
เผ็ดผู้ใหญ่เพิ่มพริกป่นเป็นสองเท่า เพิ่มพริกไทยดำ เติมดีปลีบด 3 ก.เผ็ดร้อนซึมลึก มีความเผ็ดสองแบบซ้อนกัน

ทั้งสามแบบใช้วิธีทำเดียวกันทุกขั้น ต่างกันแค่สัดส่วนและระดับสีของรูซ์ ซึ่งแปลว่าเมื่อทำแบบมาตรฐานได้นิ่งแล้ว อีกสามแบบจะตามมาเองโดยไม่ต้องเรียนรู้ใหม่

วิทยาศาสตร์: ไขมันที่เลือกใช้ทำรูซ์

ไขมันไม่ได้ทำหน้าที่แค่พาแป้ง แต่เป็นตัวเก็บกลิ่นเครื่องเทศไว้ด้วย และไขมันแต่ละชนิดให้บุคลิกต่างกันชัดเจน

"ก้อนสำเร็จรูปคือรูซ์ที่โรงงานผัดให้ คราฟต์รูซ์คือรูซ์ที่คุณผัดเอง ต่างกันแค่ยี่สิบนาทีต่อเดือน กับสิทธิ์ในการเลือกสี เกลือ และความเผ็ดของตัวเอง"
[ ภาพ: คราฟต์รูซ์ที่เทลงพิมพ์น้ำแข็งซิลิโคนแล้วแช่จนแข็ง แกะออกมาวางเรียงให้เห็นสีและรูปทรง ]
ภาพประกอบ: คราฟต์รูซ์ที่แบ่งเป็นก้อนแล้ว ใช้งานได้เหมือนก้อนสำเร็จรูปทุกประการ
flour-bowl
แป้งสาลีอเนกประสงค์ ครึ่งหนึ่งของคราฟต์รูซ์โดยน้ำหนัก อีกครึ่งคือไขมัน
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนแกงกะหรี่ออกนอกญสารบัญบทถัดไป →ศิลปะการอัปเกรดแ

บทที่ ๓๐ · ภาค ๖ ลงมือทำและเทคนิคระดับเชฟ

ศิลปะการอัปเกรดแกงกะหรี่ก้อน

วิธีซื้อเวลาแปดชั่วโมงกลับคืนมาภายในสามสิบนาที

มีความจริงข้อหนึ่งที่คนทำอาหารจริงจังมักไม่อยากยอมรับ นั่นคือแกงกะหรี่ก้อนสำเร็จรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาดีมาก ไม่ใช่ของมักง่าย มันคือรูซ์ที่ผัดจนได้สีสม่ำเสมอทุกก้อน ผสมกับเครื่องเทศที่บดและผสมโดยคนที่ทำเรื่องนี้เป็นอาชีพ แล้วปรุงรสมาแล้วเรียบร้อยจนคุณแทบไม่ต้องคิดอะไร

ปัญหาของมันไม่ใช่คุณภาพ แต่คือความสม่ำเสมอ มันถูกออกแบบให้ออกมาเหมือนกันทุกครั้งไม่ว่าใครทำ ซึ่งแปลว่ามันถูกออกแบบให้ไม่มีความพิเศษด้วยเช่นกัน แกงกะหรี่ที่ทำตามหลังกล่องเป๊ะๆ จะได้รสที่ถูกต้อง เรียบร้อย และลืมได้ภายในสามวัน

บทนี้ไม่ได้สอนให้คุณเลิกใช้แกงกะหรี่ก้อน บทนี้สอนให้ใช้มันเป็นจุดเริ่มต้น แทนที่จะใช้เป็นจุดจบ

· · ·

ก่อนอื่น ในก้อนนั้นมีอะไรบ้าง

พลิกกล่องดูฉลาก คุณจะเห็นลำดับส่วนผสมที่เรียงตามน้ำหนักจากมากไปน้อย และลำดับนั้นบอกอะไรเยอะมาก

วิทยาศาสตร์: กายวิภาคของแกงกะหรี่ก้อนหนึ่งกล่อง

อ่านลำดับนี้แล้วจะเห็นช่องว่างชัดเจน สิ่งที่ก้อนนั้นให้ไม่ได้คือ ความหวานจากหัวหอมที่ผัดจริง ความหนืดจากคอลลาเจนที่ละลายจากเนื้อจริง ความสว่างจากความเปรี้ยว และกลิ่นสดของเครื่องเทศที่เพิ่งเจอความร้อน สี่อย่างนี้คือรายการงานของคุณ

heavy-pot
การจี่เนื้อในหม้อก้นหนาก่อนเป็นขั้นที่ห้ามข้าม เพราะคราบสีน้ำตาลที่ติดก้นหม้อคือรสที่เติมด้วยอย่างอื่นไม่ได้
· · ·

ภาพลวงตาแปดชั่วโมง

ร้านแกงกะหรี่ที่ติดป้ายว่าเคี่ยวแปดชั่วโมงไม่ได้โกหก แต่ป้ายนั้นไม่ได้บอกว่าแปดชั่วโมงนั้นทำอะไรให้บ้าง เมื่อแยกออกมาดูทีละอย่างจะพบว่าเวลาให้ของอยู่แค่สี่อย่าง และทั้งสี่อย่างซื้อกลับคืนมาได้ด้วยวิธีที่เร็วกว่า

สิ่งที่เวลายาวนานมอบให้วิธีซื้อกลับคืนเวลาที่ใช้จริง
ความหวานลึกจากหัวหอมที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลผัดหัวหอมแยกด้วยเทคนิคเร่ง หรือทำเก็บไว้ล่วงหน้าแล้วแช่แข็ง12–20 นาที (หรือ 0 นาทีถ้าทำไว้แล้ว)
ความหนืดนุ่มจากคอลลาเจนที่ละลายเป็นเจลาตินเลือกชิ้นเนื้อที่มีเอ็นมาก หรือเติมผงเจลาติน1 นาที
ความเข้มข้นจากน้ำที่ระเหยไปใช้น้ำน้อยกว่าที่กล่องบอกตั้งแต่แรก แล้วค่อยเติมทีหลัง0 นาที
รสที่แทรกเข้าเนื้อในทุกชิ้นพักข้ามคืนในตู้เย็นตามวิธีในบทที่ ๒๐คืนเดียว โดยคุณไม่ต้องอยู่ด้วย

สังเกตว่าไม่มีบรรทัดไหนเลยที่ต้องยืนเฝ้าหม้อแปดชั่วโมง สิ่งที่ร้านทำจริงคือปล่อยให้เวลาทำงานสี่อย่างพร้อมกันในหม้อเดียวเพราะมันสะดวกกับร้าน ไม่ใช่เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่ทำได้

"เวลาไม่ใช่ส่วนผสมวิเศษ เวลาคือชื่อรวมๆ ของกระบวนการสี่อย่างที่แยกทำทีละอย่างได้ และเมื่อคุณรู้ว่ามันคืออะไร คุณก็ซื้อมันคืนมาได้ทีละชิ้น"

· · ·

คันโยกทั้งหก

ทุกวิธีอัปเกรดแกงกะหรี่ก้อนที่คุณจะเจอในโลกนี้ ล้วนเป็นการดึงคันโยกใดคันโยกหนึ่งในหกอันนี้ เมื่อคุณจำกรอบนี้ได้ คุณจะเลิกท่องสูตรและเริ่มออกแบบเองได้

grated-apple
ที่ขูดแบบมือ อุปกรณ์ที่ทำให้แอปเปิลกลายเป็นความหวานที่มาพร้อมความเปรี้ยวและเอนไซม์ ต่างจากน้ำตาลที่ให้แค่ความหวานเปล่า

คันโยกที่ ๑ ฐานความหวาน

คือหัวหอมที่ผัดจนเป็นสีน้ำตาลทอง เรื่องนี้มีบทของตัวเองอยู่ในภาค ๓ แต่สำหรับงานเร่งด่วน มีสามทางลัดที่ได้ผลจริง ทางแรกคือใส่เกลือหยิบมือตั้งแต่ต้นเพื่อดึงน้ำออกจากเซลล์ ทางที่สองคือแช่แข็งหัวหอมที่หั่นแล้วไว้ล่วงหน้า เพราะผลึกน้ำแข็งจะทำลายผนังเซลล์ทำให้หัวหอมยุบและเปลี่ยนสีเร็วขึ้นมาก ทางที่สามคือเข้าไมโครเวฟก่อนสัก 5 นาทีแล้วค่อยลงกระทะ

อย่าใช้ไฟแรงเพื่อเร่ง เพราะสิ่งที่ได้จะเป็นหัวหอมไหม้ ซึ่งขมและกู้ไม่ได้ ให้ใช้ไฟกลางค่อนไปทางอ่อน คนบ่อย และเมื่อเริ่มติดก้นกระทะให้เติมน้ำครั้งละหนึ่งช้อนโต๊ะเพื่อขูดคราบสีน้ำตาลนั้นกลับลงไป คราบนั้นคือรสที่คุณต้องการ ไม่ใช่ของเสีย

คันโยกที่ ๒ อูมามิ

แกงกะหรี่ก้อนมีตัวชูรสมาให้แล้ว แต่เป็นอูมามิแบบชั้นเดียว สิ่งที่ทำให้อูมามิมีมิติคือการซ้อนแหล่งที่ต่างชนิดกัน เพราะกรดกลูตามิกกับกรดอิโนซินิกเสริมกำลังกันได้หลายเท่าตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่อธิบายไว้แล้วในภาค ๔

ในทางปฏิบัติแปลว่า ถ้าเนื้อสัตว์ในหม้อคือแหล่งอิโนซิเนตอยู่แล้ว สิ่งที่คุณควรเติมคือแหล่งกลูตาเมต เช่นน้ำแช่คอมบุ เห็ดหอมแห้งแช่น้ำ มะเขือเทศ หรือซีอิ๊ว เลือกอย่างเดียวก็พอ

คันโยกที่ ๓ เนื้อสัมผัสและไขมัน

ความรู้สึก "เคี่ยวมานาน" ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากรส แต่มาจากเนื้อสัมผัสที่หนืดนุ่มติดลิ้น ซึ่งมาจากเจลาตินและไขมันที่แตกตัวละเอียด

วิธีที่ตรงที่สุดคือเลือกชิ้นเนื้อที่มีเอ็นและพังผืด เช่นสันคอหมูหรือน่องวัว แทนที่จะใช้สันในซึ่งไม่มีอะไรให้ละลาย ถ้าใช้เนื้อไม่มีเอ็น ให้ใช้ทางลัดคือละลายผงเจลาตินราวหนึ่งช้อนชาในน้ำเล็กน้อยแล้วเทลงหม้อตอนท้าย ส่วนเนยหนึ่งก้อนเล็กที่ใส่ตอนปิดไฟจะทำให้ผิวซอสเงาและกลิ่นกลม

คันโยกที่ ๔ ความเปรี้ยวและความสว่าง

นี่คือคันโยกที่คนไทยดึงน้อยที่สุดและเป็นคันโยกที่เปลี่ยนแกงกะหรี่ได้มากที่สุด

แกงกะหรี่ก้อนมีไขมันกับแป้งเยอะ ซึ่งแปลว่ามันเลี่ยนได้ง่ายและทึบได้ง่าย ของเปรี้ยวเล็กน้อยจะตัดความเลี่ยนและทำให้รสอื่นเด่นขึ้นโดยที่คุณไม่รู้สึกว่าเปรี้ยว ทางเลือกที่ใช้ได้คือมะเขือเทศ โยเกิร์ต ซอสอุสเตอร์ หรือน้ำส้มสายชูสองสามหยด

กฎเหล็กคือใส่ตอนท้าย และถ้าเป็นของที่มีนมเป็นส่วนประกอบ ให้ปิดไฟก่อนแล้วค่อยคนลงไป เพื่อไม่ให้โปรตีนนมจับตัวเป็นเม็ด

คันโยกที่ ๕ ความหวานลึกและสีเข้ม

นี่คือดินแดนของ คาคุชิอาจิ หรือรสที่ซ่อนไว้ ซึ่งมีบทของตัวเองในภาค ๓ ในบทนี้ขอสรุปเฉพาะที่ใช้กับแกงกะหรี่ก้อนได้ทันที

ช็อกโกแลตดำให้ความขมและสีเข้ม กาแฟให้กลิ่นคั่วและความลึก น้ำผึ้งให้ความหวานที่นุ่มกว่าน้ำตาลทราย แอปเปิลขูดให้ทั้งความหวานและกรดอ่อนๆ ในเวลาเดียวกัน

กฎที่ห้ามลืมคือเลือกไม่เกินสองถึงสามอย่าง และต้องมาจากคนละหมวด ใส่ทั้งหมดพร้อมกันจะได้ของที่รสสับสน หวานโดยไม่รู้ว่าหวานจากอะไร ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของคนที่เพิ่งอ่านเรื่องคาคุชิอาจิมาใหม่ๆ

คันโยกที่ ๖ กลิ่นปิดท้าย

คันโยกนี้ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดต่อแรงที่ลงไป และเป็นคันโยกที่ทำให้คนกินแยกออกทันทีว่าแกงหม้อนี้ไม่ใช่แกงตามหลังกล่อง

เครื่องเทศในก้อนถูกให้ความร้อนมาแล้วในโรงงาน แล้วนอนอยู่ในกล่องอีกหลายเดือน กลิ่นระเหยหายไปมากแล้ว การเติมกลิ่นสดกลับเข้าไปตอนท้ายจึงเป็นการเติมสิ่งที่หายไป ไม่ใช่การเติมสิ่งแปลกปลอม

ทำได้สองแบบ แบบง่ายคือโรยการัมมาซาลาตอนปิดไฟแล้วคนเบาๆ แบบที่ให้ผลแรงกว่าคือเจียวเครื่องเทศเม็ด เช่นยี่หร่าและเมล็ดผักชี ในน้ำมันร้อนราวครึ่งนาทีจนเม็ดเริ่มเต้นและส่งกลิ่น แล้วราดทั้งน้ำมันลงหม้อตอนปิดไฟ เทคนิคนี้คือสิ่งที่ครัวอินเดียเรียกว่าทัดกา และมันทำงานกับแกงกะหรี่ญี่ปุ่นได้ดีอย่างน่าประหลาด

วิทยาศาสตร์: ทำไมต้องใส่ก้อนตอนปิดไฟ

สารให้กลิ่นของเครื่องเทศเป็นสารระเหย นั่นคือคุณสมบัติที่ทำให้เราได้กลิ่นมัน และเป็นคุณสมบัติเดียวกันที่ทำให้มันหายไปเมื่อโดนความร้อนนาน

ทุกนาทีที่หม้อเดือดคือกลิ่นที่ลอยขึ้นเพดานครัวแทนที่จะอยู่ในจาน กลิ่นที่หอมฟุ้งทั้งบ้านตอนทำอาหารคือกลิ่นที่คุณเสียไปแล้ว ไม่ใช่กลิ่นที่คนกินจะได้

· · ·

กฎของก้อน สามข้อที่ห้ามผิด

ก่อนจะไปที่สูตร มีกฎทางเทคนิคสามข้อเกี่ยวกับตัวก้อนเองที่คนทำผิดกันเป็นประจำ

กฎการใช้แกงกะหรี่ก้อน

กฎข้อ 1 ปิดไฟก่อนใส่ก้อนเสมอ

  • ยกหม้อลงหรือปิดไฟ รอสักครู่ให้หยุดเดือด แล้วค่อยละลายก้อน
  • ถ้าใส่ตอนเดือดพล่าน แป้งที่ผิวก้อนจะสุกและจับตัวเป็นเปลือกทันที ข้างในละลายไม่ทัน ผลคือเป็นเม็ดและก้นหม้อไหม้
  • วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือตักน้ำแกงร้อนใส่ถ้วย ละลายก้อนในถ้วยจนเนียน แล้วค่อยเทกลับลงหม้อ

กฎข้อ 2 ใส่ก้อนแล้วห้ามเดือดพล่าน

  • หลังใส่ก้อนแล้ว ให้ใช้ไฟอ่อน คนตลอด เคี่ยวราว 10 นาทีเพื่อให้แป้งสุกเต็มที่และซอสเซ็ตตัว
  • การเดือดแรงหลังใส่ก้อนทำให้แป้งเสียโครงสร้างและซอสอาจกลับมาใสลง ทั้งยังไหม้ก้นง่ายเพราะซอสข้นแล้ว

กฎข้อ 3 ใช้น้ำน้อยกว่าที่กล่องบอกราว 10–15%

  • ปริมาณน้ำหลังกล่องคำนวณจากการที่คุณไม่ได้เติมอะไรเลย เมื่อคุณเติมมะเขือเทศ โยเกิร์ต น้ำแช่เห็ด หรือน้ำจากหัวหอมที่ผัด น้ำเหล่านั้นนับรวมด้วย
  • เติมน้ำเพิ่มตอนท้ายทำได้เสมอ แต่การไล่น้ำออกจากหม้อที่ใส่ก้อนไปแล้วทำได้ยากโดยไม่ไหม้
· · ·
stock-cube
ก้อนซุปสำเร็จ ทางลัดที่ใช้ได้จริงถ้ารู้ว่ามันพาเกลือมาด้วยเท่าไร

การผสมสองยี่ห้อ ภูมิปัญญาแม่บ้านญี่ปุ่น

เทคนิคที่แพร่หลายที่สุดในครัวญี่ปุ่นและแทบไม่มีใครในไทยทำ คือการใช้แกงกะหรี่ก้อนสองยี่ห้อผสมกันครึ่งต่อครึ่ง

เหตุผลตรงไปตรงมามาก แต่ละยี่ห้อออกแบบบุคลิกมาไม่เหมือนกัน ยี่ห้อที่ชูแอปเปิลกับน้ำผึ้งจะหวานนุ่มและเด็กกินง่าย แต่จืดสำหรับผู้ใหญ่ ส่วนยี่ห้อที่ชูความเผ็ดและกลิ่นคั่วจะมีมิติมากกว่าแต่แข็งกระด้าง เมื่อผสมกัน คุณจะได้ทั้งความนุ่มของตัวแรกและโครงของตัวที่สอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยี่ห้อเดียวให้ไม่ได้เพราะมันต้องเลือกข้าง

สิ่งที่ควรระวังคือความเผ็ด ให้เริ่มที่อัตราส่วนหวานมากกว่าเผ็ด เช่นสามต่อหนึ่ง แล้วค่อยขยับ เพราะการเติมความเผ็ดทำได้ตลอด ส่วนการดึงมันออกทำไม่ได้

· · ·

สูตรหลัก แกงกะหรี่ก้อนอัปเกรด 30 นาที

สูตรนี้คือทุกอย่างในบทนี้ประกอบร่างเข้าด้วยกัน ปริมาณอ้างอิงที่ 4 ที่ ใช้แกงกะหรี่ก้อนครึ่งกล่องมาตรฐาน

แกงกะหรี่ก้อนอัปเกรด สำหรับ 4 ที่

วัตถุดิบหลัก

  • แกงกะหรี่ก้อน ครึ่งกล่อง (ถ้าผสมสองยี่ห้อ ให้ใช้หวาน 3 ส่วน เผ็ด 1 ส่วน)
  • หมูสันคอหรือเนื้อติดเอ็น 400 ก. หั่นชิ้นใหญ่กว่าที่คิดหนึ่งขนาด
  • หัวหอมใหญ่ 2 หัว หั่นบาง
  • แครอท 1 หัว มันฝรั่ง 2 หัว หั่นชิ้นใหญ่
  • กระเทียมสับ 2 กลีบ ขิงขูด 1 ช้อนชา
  • น้ำ หรือน้ำสต๊อก ประมาณ 85%ของที่กล่องระบุ
  • น้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะ เนย 10 ก.

ตัวเสริม เลือก 3 อย่างจากคนละหมวด

  • หมวดอูมามิ: ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา หรือน้ำแช่เห็ดหอม 3 ช้อนโต๊ะ หรือมะเขือเทศเข้มข้น 1 ช้อนโต๊ะ
  • หมวดของเปรี้ยว: โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 2 ช้อนโต๊ะ หรือซอสอุสเตอร์ 1 ช้อนโต๊ะ
  • หมวดหวานลึก: แอปเปิลขูด 1/4 ผล หรือน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ หรือช็อกโกแลตดำ 5 ก. หรือกาแฟสำเร็จรูป 1/2 ช้อนชา
  • หมวดกลิ่นปิดท้าย (อันนี้ไม่นับในสามอย่าง ให้ใส่เสมอ): การัมมาซาลา 1/2 ช้อนชา

ขั้นตอน

  1. นาทีที่ 0–3 ตั้งกระทะน้ำมัน จี่ผิวเนื้อทุกด้านให้เป็นสีน้ำตาลจริงๆ อย่าคนบ่อย ตักขึ้นพักไว้ ไม่ต้องสุกข้างใน
  2. นาทีที่ 3–15 ใส่หัวหอมลงในกระทะเดิม โรยเกลือหยิบมือ ผัดไฟกลางค่อนอ่อน เมื่อเริ่มติดก้นให้เติมน้ำครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะแล้วขูดคราบขึ้นมา ทำซ้ำจนหัวหอมเป็นสีน้ำตาลทองและยุบเหลือประมาณหนึ่งในสาม
  3. นาทีที่ 15–17 ใส่กระเทียมกับขิง ผัดจนหอม ราว 1 นาที
  4. นาทีที่ 17–18 ใส่เนื้อกลับลงไปพร้อมน้ำที่ไหลออกมาตอนพัก เติมน้ำหรือน้ำสต๊อก ใส่แครอทกับมันฝรั่ง
  5. นาทีที่ 18–35 เคี่ยวไฟอ่อน ปิดฝาเผยอ ช้อนฟองออกช่วงแรก ใส่ตัวเสริมหมวดอูมามิและหมวดหวานลึกตอนนี้
  6. ปิดไฟ ตักน้ำแกงใส่ถ้วย ละลายก้อนจนเนียน เทกลับลงหม้อ คนให้ทั่ว
  7. เปิดไฟอ่อนอีก 10 นาที คนเป็นระยะ ห้ามเดือดพล่าน
  8. ปิดไฟ ใส่ตัวเสริมหมวดของเปรี้ยว ใส่เนย โรยการัมมาซาลา คนเบาๆ ปิดฝาพักไว้ 5 นาทีก่อนเสิร์ฟ

ถ้ามีเวลาข้ามคืน

  • หยุดที่ขั้นตอนที่ 7 แล้วทำให้เย็นเร็วด้วยวิธีเดียวกัน เข้าตู้เย็น
  • วันรุ่งขึ้นอุ่นให้ร้อนทั่วถึงแล้วค่อยทำขั้นตอนที่ 8 คือของเปรี้ยว เนย และการัมมาซาลา
  • วิธีนี้ให้ทั้งความกลมของแกงข้ามคืนและกลิ่นสดของเครื่องเทศพร้อมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ถ้าใส่ทุกอย่างตั้งแต่วันแรก
[ ภาพ: เปรียบเทียบสองจาน ซ้ายคือทำตามหลังกล่อง ขวาคือสูตรอัปเกรด ถ่ายมุมเดียวกัน แสงเดียวกัน ]
ภาพ: ความต่างที่เห็นด้วยตาคือความเงาของผิวซอสและความเข้มของสี ซึ่งมาจากไขมันที่แตกตัวและหัวหอมที่ผัดจริง
· · ·

ห้าความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด

คำเตือน: อย่าทำแบบนี้
"เป้าหมายของบทนี้ไม่ใช่การทำให้แกงกะหรี่ก้อนกลายเป็นแกงกะหรี่คราฟต์ แต่คือการทำให้มันเป็นแกงกะหรี่ก้อนที่ดีที่สุดเท่าที่มันจะเป็นได้ ซึ่งเป็นคนละเป้าหมาย และเป็นเป้าหมายที่ทำสำเร็จได้ในคืนวันธรรมดา"

เมื่อคุณดึงคันโยกทั้งหกจนคล่องแล้ว คุณจะเริ่มรู้สึกว่ามีเพดานอยู่ เพดานนั้นคือตัวก้อนเอง เพราะสัดส่วนเครื่องเทศในก้อนคือสิ่งที่คุณเปลี่ยนไม่ได้ คุณเติมเข้าไปได้อย่างเดียว ดึงออกไม่ได้

วันที่คุณอยากข้ามเพดานนั้น คือวันที่คุณต้องผัดรูซ์เอง ซึ่งเป็นเรื่องของบทที่แล้ว และถ้าคุณข้ามมันมาเพราะคิดว่ายาก ผู้เขียนแนะนำให้กลับไปอ่านอีกครั้งหลังจากทำสูตรในบทนี้สักสามครั้ง เพราะเมื่อถึงตอนนั้นคุณจะเข้าใจแล้วว่ารูซ์คือแค่แป้งกับไขมันกับเวลา และคุณคุมทั้งสามอย่างนั้นได้แล้วตั้งแต่บทนี้

หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนทำแกงกะหรี่ก้อนเสารบัญบทถัดไป →กู้หม้อที่พัง

บทที่ ๓๑ · ภาค ๖ ลงมือทำและเทคนิคระดับเชฟ

กู้หม้อที่พัง

แก้เค็ม เผ็ด หวาน เปรี้ยว ขม เหลว ข้น และหม้อที่อุ่นแล้วพัง ด้วยของที่มีอยู่ในครัวแล้ว

ทุกคนที่ทำอาหารจริงจังจะมีคืนหนึ่งที่ชิมแล้วรู้ทันทีว่าหม้อนี้ไม่รอด บทนี้คือบทที่คุณจะเปิดในคืนแบบนั้น

หลักการเดียวที่ครอบคลุมทุกกรณีคือ อย่าแก้ปัญหาด้วยการเติมสิ่งที่ตรงข้าม แต่ให้แก้ด้วยการเติมสิ่งที่กลบ ความเค็มไม่ได้หายไปเมื่อคุณเติมน้ำตาล มันแค่ถูกบัง และการบังนั้นคือสิ่งที่เราต้องการ เพราะเราไม่มีทางเอาเกลือออกจากหม้อได้จริงๆ

· · ·

เค็มเกินไป

เกลือเป็นสิ่งเดียวในหม้อที่เอาออกไม่ได้เลย ทางแก้ทั้งหมดจึงเป็นการเจือจางหรือการบัง ตารางนี้เรียงจากวิธีที่ได้ผลจริงที่สุดไปหาวิธีที่ควรเป็นทางสุดท้าย

ทำอะไรปริมาณได้ผลแค่ไหน
เพิ่มปริมาณด้วยของที่ไม่มีเกลือ เช่นมันฝรั่งต้ม แครอทต้ม หัวหอมผัด หรือน้ำซุปไม่ปรุงรสเพิ่มทีละ 10% ของปริมาณหม้อดีที่สุด เพราะลดความเข้มข้นของเกลือจริงๆ
เติมไขมันหรือนม เช่นครีม เนย มะพร้าว โยเกิร์ต1–2 ช้อนโต๊ะดีมาก ไขมันลดการรับรู้ความเค็มได้ชัดเจน
เติมของเปรี้ยวกับความหวานอย่างละนิดของเปรี้ยว 2 หยด น้ำตาล 1 ช้อนชาดี ใช้เมื่อเค็มเกินไม่มาก
เสิร์ฟกับข้าวมากขึ้นเพิ่มข้าวต่อจาน 20%ได้ผลจริง และเป็นวิธีที่ร้านใช้เงียบๆ มานาน
เติมน้ำเปล่าห้ามใช้เป็นทางแรกลดความเค็มจริงแต่ลดทุกอย่างอื่นด้วย ได้แกงจืดที่ยังเค็มไม่พอดี

แถวสุดท้ายคือสิ่งที่คนทำเป็นอย่างแรกโดยสัญชาตญาณ และเป็นเหตุผลที่แกงเค็มหลายหม้อจบลงด้วยการเป็นแกงจืดที่ยังเค็มอยู่

เกร็ดที่เล่าต่อกันมา: มันฝรั่งดูดเกลือ ที่จริงแล้วไม่จริงอย่างที่เล่ากัน

คำแนะนำที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือใส่มันฝรั่งดิบทั้งลูกลงไปต้มเพื่อ "ดูดเกลือ" แล้วตักออก

สิ่งที่มันฝรั่งทำจริงคือดูดของเหลวที่มีเกลือละลายอยู่เข้าไป ในสัดส่วนความเค็มเท่ากับที่อยู่ในหม้อ มันไม่ได้เลือกดูดเฉพาะเกลือ ผลคือความเข้มข้นของเกลือในหม้อแทบไม่เปลี่ยน ที่เปลี่ยนคือปริมาณของเหลวลดลง

สิ่งที่ช่วยจริงคือถ้าคุณกินมันฝรั่งลูกนั้นด้วย เพราะมันกลายเป็นของที่ไม่มีเกลือที่เพิ่มปริมาณให้จาน ซึ่งก็คือวิธีแรกในตารางนั่นเอง

salt-bowl
เกลือในถ้วยไม้ ตัวที่แก้ยากที่สุดเพราะใส่แล้วเอาออกไม่ได้ ทำได้แค่เจือจางหรือหลอกลิ้น
· · ·

เผ็ดเกินไป

แคปไซซินละลายในไขมันไม่ละลายในน้ำ ตามที่อธิบายไว้ในบทที่ ๑๒ ทางแก้ทั้งหมดจึงหมุนรอบไขมันและโปรตีนนม

potato-boiled
มันฝรั่งต้มสุก วิธีแก้แกงเค็มที่ได้ผลที่สุดคือเพิ่มปริมาณด้วยของที่ไม่มีเกลือแบบนี้ ไม่ใช่การใส่มันฝรั่งดิบลงไปดูดเกลือ

ตารางนี้เรียงตามความเร็วที่เห็นผล ของที่อยู่บนสุดแก้ได้ในสามสิบวินาที ของที่อยู่ล่างสุดแก้ได้ถาวรกว่าแต่ต้องเคี่ยวต่อ

ทำอะไรปริมาณต่อหม้อหมายเหตุ
ครีมสด นมสด หรือกะทิ2–4 ช้อนโต๊ะได้ผลเร็วที่สุด ใส่ตอนปิดไฟ
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ2–3 ช้อนโต๊ะได้ทั้งไขมัน โปรตีนนม และความเปรี้ยว
เนย15–20 ก.ได้ความมันวาวเพิ่มด้วย
น้ำตาลหรือน้ำผึ้ง1 ช้อนโต๊ะไม่ได้ลดแคปไซซิน แต่ลดการรับรู้ความเผ็ดได้จริง
เพิ่มปริมาณด้วยผักบดหรือมันฝรั่งตามต้องการทางแก้ที่ถาวรที่สุด
เสิร์ฟพร้อมชีสขูดหรือไข่ดิบต่อจานวิธีที่ร้านใช้ และเป็นที่มาของเมนูจิยูเก็นในบทที่ ๒๖

ข้อที่คนมักลืมคือความเผ็ดสะสม ถ้าเติมนมแล้วชิมทันทีอาจรู้สึกว่าพอ แต่กินไปครึ่งจานจะเผ็ดกลับมา ให้แก้ให้เผ็ดน้อยกว่าที่คิดว่าพอดีหนึ่งขั้นเสมอ

· · ·

หวานเกินไป

อาการนี้พบบ่อยที่สุดในสูตรที่ใส่ผลไม้ตามภาค ๓ และคนส่วนใหญ่แก้ผิดด้วยการเติมเกลือ

  1. เติมของเปรี้ยวก่อน 2–3 หยด ชิมใหม่ ส่วนใหญ่จบตรงนี้
  2. ถ้ายังหวานอยู่ เติมความขม ผงกาแฟครึ่งช้อนชาหรือผงโกโก้หนึ่งช้อนชา
  3. ถ้ายังไม่พอ เติมความเผ็ด พริกป่นหรือพริกไทยดำ
  4. เกลือเป็นทางสุดท้าย และเติมทีละน้อยมาก
· · ·

ขมและไหม้

คำเตือน: กรณีที่กู้ไม่ได้ ต้องยอมรับ

รูซ์ไหม้ ความขมจากแป้งที่ไหม้กระจายทั่วหม้อและไม่มีอะไรกลบได้ ต้องเททิ้ง

ขมิ้นหรือพริกป่นไหม้ เช่นเดียวกัน เพราะผงละเอียดกระจายทั่วทันที

หัวหอมไหม้จนดำ ถ้าไหม้เพียงบางส่วนและยังไม่ได้คน อาจตักส่วนที่ไหม้ออกทันได้ แต่ถ้าคนไปแล้วคือจบ

การพยายามกลบด้วยการเติมน้ำตาลหรือครีมจะได้ผลลัพธ์ที่แย่กว่าเดิม คือขมและเลี่ยนพร้อมกัน ต้นทุนของการเริ่มใหม่ถูกกว่าต้นทุนของการเสิร์ฟของที่ไม่อร่อยเสมอ

กรณีที่พอกู้ได้คือกรณีที่ก้นหม้อเริ่มติดแต่ยังไม่ดำ วิธีทำคืออย่าคน ให้ยกหม้อลงจากเตาทันที แล้วใช้กระบวยตักเฉพาะส่วนบนย้ายไปหม้อใหม่ โดยไม่แตะก้นหม้อเดิมเลย ส่วนที่ติดก้นให้ทิ้งไปพร้อมหม้อ

· · ·

ปัญหาเรื่องเนื้อสัมผัส

ปัญหาเนื้อสัมผัสต่างจากปัญหารสตรงที่มันมองเห็นได้ก่อนชิม และเกือบทุกข้อมีสาเหตุเดียวที่ชัดเจน ตารางนี้จับคู่อาการกับสาเหตุก่อน แล้วค่อยบอกทางแก้

อาการสาเหตุทางแก้
เหลวเกินไปน้ำมากไปหรือรูซ์น้อยไปเคี่ยวเปิดฝาให้ระเหย หรือละลายรูซ์เพิ่มในถ้วยแล้วเทกลับ หรือใช้มันบดผงละลายน้ำเป็นทางลัด
ข้นเกินไปเคี่ยวนานไปหรือรูซ์มากไปเติมน้ำซุปไม่ใช่น้ำเปล่า ครั้งละ 50 มล.
เป็นเม็ดแป้งใส่รูซ์ตอนน้ำเดือดใช้เครื่องปั่นมือถือปั่นในหม้อ หรือกรองผ่านตะแกรงถี่
แยกชั้น มันลอยหน้าเดือดแรงเกินไปหรือไขมันมากเกินปิดไฟ คนแรงๆ ให้กลับเป็นอิมัลชัน ถ้าไม่ดีขึ้นให้ช้อนมันส่วนเกินออก
นมหรือโยเกิร์ตจับตัวเป็นเม็ดใส่ตอนร้อนจัดพร้อมของเปรี้ยวปั่นด้วยเครื่องปั่นมือถือ ส่วนใหญ่กลับมาเนียนได้ ครั้งหน้าให้ปิดไฟก่อน
เนื้อเหนียวเคี่ยวไม่นานพอสำหรับชิ้นที่มีเอ็นเคี่ยวต่อไฟอ่อนอีก 30–60 นาที คอลลาเจนต้องใช้เวลา ไม่มีทางลัด
มันฝรั่งไม่นุ่มสักทีมีของเปรี้ยวในหม้อตั้งแต่ต้นตักออกไปต้มแยกในน้ำเปล่าจนนุ่มแล้วค่อยใส่กลับ ดูบทที่ ๒๒

สังเกตว่าทางแก้เกือบครึ่งตารางคือคำว่าปิดไฟก่อน ปัญหาเนื้อสัมผัสของแกงกะหรี่ส่วนใหญ่เกิดจากการทำอะไรสักอย่างตอนที่หม้อร้อนเกินไป

· · ·
lemon-half
มะนาวผ่าซีกกับที่คั้น ของเปรี้ยวสองสามหยดทำให้แกงจืดกลับมามีมิติได้เร็วกว่าการเติมเกลือ

เปรี้ยวเกินไป

อาการนี้เกิดกับคนที่อ่านบทเรื่องความเปรี้ยวแล้วมือหนักเกินไป หรือใส่มะเขือเทศกับโยเกิร์ตพร้อมกันโดยไม่ชิมระหว่างทาง ข่าวดีคือความเปรี้ยวกลบง่ายกว่าเกลือมาก เพราะมีของสามอย่างที่ทำงานตรงข้ามกับมันได้จริง

· · ·

ปัญหาที่เกิดตอนอุ่นซ้ำ

แกงกะหรี่ส่วนใหญ่ถูกกินในวันที่สอง และปัญหาชุดหนึ่งเกิดเฉพาะตอนอุ่น ไม่ได้เกิดตอนทำ ตารางนี้แยกไว้ต่างหากเพราะทางแก้ต่างจากตารางก่อนหน้า

อาการสาเหตุทางแก้
ข้นเป็นวุ้น ตักไม่ออกแป้งในรูซ์จัดเรียงตัวใหม่ตอนเย็น ที่บทที่ ๒๐ เรียกว่าแป้งเข้าที่เติมน้ำซุปหรือน้ำร้อน 50 มล. ต่อสองจาน อุ่นไฟอ่อน คนจนคลายตัว ห้ามเร่งไฟ
กลิ่นเครื่องเทศหายไปสารหอมระเหยหนีไปตั้งแต่คืนแรก และหนีเพิ่มทุกครั้งที่ต้มปิดไฟแล้วโรยการัมมาซาลาครึ่งช้อนชา หรือเจียวการัมมาซาลาในเนย 10 ก. สิบวินาทีแล้วเทลงหม้อ
ก้นหม้อไหม้ทั้งที่ไฟอ่อนแกงข้นถ่ายเทความร้อนช้า ก้นร้อนก่อนที่ด้านบนจะอุ่นอุ่นแบบหม้อซ้อนน้ำร้อน หรือไมโครเวฟปิดฝาแล้วคนทุกหนึ่งนาที หรือเติมน้ำก่อนอุ่นเสมอ
มันฝรั่งหายไปกลายเป็นเนื้อแกงเซลล์แป้งแตกหลังแช่เย็นแล้วอุ่นกู้ไม่ได้ แต่ถือเป็นตัวข้นฟรี ให้ต้มมันฝรั่งใหม่ใส่ตอนเสิร์ฟถ้าต้องการชิ้น
น้ำมันลอยเป็นชั้นตอนอุ่นอิมัลชันแตกเมื่อเย็นแล้วร้อนซ้ำคนแรงๆ ด้วยตะกร้อตอนอุ่น ถ้าไม่กลับให้ตักน้ำมันส่วนเกินออกแล้วเติมน้ำซุป
เนื้อไก่กระด้างอกไก่สุกเกินตั้งแต่วันแรก การอุ่นซ้ำยิ่งไล่น้ำออกกู้ไม่ได้ ครั้งหน้าใช้สะโพกตามบทที่ ๓๓ หรือใส่ไก่ทีหลังสุด

แถวแรกคือแถวที่คนโทษตัวเองผิด แกงที่ข้นเป็นวุ้นในตู้เย็นไม่ได้แปลว่าใส่รูซ์มากไป มันคือพฤติกรรมปกติของแป้งที่เย็น และแกงที่ดีที่สุดก็เป็นแบบนี้ทุกหม้อ สิ่งที่ต้องทำมีแค่คืนน้ำที่หายไปให้มัน

วิทยาศาสตร์: ทำไมไขมันถึงกลบได้ทั้งเค็ม เผ็ด และเปรี้ยว

ครึ่งหนึ่งของตารางในบทนี้ลงเอยที่ครีม เนย นม หรือโยเกิร์ต ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไขมันทำสามอย่างพร้อมกัน อย่างแรกคือเคลือบผิวลิ้นเป็นชั้นบาง ทำให้โมเลกุลของเกลือและกรดไปถึงตัวรับรสได้ช้าลง อย่างที่สองคือละลายแคปไซซินซึ่งไม่ละลายน้ำ แล้วพาออกจากตัวรับ TRPV1 และอย่างที่สามคือโปรตีนนมโดยเฉพาะเคซีนจับกับแคปไซซินและแทนนินได้โดยตรง

ข้อจำกัดของมันคือไขมันไม่ได้ลดสิ่งที่อยู่ในหม้อ แค่ลดสิ่งที่ลิ้นรู้สึก เมื่อกินไปสักพักและชั้นไขมันบนลิ้นถูกล้างด้วยน้ำลาย ความเค็มหรือความเผ็ดจะกลับมา นี่คือเหตุผลที่บทนี้บอกให้แก้ให้เลยจุดที่รู้สึกว่าพอดีไปหนึ่งขั้นเสมอ และเหตุผลที่การเพิ่มปริมาณด้วยของจืดยังเป็นทางแก้ที่ถาวรกว่า

· · ·

จืดและแบน ปัญหาที่คนแก้ผิดลำดับมากที่สุด

เมื่อชิมแล้วรู้สึกว่า "ขาดอะไรบางอย่าง" คนส่วนใหญ่เติมเกลือเป็นอย่างแรก และเมื่อยังไม่ดีขึ้นก็เติมเกลืออีก จนจบลงที่แกงเค็มที่ยังแบนอยู่

ลำดับที่ถูกต้องคือ

ลำดับสี่ขั้นสำหรับแกงที่แบน
  1. เกลือ ชิมว่าเค็มพอหรือยัง ถ้ายังให้เติมจนพอดี แล้วหยุด อูมามิทำงานไม่ได้ถ้าเกลือไม่ถึงระดับ
  2. อูมามิ เติมจากกลุ่มที่หม้อยังไม่มี ถ้ามีแต่เนื้อสัตว์ให้เติมซีอิ๊วหรือมะเขือเทศ ถ้ามีแต่พืชให้เติมซอสอุสเตอร์
  3. ของเปรี้ยว 2–3 หยด นี่คือขั้นที่คนข้ามบ่อยที่สุดและเป็นขั้นที่ให้ผลชัดที่สุด
  4. กลิ่น ปิดไฟแล้วโรยการัมมาซาลาครึ่งช้อนชา ปิดฝาพัก 3 นาที

ชิมใหม่หลังทุกขั้น

  • อย่าทำสองขั้นพร้อมกัน เพราะจะไม่รู้ว่าอะไรได้ผล
  • ล้างปากด้วยข้าวสวยเปล่าหรือน้ำเปล่าระหว่างชิมแต่ละครั้ง
  • ถ้าชิมติดกันเกินสี่ห้าครั้ง ลิ้นจะเริ่มชินและเชื่อไม่ได้ ให้พักสองนาที
"อย่าแก้ด้วยการเติมสิ่งที่ตรงข้าม ให้แก้ด้วยการเติมสิ่งที่กลบ เพราะไม่มีใครเอาเกลือออกจากหม้อได้ แต่ทุกคนบังมันได้"
[ ภาพ: โต๊ะที่มีของแก้ปัญหาวางเรียง นม โยเกิร์ต เนย น้ำผึ้ง มะนาว กาแฟ ซีอิ๊ว และหม้อแกงตั้งอยู่ตรงกลาง ]
ภาพประกอบ: ชุดกู้ชีพประจำครัว ทุกอย่างในภาพนี้หาได้จากตู้เย็นบ้านทั่วไป

หม้อที่พังแล้วกู้กลับมาได้ ไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนทำอาหารที่เก่งขึ้นในเย็นวันนั้น แต่มันเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับหม้อไปตลอด

เพราะครั้งต่อไปที่ชิมแล้วรู้ว่าไม่ใช่ คุณจะไม่รีบเติมเกลือหรือรีบเติมน้ำด้วยความตกใจอีก คุณจะหยุด แล้วถามว่ามันขาดอะไร ซึ่งเป็นคำถามเดียวที่แยกคนที่ทำตามสูตร ออกจากคนที่ทำอาหารเป็น

หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนศิลปะการอัปเกรดแสารบัญบทถัดไป →เล่นแร่แปรธาตุกั

บทที่ ๓๒ · ภาค ๖ ลงมือทำและเทคนิคระดับเชฟ

เล่นแร่แปรธาตุกับแกงเหลือ

สิบเมนูจากหม้อเดิม และเหตุผลว่าทำไมแกงเหลือถึงเป็นวัตถุดิบที่ดีกว่าแกงใหม่

แกงกะหรี่เป็นอาหารที่ทำน้อยกว่าหนึ่งหม้อไม่ได้ ฟิสิกส์ของการเคี่ยวไม่เอื้อ เศรษฐศาสตร์ของการซื้อวัตถุดิบไม่เอื้อ และรสชาติก็ไม่เอื้อ เพราะหม้อเล็กเกินไปจะได้แกงที่ตื้น

ผลคือทุกครั้งที่คุณทำแกงกะหรี่ คุณจะมีแกงเหลือ และคนส่วนใหญ่มองมันเป็นภาระ

บทนี้จะเสนอมุมกลับ นั่นคือแกงเหลือไม่ใช่ของเหลือ แต่คือวัตถุดิบสำเร็จรูปชั้นดีที่มีทั้งไขมัน เครื่องเทศ อูมามิ และความข้นอยู่ในตัวเรียบร้อยแล้ว ถ้าคุณซื้อของแบบนี้จากร้าน คุณจะเรียกมันว่าซอสสำเร็จรูปคุณภาพสูงและยอมจ่ายแพง

กฎ: สามข้อของการแปลงแกงเหลือ
  1. เจือจางเสมอ แกงข้ามคืนข้นขึ้นตามธรรมชาติตามที่อธิบายไว้ในบทที่ ๒๐ เมื่อจะเอาไปทำเมนูอื่นต้องเติมของเหลวเสมอ ไม่ว่าจะเป็นดาชิ นม ซุป หรือน้ำ
  2. ปรุงรสใหม่ทุกครั้ง ทันทีที่คุณเติมของเหลวหรือของอื่น ความเค็มจะเจือจางลง แกงที่เค็มพอดีเมื่อวานจะจืดทันทีในเมนูใหม่
  3. เติมกลิ่นสดตอนท้าย แกงเหลือเสียกลิ่นสดของเครื่องเทศไปแล้ว ทุกเมนูในบทนี้ควรจบด้วยการัมมาซาลา ผิวส้ม หรือของสดสักอย่าง
· · ·

สิบทาง เรียงตามปริมาณแกงที่เหลือ

ตารางนี้เรียงตามปริมาณแกงที่เหลือ ไม่ได้เรียงตามความอร่อย เพราะคำถามแรกของคนที่เปิดตู้เย็นคือมีอยู่เท่าไร ไม่ใช่อยากกินอะไร

เหลือเท่าไรทำอะไรได้ต้องเติมอะไร
2–3 ช้อนโต๊ะขนมปังปิ้งหน้าแกงกะหรี่ชีสขนมปัง ชีส
3–4 ช้อนโต๊ะไข่เจียวสอดไส้แกงไข่ 2 ฟอง เนย
ครึ่งถ้วยข้าวผัดแกงกะหรี่ข้าวสวยเย็น ไข่ ต้นหอม
ครึ่งถ้วยพิซซ่าแกงกะหรี่แป้งพิซซ่าหรือแผ่นตอร์ตียา ชีส
1 ถ้วยคาเรโดเรียข้าว ไวต์ซอส ชีส
1 ถ้วยแกงกะหรี่อูด้งดาชิ เส้นอูด้ง แป้งมัน
1 ถ้วยราเมนแกงกะหรี่ซุปกระดูก เส้นราเมน
1 ถ้วยคาเรปังแป้งขนมปัง เกล็ดขนมปัง น้ำมันทอด
1 ถ้วยครกเก้แกงกะหรี่มันบด แป้ง ไข่ เกล็ดขนมปัง
เหลือเยอะหม้อไฟแกงกะหรี่ดาชิ ผัก เต้าหู้ เส้น

คอลัมน์ขวาสุดคือของที่ต้องซื้อเพิ่ม และจะเห็นว่าเมนูส่วนใหญ่ต้องการของแค่หนึ่งถึงสองอย่างที่มีในบ้านอยู่แล้ว สามเมนูที่ควรฝึกก่อนคือโดเรีย ข้าวผัด และขนมปังปิ้ง ซึ่งอยู่ในบทนี้ทั้งหมด

fried-rice-dish
ข้าวผัดแกงกะหรี่ ใช้แกงเหลือแค่สองช้อนโต๊ะต่อจาน ถ้าใส่มากกว่านั้นจะได้ข้าวคลุกที่เปียก ไม่ใช่ข้าวผัด
· · ·

คาเรโดเรีย เมนูที่ควรทำเป็นอันดับแรก

ถ้าจะเลือกทำเมนูเดียวจากบทนี้ ให้เลือก คาเรโดเรีย ข้าวอบซอสขาวที่เป็นโยโชคุอีกจานหนึ่ง เพราะมันเป็นเมนูที่ดีกว่าการอุ่นแกงกินธรรมดา ไม่ใช่แค่ต่างออกไป

เหตุผลคือมันเพิ่มสองอย่างที่แกงเหลือขาด นั่นคือความมันของนมและเนื้อสัมผัสที่กรอบจากผิวหน้าที่อบจนเป็นสีน้ำตาล

คาเรโดเรีย · 2 ที่

ส่วนผสม

  • ข้าวสวย 300 ก. · เนย 10 ก. · ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
  • แกงกะหรี่เหลือ 250 ก.
  • ชีสมอสซาเรลลาหรือเชดดาร์ขูด 80 ก.
  • ไวต์ซอสสำเร็จ 150 ก. หรือทำเอง (เนย 15 ก. แป้ง 15 ก. นม 200 มล.)
  • เกล็ดขนมปัง 2 ช้อนโต๊ะ · พาร์เมซาน 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ผัดข้าวกับเนยและซีอิ๊วให้เม็ดร่วน ปูลงในถ้วยอบ กดให้แน่นพอประมาณ
  2. อุ่นแกงให้อ่อนตัว ถ้าข้นมากให้เติมนมหรือน้ำซุป 2 ช้อนโต๊ะ แล้วราดบนข้าว
  3. ราดไวต์ซอสทับอีกชั้น
  4. โรยชีส ตามด้วยเกล็ดขนมปังผสมพาร์เมซาน
  5. อบไฟบนหรือใช้ที่อบขนมปังจนผิวหน้าเป็นสีน้ำตาลทองและเดือดปุด ราว 8–12 นาที

เคล็ดลับ

  • ชั้นไวต์ซอสคือสิ่งที่แยกโดเรียจากข้าวอบชีสธรรมดา อย่าข้าม
  • เกล็ดขนมปังบนสุดคือสิ่งที่ให้เสียงกรอบ ซึ่งเป็นเนื้อสัมผัสเดียวที่แกงกะหรี่ไม่มีเลย
  • ถ้าอยากได้ระดับร้าน ให้โรยการัมมาซาลาบางๆ ลงบนแกงก่อนราดไวต์ซอส
· · ·

อีกสามเมนูที่ควรมีในคลัง

สูตร: ข้าวผัดแกงกะหรี่

ใช้ข้าวเย็นจากตู้เย็นเท่านั้น เพราะข้าวร้อนจะแฉะ ตั้งกระทะให้ร้อนจัด ผัดข้าวกับไข่ก่อนจนแห้ง แล้วค่อยใส่แกงเหลือลงไปผัดต่อ

สัดส่วนที่พอดีคือแกง 2 ช้อนโต๊ะต่อข้าวหนึ่งจาน ถ้าใส่มากกว่านั้นจะได้ข้าวคลุกที่เปียก ไม่ใช่ข้าวผัด

ปิดท้ายด้วยซีอิ๊วเล็กน้อยตามขอบกระทะให้เกิดกลิ่นไหม้อ่อนๆ และโรยต้นหอมซอย

สูตร: ขนมปังปิ้งหน้าแกงกะหรี่ชีส

เมนูที่ใช้แกงน้อยที่สุดและใช้เวลาน้อยที่สุด แต่ให้ผลตอบแทนสูงผิดคาด

ทาเนยบางๆ บนขนมปังหนา ตักแกงเหลือเกลี่ยให้ทั่วโดยเว้นขอบไว้ครึ่งเซนติเมตร โรยชีส แล้วปิ้งจนชีสละลายและขอบขนมปังเกรียม

สิ่งที่ทำให้อร่อยคือความต่างของอุณหภูมิและเนื้อสัมผัสระหว่างขอบที่กรอบแห้งกับตรงกลางที่ชุ่ม ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับคาเรปังแต่ใช้เวลาสามนาทีแทนที่จะเป็นสามชั่วโมง

สูตร: ครกเก้แกงกะหรี่

เมนูนี้คือการรวมสองในสามยักษ์ใหญ่ของโยโชคุเข้าด้วยกัน คือครกเก้กับแกงกะหรี่

ผสมแกงเหลือที่เคี่ยวจนข้างมากกับมันฝรั่งบดในอัตราส่วนแกง 1 ต่อมันบด 2 ปั้นเป็นก้อน แช่เย็นให้แข็งอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง แล้วชุบแป้ง ไข่ และเกล็ดขนมปังตามลำดับ ทอดที่ 175°C จนเหลืองทอง

ข้อควรระวังเหมือนคาเรปังทุกประการ คือไส้ต้องข้นและเย็น ไม่งั้นจะแตกในน้ำมัน

แช่แข็งได้ไหม และอะไรจะเปลี่ยนไป

คำตอบสั้นคือได้ และควรทำถ้าจะเก็บเกิน 2–3 วัน แต่การแช่แข็งเปลี่ยนแกงกะหรี่ในสามจุดที่ควรรู้ก่อน ไม่งั้นจะโทษสูตรผิด

จุดแรกคือซอส น้ำในแกงกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง และแป้งจากรูซ์ที่จัดเรียงตัวใหม่ตอนเย็น จะจัดเรียงหนักขึ้นอีกเมื่อแข็ง ผลคือแกงที่ละลายแล้วมักดูแยกน้ำและเป็นเม็ดหยาบ ซึ่งแก้ได้เกือบสมบูรณ์ด้วยการอุ่นไฟอ่อนพร้อมคนต่อเนื่องและเติมของเหลวเล็กน้อย จุดที่สองคือมันฝรั่ง ผลึกน้ำแข็งทำให้เซลล์แป้งของมันฝรั่งแตก เมื่อละลายจะได้เนื้อที่เป็นทรายและร่วน ไม่ใช่นุ่มครีมอีกต่อไป ทางเลือกคือตักมันฝรั่งออกก่อนแช่แข็ง หรือบดมันเข้าไปในแกงเสียเลยให้กลายเป็นตัวข้น ส่วนแครอทและเนื้อสัตว์ทนการแช่แข็งได้ดี จุดที่สามคือกลิ่น สารหอมระเหยของเครื่องเทศไม่ได้หายไปในช่องแช่แข็ง แต่ไขมันในแกงดูดกลิ่นอื่นในตู้เข้ามาแทน และกลิ่นเครื่องเทศเองก็ถอยลงตามเวลา แกงแช่แข็งจึงควรกินภายในราวหนึ่งเดือนเพื่อรส แม้จะปลอดภัยนานกว่านั้น

ส่วนประกอบแช่แข็งแล้วเป็นอย่างไรควรทำอย่างไร
ซอสแกงแยกน้ำ เป็นเม็ดหยาบตอนละลายอุ่นไฟอ่อน คนตลอด เติมน้ำซุป 30–50 มล. ต่อสองจาน
มันฝรั่งเนื้อร่วนเป็นทรายตักออกก่อนแช่ หรือบดรวมเป็นตัวข้น
แครอท หัวหอมนิ่มลงเล็กน้อย ยังใช้ได้ไม่ต้องทำอะไร
เนื้อวัว หมู ไก่สะโพกทนได้ดีไม่ต้องทำอะไร
อกไก่แห้งและเป็นเส้นเลี่ยงตั้งแต่ต้น หรือฉีกใส่เมนูอื่นแทน
นม ครีม โยเกิร์ตที่ใส่แล้วแยกชั้นเมื่อละลายถ้ารู้ว่าจะแช่แข็ง ให้ใส่นมตอนอุ่นกินแทนตอนทำ

วิธีแช่แข็งที่ถูกต้องคือแบ่งเป็นถุงละหนึ่งถึงสองจาน กดให้แบน แล้ววางราบในช่องแช่แข็ง เพราะแกงที่แบนแข็งตัวเร็วกว่าแกงที่เป็นก้อนหลายเท่า และการแข็งตัวเร็วให้ผลึกน้ำแข็งที่เล็กกว่า ซึ่งทำลายเนื้อสัมผัสน้อยกว่า เขียนวันที่ไว้ทุกถุง ละลายในตู้เย็นข้ามคืน ไม่ใช่บนเคาน์เตอร์ และอุ่นจนร้อนทั่วถึงอย่างน้อย 75°C ที่ใจกลางก่อนกิน ซึ่งเป็นเกณฑ์อุ่นอาหารเหลือของหน่วยงานความปลอดภัยอาหารทั้งไทยและสหรัฐอเมริกา

· · ·

หม้อไฟแกงกะหรี่ เมื่อเหลือเยอะที่สุด

บรรทัดสุดท้ายของตารางสิบทางคือเมนูสำหรับวันที่เหลือแกงมากกว่าครึ่งหม้อ และเป็นเมนูที่ครัวญี่ปุ่นทำจริงในฤดูหนาว เรียกว่า คาเรนาเบะ หลักการคือเจือจางแกงด้วยดาชิจนกลายเป็นน้ำซุปหม้อไฟ แล้วปรุงรสกลับด้วยซีอิ๊วกับมิริน ก่อนใส่ผัก เต้าหู้ และเนื้อบางลงต้มที่โต๊ะ

หม้อไฟแกงกะหรี่ · 3–4 ที่

น้ำซุป

  • แกงกะหรี่เหลือ 500 ก.
  • ดาชิ 800 มล. (คอมบุกับคัตสึโอบูชิ หรือดาชิผง)
  • ซีอิ๊วญี่ปุ่น 2 ช้อนโต๊ะ · มิริน 2 ช้อนโต๊ะ
  • ขิงขูด 1 ช้อนชา

ของลงหม้อ

  • กะหล่ำปลีหั่นชิ้นใหญ่ · ต้นหอมญี่ปุ่นหั่นท่อน · เห็ดตามชอบ
  • เต้าหู้แข็งหั่นชิ้น · หมูสไลด์บางหรือไก่สะโพกชิ้นเล็ก
  • ปิดท้าย ข้าวสวย 1 ถ้วย กับชีสขูด 50 ก. สำหรับทำริซอตโตในน้ำซุปที่เหลือ

วิธีทำ

  1. ละลายแกงเหลือในดาชิที่อุ่นไว้ คนจนเนียน ปรุงด้วยซีอิ๊ว มิริน และขิง ชิมให้เค็มพอดีสำหรับซุป ซึ่งจะอ่อนกว่าแกงราดข้าวมาก
  2. ใส่ผักที่สุกช้าก่อน ตามด้วยเต้าหู้และเนื้อ ต้มที่โต๊ะบนเตาไฟอ่อน
  3. เมื่อของหมดหม้อ ใส่ข้าวลงในน้ำซุปที่เหลือ เคี่ยวสองสามนาที โรยชีส ปิดฝาจนละลาย นี่คือจานปิดที่คนญี่ปุ่นเรียกว่าชิเมะ และเป็นเหตุผลที่คนสั่งหม้อนี้

เมนูนี้ทำสิ่งที่กฎสามข้อต้นบทบอกไว้ครบทุกข้อในหม้อเดียว คือเจือจาง ปรุงใหม่ และเติมของสด และมันเปลี่ยนแกงเหลือครึ่งหม้อให้เลี้ยงคนได้สี่คนโดยไม่มีใครรู้สึกว่ากำลังกินของเหลือ

· · ·
· · ·
คำเตือน: ก่อนจะแปลงร่างแกงเหลือ ต้องผ่านข้อนี้ก่อน

ทุกเมนูในบทนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าแกงเหลือของคุณถูกเก็บอย่างถูกวิธี

นั่นคือทำให้เย็นเร็วภายในสองชั่วโมง เก็บในตู้เย็นที่ 3–5°C และกินให้หมดใน 2–3 วัน

แกงที่ตั้งทิ้งไว้ในหม้อบนเตาข้ามคืนไม่ควรเอามาทำอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะทอด อบ หรือต้มซ้ำ เพราะสารพิษจากเชื้อบางชนิดทนความร้อนได้ และการทอดที่ 175°C ก็ไม่ได้ทำให้ปลอดภัยขึ้น

"แกงเหลือไม่ใช่ของเหลือ มันคือซอสสำเร็จรูปที่มีไขมัน เครื่องเทศ อูมามิ และความข้นครบแล้ว ขาดแค่ของเหลว เกลือ และกลิ่นสด"
curry-doriacurry-croquette
ซ้ายคือโดเรียอบชีส ขวาคือครกเก้ สองทางที่แกงเหลือกลายเป็นจานใหม่ได้
own-cheese-set
ชุดที่ประกอบจากแกงเหลือ ข้าวโรยชีสกับแกงอุ่นใหม่ ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีแต่ได้จานที่ไม่เหมือนของเมื่อวาน
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนกู้หม้อที่พังสารบัญบทถัดไป →ห้าสูตรอ้างอิงปร

บทที่ ๓๓ · ภาค ๖ ลงมือทำและเทคนิคระดับเชฟ

ห้าสูตรอ้างอิงประจำเล่ม

ทุกอย่างในยี่สิบเก้าบทที่ผ่านมา ประกอบร่างเป็นห้าหม้อ

ในครัวของร้านผู้เขียน แกงกะหรี่หนึ่งหม้อไม่ได้เริ่มในวันที่ขาย มันเริ่มเมื่อสัปดาห์ก่อนตอนเคี่ยวซุปฐานหกชั่วโมง เริ่มอีกครั้งเมื่อสองสามวันก่อนตอนปั่นเพสต์ผลไม้แล้วแช่แข็งเป็นก้อน และเริ่มจริงๆ ในเช้าวันขาย เมื่อรูซ์ เพสต์ ซุป และผงกะหรี่มาเจอกันในหม้อเดียวภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ยี่สิบเก้าบทที่ผ่านมาอธิบายว่าแต่ละส่วนทำงานอย่างไรและเพราะอะไร บทนี้คือบทที่เอาทั้งหมดนั้นมาเรียงเป็นลำดับที่ทำตามได้จริง

ห้าสูตรนี้ไม่ได้เรียงจากง่ายไปยาก แต่เรียงจากสูตรที่เป็นระบบมากที่สุดไปหาสูตรที่ฉีกออกจากระบบมากที่สุด สูตรแรกคือสูตรของร้าน สูตรสุดท้ายคือสูตรที่ไม่มีรูซ์เลย

· · ·

สูตรที่ ๑ · Food Hub Curry ระบบห้าสเตป

นี่คือสูตรที่ผมใช้ในร้านและใช้สอนในคลาส และมันไม่ใช่สูตรอาหาร แต่คือระบบการผลิต

หลักคิดของมันคือแยกงานที่กินเวลาออกมาทำล่วงหน้าเป็นแบตช์ใหญ่แล้วแช่แข็ง เหลือไว้เฉพาะงานที่ต้องทำสดต่อหม้อ ผลคือเวลาลูกค้าสั่ง คุณละลายของที่ทำไว้แล้ว ทำไก่กับรูซ์สด แล้วรวมหม้อ ได้แกงคุณภาพร้านใน 15–20 นาที และรสนิ่งทุกครั้งเพราะฐานมาจากล็อตเดียวกัน

สเตปทำเมื่อไรเก็บได้รายละเอียดอยู่ที่
1 ซุปเบสทำแบตช์ล่วงหน้าแช่แข็ง 1 เดือนบทที่ ๒๑
2 เพสต์ผลไม้กับหอมผัดทำแบตช์ล่วงหน้าแช่แข็ง 1 เดือนบทที่ ๑๖
3 ผงกะหรี่ผสมแบตช์แม่เก็บแห้ง 1–2 เดือนบทที่ ๑๕
4 ไก่ย่างกับรูซ์ทำสดต่อหม้อใช้ทันทีด้านล่าง
5 รวมและปิดท้ายทำสดต่อหม้อวันที่ 2 อร่อยที่สุดด้านล่าง

ตารางนี้คือเหตุผลที่ระบบนี้เรียกว่าห้าสเตป ไม่ใช่ห้าขั้นตอน เพราะสามสเตปแรกทำล่วงหน้าได้เป็นสัปดาห์ และวันที่จะกินจริงเหลืองานแค่สองสเตปสุดท้าย ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง

สเตป 4 · ไก่ย่างและรูซ์

วิธีทำ

  1. ใช้สะโพกไก่เลาะกระดูก หั่นชิ้นใหญ่ราว 1.5 นิ้ว หรือใหญ่กว่าขนาดพอดีคำราว 50% เพราะพอย่างแล้วเคี่ยว เนื้อไก่จะหดจนเหลือขนาดพอดีคำพอดี
  2. ย่างบนกระทะร้อน ให้สีขึ้นด้านเดียว ตักเก็บไว้ ยังไม่ต้องสุกใน เดี๋ยวไปสุกต่อในหม้อแกง
  3. ในกระทะเดิมที่มีน้ำมันไก่และเศษติดกระทะ ใส่แป้งสาลี อัตราส่วนน้ำมันต่อแป้งเท่ากัน ราว 3 ช้อนโต๊ะต่อ 3 ช้อนโต๊ะต่อหม้อ
  4. ผัดไฟอ่อนจนแป้งสุกหอมเป็นรูซ์สีทองถึงน้ำตาลอ่อน คนตลอด อย่าให้ไหม้

เหตุผลเบื้องหลัง

  • ย่างไก่แค่ด้านเดียวให้สี ได้สองอย่างพร้อมกัน คือกลิ่นเมยาร์ดบนตัวไก่ และน้ำมันหอมกับเศษติดกระทะไว้ทำรูซ์
  • เศษติดกระทะที่ฝรั่งเรียกว่าฟองด์คือรสที่ซ่อนอยู่ และเป็นสิ่งที่ซื้อไม่ได้
  • ถ้าน้ำมันไก่ไม่พอให้เติมเนย รูซ์ที่ไหม้จะขมทั้งหม้อ เริ่มใหม่ดีกว่าฝืนใช้
สเตป 5 · ประกอบและปิดท้าย · ต่อ 1 หม้อ 4–5 จาน

ประกอบ

  1. ในกระทะรูซ์จากสเตป 4 ค่อยๆ เทน้ำซุป 500 มล. คนให้รูซ์ละลายเนียนไม่เป็นก้อน
  2. ใส่เพสต์ผลไม้ 300 ก. และผงกะหรี่ 3 ช้อนโต๊ะ คนรวมให้เข้ากัน
  3. ใส่ไก่ย่างกลับลงไป เคี่ยวไฟอ่อนจนไก่สุกในและน้ำแกงข้นเนียน

ปรุงรสและคาคุชิอาจิ

  • โชยุราว 2 ช้อนโต๊ะ · ซอสอุสเตอร์ราว 1 ช้อนโต๊ะ · เกลือชิมปรับ ข้อนี้สำคัญมากเพราะรูซ์ที่ทำเองไม่มีเกลือติดมาเลย
  • ผงกาแฟสำเร็จราว 1 ช้อนชา ให้รสขมลึกและคุมความหวานจากผลไม้ พร้อมทำให้สีเข้มขึ้น
  • ผงโกโก้หรือช็อกโกแลตราว 1–2 ช้อนชา ให้ความขมนวลและมิติลึก

ก่อนเสิร์ฟ

  • ราดครีมสด โรยการัมมาซาลาให้กลิ่นพุ่ง แล้วขูดชีสเชดดาร์ลงบนข้าว
  • ความมันและความเค็มของครีมกับชีสจะปิดจานให้สมบูรณ์
  • ถ้ามีเวลา ให้ทำถึงขั้นตอนปรุงรสแล้วทำให้เย็นเร็วตามบทที่ ๒๐ เก็บข้ามคืน แล้วค่อยทำขั้นตอนปิดท้ายในวันรุ่งขึ้น
· · ·

สูตรที่ ๒ · แกงกะหรี่บ้าน สี่สิบห้านาที

สูตรนี้สำหรับคนที่ไม่มีซุปแช่แข็งและไม่มีเพสต์เตรียมไว้ ทุกอย่างทำสดในหม้อเดียว ใช้ผงกะหรี่จากบทที่ ๑๕ และทำรูซ์ในหม้อเลย

แกงกะหรี่บ้าน · 4 จาน

ส่วนผสม

  • หมูสันคอหรือไก่สะโพก 400 ก. หั่นชิ้นใหญ่
  • หัวหอมใหญ่ 2 หัว หั่นบาง · กระเทียม 2 กลีบสับ · ขิงขูด 1 ช้อนชา
  • แครอท 1 หัว · มันฝรั่ง 2 หัว หั่นชิ้นใหญ่
  • เนย 30 ก. หรือน้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ · แป้งสาลี 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผงกะหรี่สูตรแม่ 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำหรือน้ำซุป 700 มล. · ใบกระวาน 2 ใบ
  • ซีอิ๊วขาว 1.5 ช้อนโต๊ะ · ซอสอุสเตอร์ 1 ช้อนโต๊ะ · เกลือ
  • แอปเปิลขูด 1/4 ผล · ผงกาแฟ 1/2 ช้อนชา
  • การัมมาซาลา 1/2 ช้อนชา · เนยปิดท้าย 10 ก.

ไทม์ไลน์

  1. 0–4 นาที จี่เนื้อในหม้อก้นหนาให้ผิวเป็นสีน้ำตาล ตักพักไว้
  2. 4–20 นาที ใส่หัวหอม โรยเกลือหยิบมือ ผัดไฟกลางค่อนอ่อน เติมน้ำครั้งละช้อนโต๊ะเมื่อเริ่มติดก้นแล้วขูดคราบขึ้น จนหัวหอมเป็นสีน้ำตาลทองและยุบเหลือหนึ่งในสาม
  3. 20–22 นาที ใส่กระเทียมกับขิง ผัดจนหอม
  4. 22–25 นาที ตักหัวหอมออกพักไว้ ใส่เนยลงหม้อ ใส่แป้ง ผัดเป็นรูซ์สีทองถึงน้ำตาลอ่อน
  5. 25–26 นาที ปิดไฟ ใส่ผงกะหรี่ คนด้วยความร้อนที่เหลือ 30 วินาที
  6. 26–28 นาที เปิดไฟอ่อน ค่อยๆ เทน้ำซุปทีละน้อยพร้อมคน ใส่หัวหอมกลับ ใส่เนื้อกลับ ใส่แครอทกับมันฝรั่ง ใส่ใบกระวาน
  7. 28–42 นาที เคี่ยวไฟอ่อนปิดฝาเผยอ ช้อนฟองออก ใส่แอปเปิลขูดกับผงกาแฟ
  8. 42 นาที ปรุงด้วยซีอิ๊ว ซอสอุสเตอร์ และเกลือ ชิมให้เค็มพอดี
  9. ปิดไฟ ใส่เนย โรยการัมมาซาลา ปิดฝาพัก 5 นาที

ถ้าเวลาไม่พอจริงๆ

  • ตัดขั้นตอนผัดหัวหอมเหลือ 8 นาทีได้ แต่ให้เพิ่มแอปเปิลเป็นครึ่งผลเพื่อชดเชยความหวานที่หายไป
  • อย่าตัดขั้นตอนจี่เนื้อ เพราะฟองด์จากขั้นนี้คือรสที่ชดเชยด้วยอย่างอื่นไม่ได้
· · ·
own-chicken-searown-chicken-leg
ซ้ายคือการจี่ไก่ให้ผิวมีสีก่อนลงหม้อ ซึ่งเป็นขั้นที่ให้ทั้งกลิ่นเมยาร์ดและน้ำมันหอมสำหรับทำรูซ์ ขวาคือน่องไก่ที่ตุ๋นจนเนื้อหลุดกระดูกตามสูตรที่สาม

สูตรที่ ๓ · แกงกะหรี่น่องไก่

เมนูที่ลูกค้าสั่งซ้ำมากที่สุดในร้าน เพราะความนุ่มระดับเนื้อหลุดกระดูกเป็นสิ่งที่ทำเองที่บ้านยาก และหัวใจของมันไม่ได้อยู่ที่แกง แต่อยู่ที่สิ่งที่ทำกับไก่ก่อนลงหม้อ

แกงกะหรี่น่องไก่ · หมัก 1 ชั่วโมง

ส่วนผสมหมัก

  • มิริน 1 ช้อนโต๊ะ
  • สาเก 1 ช้อนโต๊ะ
  • โชยุ 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำผึ้ง 0.5 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยดำบดหยาบ คลุกให้ทั่ว

วิธีทำ

  1. คลุกส่วนผสมหมักให้เข้ากัน หมักน่องไก่ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง
  2. ย่างบนกระทะจนผิวหนังเกรียมหอม
  3. นำไปตุ๋นต่อในน้ำแกงกะหรี่ด้วยไฟอ่อนยาว จนเนื้อหลุดกระดูก
  4. พักให้รสซึม แล้วอุ่นเสิร์ฟ

หลักที่ห้ามละเมิด

  • ไฟแรงเกินเนื้อจะเหนียว ความนุ่มมาจากเวลา ไม่ใช่จากความร้อน เคี่ยวไฟอ่อนยาวคือคำตอบเดียว
  • การหมักก่อนย่างทำให้กลิ่นและรสซึมถึงเนื้อในตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่ผิว
  • การย่างผิวให้เกรียมก่อนลงเคี่ยวทำให้กลิ่นเมยาร์ดติดอยู่ในแกง ขั้นตอนเล็กๆ นี้คือสิ่งที่ทำให้แกงน่องไก่ลึกกว่าเดิมมาก
· · ·

สูตรที่ ๔ · คัตสึคาเร

สูตรนี้ไม่มีอะไรใหม่ในตัวมันเอง เพราะมันคือการประกอบของสองอย่างที่ทำเป็นแล้ว แต่จุดที่พลาดกันบ่อยที่สุดอยู่ที่การประกอบ ไม่ใช่ที่การทำ

คัตสึคาเร · ต่อจาน

ส่วนประกอบ

  • ข้าวสวยหุงแข็งกว่าปกติ 200–250 ก. ตามบทที่ ๑๘
  • แกงกะหรี่ 150–180 ก.
  • ทงคัตสึสันนอกทอดสุกใหม่ หั่นชิ้น
  • ฟุกุจินซึเกะ · งาขาวคั่ว · ต้นหอมซอย

ลำดับการประกอบ

  1. กดข้าวเป็นครึ่งวงกลมไว้ครึ่งจาน
  2. วางทงคัตสึที่หั่นแล้วบนข้าว โดยวางทันทีที่ทอดเสร็จ อย่าปล่อยให้พัก
  3. ราดแกงข้างตัวคัตสึ ไม่ทับเปลือกทั้งชิ้น หรือราดทับแค่ครึ่งเดียว ให้เหลือสันด้านหนึ่งที่ยังกรอบ
  4. โรยงาและต้นหอม วางผักดองที่ขอบจานฝั่งข้าว

ทำไมห้ามราดทับทั้งชิ้น

  • เปลือกเกล็ดขนมปังดูดน้ำจากซอสและนิ่มภายในไม่ถึงสองนาที
  • เสียงกรอบตอนกัดคือสิ่งเดียวที่คัตสึคาเรมีแต่แกงกะหรี่ธรรมดาไม่มี ถ้าเสียไปก็ไม่เหลือเหตุผลของเมนูนี้
  • ถ้าลูกค้าชอบเปียก ให้เสิร์ฟแกงแยกในภาชนะเล็กแล้วให้ราดเอง
· · ·
own-katsu-curry
คัตสึคาเรตามสูตรที่สี่ สังเกตว่าแกงราดลงข้างตัวคัตสึ ไม่ทับเปลือกทั้งชิ้น จึงเหลือสันที่ยังกรอบไว้ให้ได้ยินเสียงตอนกัด

สูตรที่ ๕ · ซุปคาเรแบบซัปโปโร

สูตรสุดท้ายคือสูตรที่ไม่มีรูซ์ ไม่มีแป้ง และไม่ข้น ซึ่งแปลว่ามันละทิ้งสิ่งที่ทำให้แกงกะหรี่ญี่ปุ่นเป็นแกงกะหรี่ญี่ปุ่นมาตั้งแต่บทที่ ๒

เมื่อไม่มีแป้งช่วย ทุกอย่างจึงต้องมาจากซุปและเครื่องเทศโดยตรง สูตรนี้จึงเป็นบททดสอบว่าคุณเข้าใจภาค ๒ กับภาค ๔ จริงหรือเปล่า

ซุปคาเร · 2 ชาม

ส่วนผสม

  • น่องไก่ 2 ชิ้น
  • ซุปเบสจากสเตป 1 หรือน้ำซุปไก่เข้มข้น 800 มล.
  • หัวหอมใหญ่ผัดอาเมอิโระ 1 หัว
  • มะเขือเทศสุก 1 ลูก สับหยาบ
  • กระเทียม 3 กลีบ · ขิงขูด 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงกะหรี่สูตรแม่ 2 ช้อนโต๊ะ · ยี่หร่าเม็ด 1 ช้อนชา · เมล็ดผักชี 1 ช้อนชา
  • น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ · ซีอิ๊ว 1 ช้อนโต๊ะ · เกลือ
  • ผักสำหรับทอดหรืออบ มันฝรั่งครึ่งลูก แครอทท่อนใหญ่ พริกหวานครึ่งลูก มะเขือม่วง หน่อไม้ฝรั่ง

วิธีทำ

  1. ทอดหรืออบผักทั้งหมดแยกไว้ให้ผิวมีสี ห้ามต้มผักในซุป เพราะจะทำให้ซุปขุ่นและผักเละ
  2. ตั้งน้ำมันในหม้อ ใส่ยี่หร่าเม็ดกับเมล็ดผักชี เจียวจนเม็ดเริ่มเต้นและส่งกลิ่น ราว 30 วินาที
  3. ใส่กระเทียมกับขิง ตามด้วยหัวหอมอาเมอิโระและมะเขือเทศ ผัดจนมะเขือเทศเละ
  4. ปิดไฟ ใส่ผงกะหรี่ คนด้วยความร้อนที่เหลือ 30 วินาที
  5. เติมซุป ใส่น่องไก่ เคี่ยวไฟอ่อนราว 40 นาทีจนไก่นุ่ม
  6. ปรุงด้วยซีอิ๊วและเกลือ ซุปนี้ต้องเค็มกว่าที่คิด เพราะจะกินคู่กับข้าวเปล่า
  7. จัดชาม วางไก่ตรงกลาง วางผักที่ทอดไว้รอบๆ ราดซุป เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยในชามแยก

วิธีกิน

  • ตักข้าวจุ่มลงในซุป ไม่ใช่ราดซุปลงบนข้าว
  • ปรับความเผ็ดด้วยน้ำมันเผ็ดจากบทที่ ๑๒ ที่หยดลงในชาม
"ห้าสูตรนี้เรียงจากสูตรที่เป็นระบบที่สุดไปหาสูตรที่ฉีกจากระบบมากที่สุด และสูตรสุดท้ายคือบททดสอบว่าคุณเข้าใจสี่บทของวิทยาศาสตร์จริงหรือเปล่า"
อ่านต่อในเล่มทงคัตสึ

สูตรที่ ๔ ในบทนี้บอกวิธีทำแกงและวิธีวางคัตสึ แต่ไม่ได้สอนวิธีทอด เพราะเล่มทงคัตสึบทที่ ๒๒–๒๕ ทำหน้าที่นั้นไว้ครบแล้ว ทั้งการเลือกเนื้อ ระบบชุบสามชั้น การทอดสองครั้งและพักสองครั้ง ถ้าคุณมีสองเล่ม ให้เปิดเล่มทงคัตสึไว้ข้างเตาทอด และเปิดเล่มนี้ไว้ข้างเตาแกง

own-curry-rice
จานสุดท้าย แกงกะหรี่ราดข้าวที่จัดแบบครึ่งต่อครึ่ง พร้อมฟุกุจินซึเกะที่ขอบจานฝั่งข้าว
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนเล่นแร่แปรธาตุกัสารบัญบทถัดไป →ศัพท์เฉพาะและดรร

บทที่ ๓๔ · ภาค ๗ ดรรชนีและอ้างอิง

ศัพท์เฉพาะและดรรชนี

สำหรับเปิดหาตอนยืนอยู่หน้าเตา ไม่ใช่สำหรับอ่านรวดเดียว

ส่วนนี้ออกแบบมาให้เปิดหา ไม่ได้ออกแบบมาให้อ่าน ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ตามลำดับ ให้ข้ามไปดูบรรณานุกรมในบทถัดไปได้เลย แล้วค่อยกลับมาเปิดส่วนนี้ในวันที่คุณต้องการมันจริงๆ

· · ·

ศัพท์ญี่ปุ่นที่ใช้ในเล่มนี้

คำอ่านไทยญี่ปุ่นความหมายบทที่
อาเมอิโระสีลูกอมคาราเมล ใช้เรียกระดับสีของหัวหอมที่ผัดจนสุดทาง๑๓
คาคุชิอาจิรสที่ซ่อนไว้ ส่วนผสมที่คนกินต้องแยกไม่ออก๑๔
โคคุมิความเต็มปาก ไม่ใช่รสแต่ขยายการรับรู้รสอื่น๑๘
อูมามิรสที่หกที่ลิ้นรับรู้ได้ ค้นพบปี ๑๙๐๘๑๘
ดาชิน้ำซุปพื้นฐานของครัวญี่ปุ่น๑๘ · ๒๑
คอมบุสาหร่ายทะเลแห้ง แหล่งกลูตาเมตหลัก๑๘
คัตสึโอบูชิปลาโอแห้งฝนเป็นแผ่น แหล่งอิโนซิเนต๑๘
โยโชคุอาหารตะวันตกที่ญี่ปุ่นดัดแปลงจนเป็นของตัวเอง๑ · ๔
วาโชคุอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม
คาเรไรซุแกงกะหรี่ราดข้าว
ไรซุคาเรชื่อเรียกเก่าของเมนูเดียวกัน
คัตสึคาเรแกงกะหรี่ราดข้าวพร้อมทงคัตสึ๔ · ๓๐
คาเรปังขนมปังไส้แกงกะหรี่ชุบเกล็ดขนมปังทอด๒๑
คาเรอูด้งอูด้งในน้ำซุปกะหรี่ข้นด้วยแป้งมัน๒๑
คาเรโดเรียข้าวอบแกงกะหรี่กับไวต์ซอสและชีส๒๙
ฟุกุจินซึเกะผักดองเจ็ดชนิดรสหวานเค็ม เครื่องเคียงมาตรฐาน๑๕
รัคเคียวหัวหอมจิ๋วดองน้ำส้มสายชูหวาน๑๕
คิวโชคุระบบอาหารกลางวันโรงเรียน
คักเกะโรคเหน็บชาจากการขาดวิตามินบี ๑
โอฟูคาเรแกงกะหรี่สายยุโรป ฐานบราวน์ซอส๒๐ · ๒๓
ซุปคาเรแกงกะหรี่ซุปใสของซัปโปโร ไม่มีแป้ง๒๐ · ๓๐
สไปซ์คาเรแกงกะหรี่เครื่องเทศสายโอซากะ๒๐
ซันโชพริกไทยญี่ปุ่น ให้อาการซ่าชา๑๑
ชิจิมิโทการาชิเครื่องเทศผสมเจ็ดอย่างสำหรับโรย๑๑
การัมมาซาลาเครื่องเทศผสมสำหรับใส่ตอนปิดไฟ๕ · ๑๒
อุเอรุชุคินเชื้อ Clostridium perfringens ตัวการอาหารเป็นพิษจากหม้อแกง๑๗
เนคาเซตะคาเรแกงกะหรี่ที่พักข้ามคืน๑๗
· · ·

ศัพท์เทคนิคอาหาร

คำความหมายอย่างย่อบทที่
เจลาตินิเซชันเม็ดแป้งพองตัวและอุ้มน้ำเมื่อได้รับความร้อน ทำให้ของเหลวข้น๑๖ · ๑๗
รีโทรเกรเดชันสายแป้งจัดเรียงตัวใหม่เมื่อเย็นลง ทำให้ซอสข้นขึ้นและมันฝรั่งร่วน๑๗
เดกซ์ทรินไนเซชันโมเลกุลแป้งถูกความร้อนตัดให้สั้นลง ให้กลิ่นหอมแต่ลดอำนาจการทำให้ข้น๑๖
ปฏิกิริยาเมยาร์ดน้ำตาลทำปฏิกิริยากับกรดอะมิโน ให้สีน้ำตาลและกลิ่นหอมซับซ้อน๑๓ · ๑๖
คาราเมลไลเซชันน้ำตาลสลายตัวด้วยความร้อน ให้ความหวานลึกอมขม๑๓
รูซ์แป้งสาลีผัดกับไขมัน ตัวทำให้ข้นของครัวฝรั่งเศส๑๖ · ๒๖
ฟองด์คราบสีน้ำตาลที่ติดก้นกระทะหลังจี่เนื้อ เป็นแหล่งรสสำคัญ๑๖ · ๓๐
บลูมการผัดผงเครื่องเทศในไขมันสั้นๆ เพื่อปลดปล่อยกลิ่น๕ · ๑๒
ทัดกาเทคนิคอินเดีย เจียวเครื่องเทศเม็ดในน้ำมันร้อนแล้วราดลงหม้อ๕ · ๒๗
การเสริมกำลังอูมามิกลูตาเมตกับอิโนซิเนตรวมกันแล้วให้ความแรงมากกว่าผลบวก๑๘
กลิ่นย้อนโพรงจมูกกลิ่นที่ลอยขึ้นจมูกจากในปากหลังกลืน
TRPV1ตัวรับความร้อนและความเจ็บที่แคปไซซินไปกระตุ้น
เพกตินสารที่ยึดเซลล์พืชไว้ด้วยกัน สลายช้าลงในสภาพเป็นกรด๑๙
· · ·

ดรรชนีเครื่องเทศ ๔๖ ชนิด

เรียงตามหมวดหน้าที่ ตรงกับลำดับในภาค ๒ ใช้คู่กับชื่ออังกฤษเวลาสั่งของ และใช้ชื่อวิทยาศาสตร์เวลาต้องการความแน่นอน

ไทยอังกฤษญี่ปุ่นหมวดบทที่
ขมิ้นTurmericสี
ปาปริก้าPaprikaสี
หญ้าฝรั่นSaffronสี
คำแสดAnnattoสี
ดอกคำฝอยSafflowerสี
เมล็ดผักชีCoriander seedวงศ์ผักชี
ยี่หร่า · เทียนขาวCuminวงศ์ผักชี
เทียนข้าวเปลือกFennel seedวงศ์ผักชี
เทียนสัตตบุษย์Aniseวงศ์ผักชี
แคระเวย์Carawayวงศ์ผักชี
เมล็ดขึ้นฉ่ายCelery seedวงศ์ผักชี
อัชวันAjwainวงศ์ผักชี
เมล็ดผักชีลาวDill seedวงศ์ผักชี
อบเชยศรีลังกาCeylon cinnamonหอมหวานอุ่น
อบเชยจีนCassiaหอมหวานอุ่น
ใบกระวานBay leafหอมหวานอุ่น
กานพลูCloveหอมหวานอุ่น
ออลสไปซ์Allspiceหอมหวานอุ่น
ลูกจันทน์เทศNutmegหอมหวานอุ่น
ดอกจันทน์Maceหอมหวานอุ่น
โป๊ยกั๊กStar aniseหอมหวานอุ่น
กระวานเขียวGreen cardamomหอมหวานอุ่น
กระวานดำBlack cardamomหอมหวานอุ่น
พริกป่น · คาเยนCayenneเผ็ดร้อน
พริกไทยดำBlack pepperเผ็ดร้อน
พริกไทยขาวWhite pepperเผ็ดร้อน
ดีปลีLong pepperเผ็ดร้อน
ขิงGingerเผ็ดร้อน
กระเทียมGarlicเผ็ดร้อน
เมล็ดมัสตาร์ดMustard seedเผ็ดร้อน
ลูกซัดFenugreekขมและรสหลัง๑๐
ใบแกงCurry leafขมและรสหลัง๑๐
มหาหิงคุ์Asafoetidaขมและรสหลัง๑๐
ชะเอมเทศLicoriceขมและรสหลัง๑๐
ผิวส้มแห้งDried citrus peelขมและรสหลัง๑๐
เทียนดำNigellaขมและรสหลัง๑๐
เมล็ดฝิ่นPoppy seedขมและรสหลัง๑๐
ซันโชJapanese pepperญี่ปุ่น๑๑
ผิวยูซุแห้งDried yuzu peelญี่ปุ่น๑๑
ชิจิมิโทการาชิSeven-spice blendญี่ปุ่น๑๑
งาSesameญี่ปุ่น๑๑
ชิโสะแห้งDried perillaญี่ปุ่น๑๑
มะแขว่นMakhwaenไทย๑๑
กระวานไทยThai cardamomไทย๑๑
ข่าGalangalไทย๑๑
กระชายFingerrootไทย๑๑
· · ·

ดรรชนีค้นตามปัญหา

ตารางนี้คือทางลัดสำหรับคนที่ยืนอยู่หน้าเตาแล้วมีปัญหาเฉพาะหน้า

ถ้าคุณกำลังเจอเปิดบทที่
แกงเค็ม เผ็ด หวาน หรือขมเกินไป๒๘
แกงเหลวหรือข้นเกินไป เป็นเม็ด แยกชั้น๑๖ · ๒๘
มันฝรั่งไม่ยอมนุ่ม๑๙ · ๒๘
แกงจืดชืดทั้งที่เค็มพอแล้ว๑๘ · ๒๘
ไม่รู้ว่าจะใส่เครื่องเทศตัวไหนตอนไหน
อยากทำผงกะหรี่เอง๑๒
อยากทำก้อนแกงกะหรี่เอง๒๖
มีแต่ก้อนสำเร็จรูปแต่อยากให้อร่อยขึ้น๒๗
ผัดหัวหอมนานแล้วยังไม่เป็นสีน้ำตาล๑๓
อยากเก็บแกงข้ามคืนอย่างปลอดภัย๑๗
แกงเหลือเยอะไม่รู้จะทำอะไร๒๙
อยากรู้ว่าเครื่องเทศตัวนี้คืออะไร หาซื้อที่ไหน๖–๑๑
อยากทำตามสูตรเต็มตั้งแต่ต้น๓๐
อยากรู้ว่าทำไมแกงกะหรี่ญี่ปุ่นไม่เหมือนแกงกะหรี่ไทย๒๔
อยากรู้ว่าตลาดไทยรับแกงกะหรี่ญี่ปุ่นอย่างไร๒๕
· · ·

ทำเนียบร้านและบุคคลที่กล่าวถึงในเล่ม

รวบรวมทุกชื่อไว้ในที่เดียว เรียงตามปีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้อ่านที่อยากตามรอยหรือค้นต่อทำได้ง่าย ปีในตารางคือปีของเหตุการณ์ที่ทำให้ชื่อนั้นอยู่ในเล่มนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นปีก่อตั้ง ทุกร้านที่ระบุว่ายังเปิดอยู่ ตรวจสถานะ ณ วันเขียนต้นฉบับ

ชื่อญี่ปุ่น / อังกฤษเมืองปีบทบาทในเล่มบท
ฮันนาห์ กลาสส์Hannah Glasseลอนดอน๑๗๔๗สูตรแกงกะหรี่ภาษาอังกฤษที่ตีพิมพ์เก่าที่สุด๑ · ๒๔
ร้านเครื่องหอมซอร์ลีSorlie's Perfumery Warehouseลอนดอน๑๗๘๔โฆษณาผงกะหรี่ชิ้นแรกที่พบ
ฟุกุซาวะ ยูกิจิโตเกียว๑๘๖๐บันทึกคำว่า curry ในหนังสือคำศัพท์
วิลเลียม เอส. คลาร์กWilliam S. Clarkซัปโปโร๑๘๗๖ตำนานข้าวกินได้ถ้ากินกับแกงกะหรี่
ทาคากิ คาเนฮิโระโตเกียว๑๘๘๒–๑๘๘๔การทดลองเรือริวโจกับทสึคุบะ
อิเคดะ คิคุนาเอะโตเกียว๑๙๐๘ค้นพบและตั้งชื่อรสอูมามิ๑๘
จิยูเก็นนัมบะ โอซากะ๑๙๑๐ร้านอาหารตะวันตกร้านแรกของโอซากะ เมบุตสึคาเร๒๓
ราส บิฮารี โบสRash Behari Boseชินจูกุ โตเกียว๑๙๑๕นักปฏิวัติอินเดียผู้นำสูตรแกงอินเดียแท้มาญี่ปุ่น๒๓
คาวาคินอาซากุสะ โตเกียว๑๙๑๘คาวาคินดง ต้นแบบคัตสึคาเร
โอโรจิชินจูกุ โตเกียว๑๙๒๑ตงด้ง ผู้ท้าชิงรายที่สาม
ยามาซากิ มิเนจิโรโตเกียว๑๙๒๓ผงกะหรี่ผลิตในประเทศกระป๋องแรก ผู้ก่อตั้งเอสแอนด์บี
นาคามูระยะชินจูกุ โตเกียว๑๙๒๗จุนอินโดชิกิคาริ ร้านเปิด ๑๙๐๑๒๓
เมย์คาโด ปัจจุบันคือคาโตเรียฟุกางาวะ โตเกียว๑๙๒๗อนุสิทธิบัตรขนมปังโยโชคุ ต้นกำเนิดคาเรปัง ร้านเปิด ๑๘๗๗๒๑
อินเดียนคาเรโอซากะ๑๙๔๗แกงกะหรี่หวานนำแล้วเผ็ดตาม๒๓
กินซ่าสวิสกินซ่า โตเกียว๑๙๔๗ · ๑๙๔๘ร้านเปิด ๑๙๔๗ · คัตสึคาเรของชิบะ ชิเงรุ ๑๙๔๘
ไนล์เรสโตรองต์ฮิกาชิกินซ่า โตเกียว๑๙๔๙ร้านอาหารอินเดียเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น มูรุกีรันจิ๒๓
เดลีอุเอโนะ โตเกียว๑๙๕๖คาชมีร์คาเร๒๓
ทานากะ โยชิคาซุคานาซาวะ๑๙๖๑โยโชคุทานากะ ต้นทางคานาซาวะคาเรและร้านแชมเปียน๒๐ · ๒๓
อินเดียนโอบิฮิโระ๑๙๖๘ร้านแกงกะหรี่ประจำเมืองที่คนหิ้วหม้อไปซื้อ๒๓
อ็อตโตกิOttogiโซล๑๙๖๙ · ๑๙๘๑ผงกะหรี่ตัวแรกของบริษัท และซองทนความร้อนซองแรกของเกาหลี๒๕
ทัตสึจิริ มุเนะโอะซัปโปโร๑๙๗๑ร้านอาจันตา ต้นทางซุปคาเร๒๐ · ๒๓
มุราตะ โคอิจิจิมโบโจ โตเกียว๑๙๗๓ผู้ก่อตั้งบอนดี ผู้สร้างสายแกงกะหรี่แบบยุโรป๒๓
มุเนะสึงุ โทคุจินิชิบิวะจิมะ ไอจิ๑๙๗๘ผู้ก่อตั้งโคโค่อิจิบันยะ๒๓
โทมาโตะโองิคุโบะ โตเกียว๑๙๘๒ที่สุดของสายยุโรป๒๓
อลัน เยาAlan Yauลอนดอน๑๙๙๒ผู้ก่อตั้งวากามามะ ที่พาคัตสึคาเรกลับอังกฤษ๒๕
มาจิกสไปซ์ซัปโปโร๑๙๙๓ผู้ตั้งชื่อซุปคาเร๒๐
· · ·

ไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์แกงกะหรี่ญี่ปุ่น

ทุกปีในตารางนี้ตรวจกับแหล่งในบรรณานุกรมแล้ว ปีที่ยังเป็นเรื่องเล่าหรือประมาณการเขียนกำกับไว้ว่า "ราว" ตารางนี้ตั้งใจให้เห็นว่าประวัติศาสตร์แกงกะหรี่ญี่ปุ่นเดินสามสายคู่กัน คือสายร้านอาหาร สายอุตสาหกรรม และสายวิทยาศาสตร์ และทั้งสามสายมาบรรจบกันในครัวของคุณ

ปีเหตุการณ์บท
๑๗๔๗ฮันนาห์ กลาสส์ พิมพ์สูตร "To make a Currey the India Way" มีแค่พริกไทยกับเมล็ดผักชี
๑๗๕๑ฉบับพิมพ์ครั้งที่สี่ของกลาสส์เพิ่มขมิ้นและขิง
๑๗๘๔โฆษณาผงกะหรี่ของร้านซอร์ลีลงใน Morning Post ที่ลอนดอน
๑๘๖๐คำว่า curry ปรากฏในหนังสือคำศัพท์ที่ฟุกุซาวะ ยูกิจิ เรียบเรียง
๑๘๗๒ตำราอาหารตะวันตกภาษาญี่ปุ่นสองเล่มแรกที่มีสูตรแกงกะหรี่ · จักรพรรดิเมจิเสวยเนื้อ · กรมพัฒนาฮอกไกโดเสิร์ฟไรซ์คาเรให้ชาวต่างชาติ
๑๘๗๖คลาร์กมาถึงโรงเรียนเกษตรซัปโปโร จุดเริ่มของตำนานข้าวกับแกงกะหรี่
๑๘๘๒–๑๘๘๔การเดินเรือของริวโจและทสึคุบะ ทาคากิพิสูจน์ว่าเสบียงแก้โรคเหน็บชาได้
๑๘๘๙สูตรมัสมั่นที่เขียนไว้เก่าที่สุดที่พบในไทย ร่วมสมัยกับไรซ์คาเรยุคแรกของญี่ปุ่น๒๔
๑๙๐๔–๑๙๐๕สงครามรัสเซียกับญี่ปุ่น ทหารบกเสียชีวิตด้วยโรคเหน็บชาราว ๒๗,๐๐๐ นาย
๑๙๐๘ตำราครัวกองทัพเรือบรรจุสูตรคาเรไรซุ · อิเคดะค้นพบอูมามิ๒ · ๑๘
๑๙๑๐จิยูเก็นเปิดที่โอซากะ · ร้านอาซามัตสึอันเริ่มขายแกงกะหรี่อูด้ง๒๑ · ๒๓
๑๙๑๘คาวาคินขายคาวาคินดงที่อาซากุสะ · โบสแต่งงานกับโซมะ โทชิโกะ๔ · ๒๓
๑๙๒๑โอโรจิเปิดที่ชินจูกุ พร้อมเมนูตงด้ง
๑๙๒๓ยามาซากิ มิเนจิโร ผลิตผงกะหรี่ในประเทศได้สำเร็จ · แผ่นดินไหวใหญ่คันโตเผาร้านเมย์คาโด๓ · ๒๑
๑๙๒๖–๑๙๒๘โฮมคาเรออกขาย แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นเฮ้าส์คาเร
๑๙๒๗นาคามูระยะขายจุนอินโดชิกิคาริ ๑๒ มิถุนายน · เมย์คาโดจดอนุสิทธิบัตรขนมปังโยโชคุ เลขที่ ๗๘๒๔๒๑ · ๒๓
๑๙๔๗อินเดียนคาเรเปิดที่โอซากะ · กินซ่าสวิสเปิดที่โตเกียว๔ · ๒๓
๑๙๔๘ชิบะ ชิเงรุ สั่งทงคัตสึวางบนแกงกะหรี่ที่กินซ่าสวิส กำเนิดชื่อคัตสึคาเร
๑๙๔๙ไนล์เรสโตรองต์เปิดที่ฮิกาชิกินซ่า๒๓
๑๙๕๐เอสแอนด์บีออกผงกะหรี่กระป๋องแดง
๑๙๕๔เอสแอนด์บีวางขายแกงกะหรี่ก้อนเจ้าแรก
๑๙๕๖เดลีเปิดที่อุเอโนะ๒๓
๑๙๖๐กูลิโกะออกแกงกะหรี่ก้อนแบบหักแบ่งได้
๑๙๖๑–๑๙๖๓โยโชคุทานากะเปิดที่คานาซาวะ รูปแบบคานาซาวะคาเรลงตัว๒๐
๑๙๖๓เฮ้าส์ออกเวอร์มอนต์คาเร แกงกะหรี่กลายเป็นรสของบ้าน
๑๙๖๗ยามากุจิวัดการเสริมกำลังระหว่างกลูตาเมตกับอิโนซิเนต๑๘
๑๙๖๘บงคาเร ซองทนความร้อนซองแรกของโลก ๑๒ กุมภาพันธ์ · อินเดียนเปิดที่โอบิฮิโระ๓ · ๒๓
๑๙๖๙อ็อตโตกิออกผงกะหรี่ในเกาหลี · บงคาเรขายทั่วประเทศ๓ · ๒๕
๑๙๗๑อาจันตาเปิดเป็นร้านกาแฟที่ซัปโปโร ก่อนออกยาคุเซ็นคาริราว ๑๙๗๕๒๐
๑๙๗๓บอนดีเปิดที่จิมโบโจ๒๓
๑๙๗๘โคโค่อิจิบันยะร้านแรกที่นิชิบิวะจิมะ๒๓
๑๙๘๑อ็อตโตกิออกแกงกะหรี่ซองทนความร้อนซองแรกของเกาหลี๒๕
๑๙๘๒โรงเรียนทั่วญี่ปุ่นเสิร์ฟแกงกะหรี่พร้อมกัน ๒๒ มกราคม ต้นกำเนิดวันแกงกะหรี่ · โทมาโตะเปิดที่โองิคุโบะ๔ · ๒๓
ราว ๑๙๘๕กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลเลื่อนแกงกะหรี่จากวันเสาร์มาวันศุกร์ตามสัปดาห์ทำงานห้าวัน
๑๙๙๒วากามามะเปิดที่ลอนดอน คัตสึคาเรเริ่มเดินทางกลับอังกฤษ๒๕
๑๙๙๓มาจิกสไปซ์เปิดที่ซัปโปโร และตั้งชื่อ "ซุปคาเร"๒๐
๑๙๙๙แคมเปญโยโกสุกะไคกุนคาเร
๒๐๐๘โคโค่อิจิบันยะสาขาแรกในไทย เอสพลานาด รัชดา สิงหาคม๒๕
๒๐๑๓สมาคมอุตสาหกรรมแกงกะหรี่คำนวณว่าคนญี่ปุ่นกินแกงกะหรี่ราว ๗๘ มื้อต่อปี๒๕
๒๐๑๘โคโค่อิจิบันยะครบร้อยปีคัตสึคาเรนับจากคาวาคิน · โอสึกะฟู้ดส์ตั้งโรงงานที่เบงกาลูรู๔ · ๒๕
๒๐๒๐โคโค่อิจิบันยะเปิดร้านแรกในอินเดียที่คุรุคราม สิงหาคม๒๕
หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนห้าสูตรอ้างอิงปรสารบัญบทถัดไป →บรรณานุกรมและแหล

บทที่ ๓๕ · ภาค ๗ ดรรชนีและอ้างอิง

บรรณานุกรมและแหล่งอ้างอิง

ทุกอย่างที่หนังสือเล่มนี้ยืนอยู่บน และที่ที่คุณไปอ่านต่อได้เอง

หนังสืออาหารส่วนใหญ่ไม่มีบรรณานุกรม และนั่นคือเหตุผลที่ข้อมูลผิดๆ ในวงการอาหารเดินทางจากเล่มหนึ่งไปอีกเล่มหนึ่งได้เป็นสิบปีโดยไม่มีใครตรวจ

ส่วนนี้จึงมีไว้สองอย่าง อย่างแรกคือให้คุณตรวจสอบผมได้ อย่างที่สองคือถ้ามีเรื่องไหนที่คุณอยากรู้ลึกกว่าที่เล่มนี้ให้ได้ คุณจะรู้ว่าต้องไปอ่านที่ไหนต่อ

ผู้เขียนทำเครื่องหมายไว้ให้ว่าเล่มไหนอ่านฟรีได้ทางออนไลน์ เพราะเอกสารชั้นต้นเรื่องแกงกะหรี่จำนวนมากหมดลิขสิทธิ์แล้วและถูกสแกนเก็บไว้ในคลังดิจิทัลของหอสมุดแห่งชาติญี่ปุ่นและ Internet Archive

· · ·

๑ เอกสารชั้นต้น อ่านฟรีทางออนไลน์

ฝั่งญี่ปุ่น · คลังดิจิทัลหอสมุดรัฐสภาแห่งชาติ
ฝั่งตะวันตก · Internet Archive และคลังสาธารณะ
· · ·

๒ หนังสือหลักที่ควรมี

เรียงตามภาคที่ใช้ ทุกเล่มยังหาซื้อหรือยืมได้ในปัจจุบัน ปีในวงเล็บคือปีของฉบับที่ผมใช้ ถ้ามีฉบับใหม่กว่าจะระบุไว้ด้วย

หนังสือใช้กับทำไมต้องอ่าน
森枝卓士 『カレーライスと日本人』 (講談社現代新書, ๑๙๘๙ · ฉบับ 講談社学術文庫, ๒๐๑๕)ภาค ๑ ทั้งภาคงานมาตรฐานภาษาญี่ปุ่นเรื่องแกงกะหรี่กับสังคมญี่ปุ่น ผู้เขียนตามรอยเครื่องเทศไปถึงอินเดียและอังกฤษเอง
小菅桂子 『カレーライスの誕生』 (講談社選書メチエ 243, ๒๐๐๒ · มีฉบับ 学術文庫)ภาค ๑ · บท ๑๘เจาะกระบวนการกลายเป็นอาหารประจำชาติ และตอบคำถามว่าทำไมคันไซใช้เนื้อ คันโตใช้หมู และฟุกุจินซึเกะมาคู่แกงกะหรี่ตั้งแต่เมื่อไร
岡田哲 『とんかつの誕生 明治洋食事始め』 (講談社選書メチエ 179, ๒๐๐๐)บท ๖ประวัติโยโชคุยุคเมจิหกสิบปี ตั้งแต่สตูเนื้อ อังปัง ไรซ์คาเร จนถึงทงคัตสึ เล่มเดียวกับที่เล่มทงคัตสึใช้
水野仁輔 『カレーの教科書』 (NHK出版, ๒๐๑๓)ภาค ๒ · ภาค ๖ตำราทฤษฎีแกงกะหรี่เล่มแรกของญี่ปุ่น เสนอวิธีมองแกงกะหรี่เป็นระบบ ไม่ใช่สูตร
水野仁輔 『いちばんやさしいスパイスの教科書』 (パイ インターナショナル, ๒๐๑๗)ภาค ๒ทำเนียบเครื่องเทศ ๖๗ ชนิดพร้อมวิธีใช้ ใช้เทียบกับทำเนียบ ๔๖ ชนิดของเล่มนี้
Lizzie Collingham, Curry: A Tale of Cooks and Conquerors (Chatto & Windus, ๒๐๐๕ · Oxford University Press, ๒๐๐๖)บท ๑ · บท ๒๗ประวัติแกงกะหรี่ระดับโลกจากอินเดียถึงจักรวรรดิอังกฤษ อธิบายที่มาของคำได้ดีที่สุด
Colleen Taylor Sen, Curry: A Global History (Reaktion Books, ๒๐๐๙)บท ๒๗ · บท ๒๘ตามแกงกะหรี่ไปทุกประเทศ รวมทั้งแกงกะหรี่ไทยและคาเรไรซุของญี่ปุ่น เป็นกรอบของสองบทว่าด้วยญาติและการเดินทาง
Katarzyna J. Cwiertka, Modern Japanese Cuisine: Food, Power and National Identity (Reaktion Books, ๒๐๐๖)ภาค ๑บทบาทของกองทัพและรัฐในการสร้างอาหารประจำชาติญี่ปุ่น เป็นกรอบคิดของบทที่ ๒ และ ๖
Naomichi Ishige, The History and Culture of Japanese Food (Kegan Paul, ๒๐๐๑)ภาค ๑ · ภาค ๕บริบทประวัติศาสตร์อาหารญี่ปุ่นโดยรวม ใช้ตรวจว่าแกงกะหรี่อยู่ตรงไหนของภาพใหญ่
Eric C. Rath, Japan's Cuisines: Food, Place and Identity (Reaktion Books, ๒๐๑๖)บท ๒๕ว่าด้วยอาหารประจำถิ่นและการสร้างเอกลักษณ์ท้องถิ่น ใช้กับเรื่องแกงกะหรี่ประจำจังหวัด
Alexander R. Bay, Beriberi in Modern Japan: The Making of a National Disease (University of Rochester Press, ๒๐๑๒)บท ๒ประวัติโรคเหน็บชาในฐานะโรคประจำชาติ และการถกเถียงเรื่องสาเหตุระหว่างกองทัพเรือกับกองทัพบก
Harold McGee, On Food and Cooking: The Science and Lore of the Kitchen (Scribner, ๒๐๐๔)ภาค ๒ · ภาค ๔อ้างอิงหลักของทุกเรื่องที่เป็นเคมีอาหารในเล่มนี้ ทั้งแป้ง เมยาร์ด คาราเมล และสารหอมระเหย
Nathan Myhrvold, Chris Young, Maxime Bilet, Modernist Cuisine (The Cooking Lab, ๒๐๑๑)ภาค ๔ใช้เฉพาะจุดที่ต้องการตัวเลขที่วัดจริง เช่นอุณหภูมิและเวลา
V.A. Parthasarathy, B. Chempakam, T.J. Zachariah (บรรณาธิการ), Chemistry of Spices (CABI, ๒๐๐๘)ภาค ๒เคมีของเครื่องเทศทีละชนิดจากสถาบันวิจัยเครื่องเทศแห่งอินเดีย เป็นแหล่งของชื่อสารให้กลิ่นในการ์ดเครื่องเทศ
· · ·

๓ งานวิชาการเฉพาะเรื่อง

เรื่องอูมามิ · ใช้ในบทที่ ๒๑
เรื่องโรคเหน็บชาและกองทัพ · ใช้ในบทที่ ๒
เรื่องความปลอดภัยอาหาร · ใช้ในบทที่ ๒๐ และ ๓๒
เรื่องเครื่องเทศ · ใช้ในภาค ๒
· · ·

๔ เว็บไซต์ทางการและสถิติราชการ

แหล่งกลุ่มนี้มีข้อดีคือเป็นข้อมูลจากเจ้าของเรื่องโดยตรง และมีข้อเสียคือเป็นข้อมูลที่ผ่านการตลาดแล้ว ควรใช้ยืนยันปีและชื่อ แต่ควรระวังเมื่อเป็นเรื่องของการอ้างสิทธิ์ว่าเป็นเจ้าแรก

แหล่งใช้ยืนยันเรื่องบทที่
S&B カレー史 sbcurry.com/historyผงกะหรี่ผลิตในประเทศกระป๋องแรก ๑๙๒๓ · กระป๋องแดง ๑๙๕๐ · แกงกะหรี่ก้อนเจ้าแรก ๑๙๕๔๓ · ๑๒
ハウス食品 カレー辞典 housefoods.jp/data/curryhouseโฮมคาเร ๑๙๒๖ · เปลี่ยนชื่อเป็นเฮ้าส์คาเร ๑๙๒๘ · เวอร์มอนต์คาเร ๑๙๖๓
大塚食品 ボンカレー otsukafoods.co.jpซองทนความร้อนซองแรกของโลก ๑๒ กุมภาพันธ์ ๑๙๖๘ เริ่มที่ฮันชิน ขายทั่วประเทศ ๑๙๖๙ · โรงงานเบงกาลูรู ๒๐๑๘๓ · ๒๕
กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเล 艦めし mod.go.jp/msdf/kanmeshiที่มาของแกงกะหรี่วันศุกร์ และคำชี้แจงว่าเรื่องนาฬิกาบนเรือเป็นความเข้าใจผิด
カレーの街よこすか kaigun-curry.net และ 農林水産省 うちの郷土料理 maff.go.jpแคมเปญ ๑๙๙๙ · นิยามชุดโยโกสุกะไคกุนคาเรที่ต้องมีข้าว นม สลัด และชัตนีย์ · สูตรอิงตำราครัวกองทัพเรือ ๑๙๐๘
全日本カレー工業協同組合 curry.or.jpสถิติการผลิตผงและก้อน · การสำรวจ ๒๐๑๓ ที่ได้ ๗๘ มื้อต่อคนต่อปี · ที่มาของวันแกงกะหรี่ ๒๒ มกราคม๓ · ๔ · ๒๕
社団法人全国学校栄養士協議会 (เอกสารสรุปของจังหวัดนาระ pref.nara.lg.jp)วันที่ ๒๒ มกราคม ๑๙๘๒ ที่โรงเรียนทั่วประเทศเสิร์ฟแกงกะหรี่พร้อมกันราวแปดล้านคน ในวาระครบ ๓๕ ปีอาหารกลางวันโรงเรียน
総務省統計局 家計調査 品目別ランキング stat.go.jp/data/kakeiค่าใช้จ่ายซื้อแกงกะหรี่ก้อนต่อครัวเรือนรายเมือง ทตโตริอยู่อันดับหนึ่งในตารางค่าเฉลี่ยสามปีล่าสุด๒๒
新宿中村屋 ประวัติบริษัท nakamuraya.co.jp/pavilion/historyโบสกับจุนอินโดชิกิคาริ ๑๒ มิถุนายน ๑๙๒๗ · ราคา ๘๐ เซนเทียบ ๑๐–๑๒ เซนของร้านทั่วไป๒๓
チャンピオンカレー ประวัติ chancurry.com/historyโยโชคุทานากะ ๑๙๖๑ และรูปแบบคานาซาวะคาเรที่ลงตัวภายใน ๑๙๖๓๒๐ · ๒๓
アジャンタ ajanta.jpร้านกาแฟ ๑๙๗๑ และยาคุเซ็นคาริราว ๑๙๗๕๒๐ · ๒๓
自由軒 jiyuken.co.jpร้านอาหารตะวันตกร้านแรกของโอซากะ ๑๙๑๐ · เมบุตสึคาเร · โอดะ ซากุโนสุเกะ๒๓
インデアンカレー 大阪 indiancurry.jpก่อตั้ง ๑๙๔๗๒๓
デリー delhi.co.jpร้านแรกที่อุเอโนะ กุมภาพันธ์ ๑๙๕๖ · คาชมีร์คาเร๒๓
藤森商会 (インデアン 帯広) fujimori-kk.co.jpร้านแรก ๑๙๖๘ · ประวัติจากร้านอาหารฟุจิโมริ ๑๙๔๖๒๓
壱番屋 ประวัติบริษัท ichibanya.co.jpร้านแรก ๑๙๗๘ ที่นิชิบิวะจิมะ · สาขาแรกในไทย สิงหาคม ๒๐๐๘๒๓ · ๒๕
日本カレーパン協会 currypan.jpเมย์คาโด ๑๘๗๗ · อนุสิทธิบัตรขนมปังโยโชคุ เลขที่ ๗๘๒๔ ปี ๑๙๒๗ · เปลี่ยนชื่อเป็นคาโตเรีย๒๑
หน้าประวัติของร้านคาวาคิน กินซ่าสวิส โอโรจิ ไนล์ บอนดี และโทมาโตะปีก่อตั้งและเรื่องเล่าต้นกำเนิดของแต่ละร้าน ใช้ในฐานะคำบอกเล่าของเจ้าของกิจการ๔ · ๒๓
· · ·

๕ แหล่งเรื่องแกงกะหรี่นอกญี่ปุ่น

แหล่งนอกญี่ปุ่น: ใช้ในบทที่ ๒๗ และ ๒๘
· · ·

๖ แหล่งภาษาไทย

แหล่งภาษาไทย: สำหรับส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องเทศไทย วัตถุดิบในไทย และแกงกะหรี่ไทย
· · ·

๗ งานวิทยาศาสตร์อาหารที่อ้างในเล่ม

เพิ่มเข้ามาในรอบตรวจสอบเดือนกันยายน ๒๕๖๙ เป็นงานที่ใช้ยืนยันข้อความเชิงวิทยาศาสตร์ในภาค ๒ ภาค ๓ และภาค ๕ โดยเฉพาะจุดที่เดิมเขียนไว้ว่ายังต้องหาแหล่งอ้างอิง

· · ·

๘ เอกสารของผู้เขียน

สูตรและหลักการจำนวนมากในภาค ๒ ภาค ๓ ภาค ๔ และภาค ๖ ของเล่มนี้ มาจากเอกสารการสอนคอร์สแกงกะหรี่ญี่ปุ่นที่ผู้เขียนเขียนขึ้นเอง และใช้กับสูตรที่ใช้จริงในร้าน

รายการที่มาจากเอกสารชุดนี้โดยตรงได้แก่ สูตรผงกะหรี่ Food Hub Curry และการแบ่งเครื่องเทศเป็นสี่ทีม สูตรซุปเบส สูตรเพสต์ผลไม้ทองคำ อัตราส่วนรูซ์หนึ่งต่อหนึ่ง ปริมาณคาคุชิอาจิต่อหม้อ ระบบห้าสเตป และสูตรแกงกะหรี่น่องไก่

ส่วนที่เป็นการเรียบเรียงใหม่สำหรับเล่มนี้ และยังต้องผ่านการทดสอบในครัวก่อนตีพิมพ์ ถูกทำเครื่องหมายไว้ในกล่องหมายเหตุการตรวจสอบท้ายบทที่เกี่ยวข้องทุกจุด

· · ·
หมายเหตุ: วิธีอ่านบรรณานุกรมนี้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด

อย่าเชื่อเว็บไซต์บริษัทในเรื่องที่บริษัทได้ประโยชน์ ทุกบริษัทอ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าแรก และในหลายกรณีมีมากกว่าหนึ่งเจ้าที่อ้าง วิธีที่ถูกคือเล่าทั้งสองฝ่ายแล้วบอกว่าหลักฐานของแต่ละฝ่ายคืออะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เล่มนี้พยายามทำในบทที่ ๕ และบทที่ ๖

เอกสารชั้นต้นชนะเสมอ ถ้าเรื่องเล่ากับหน้าสแกนขัดกัน ให้เชื่อหน้าสแกน และถ้าคุณอ่านญี่ปุ่นไม่ออก ให้ดูตัวเลขและชื่อเฉพาะซึ่งอ่านได้แม้ไม่เข้าใจทั้งประโยค

ตัวเลขที่ไม่มีปีกำกับคือตัวเลขที่ใช้ไม่ได้ สถิติการบริโภค จำนวนสาขา และอันดับจังหวัด เปลี่ยนทุกปี ถ้าคุณจะอ้างต่อ ให้อ้างพร้อมปีเสมอ

· · ·
หมายเหตุการตรวจสอบ

สถานะของต้นฉบับนี้

ต้นฉบับที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้เป็นฉบับร่างที่ยังไม่ผ่านการตรวจข้อเท็จจริงครบทุกจุด กล่องหมายเหตุการตรวจสอบท้ายบททุกบทคือรายการงานที่ยังค้างอยู่ และมันถูกใส่ไว้อย่างจงใจเพื่อไม่ให้ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยันหลุดไปในฉบับพิมพ์

สิ่งที่ต้องทำก่อนตีพิมพ์มีสี่กลุ่มใหญ่

  1. ตรวจเอกสารชั้นต้น เปิดหน้าสแกนจริงของเอกสารในหมวดที่ ๑ แล้วถอดความส่วนที่อ้างถึงแบบคำต่อคำ
  2. ชั่งและจับเวลาจริง สูตรทุกสูตรที่มีตัวเลขกรัมและนาที ต้องทำในครัวจริงอย่างน้อยสามรอบ
  3. ติดต่อร้านที่ปรากฏชื่อ ทุกร้านในบทที่ ๒๖ เป็นกิจการที่ยังดำเนินอยู่ ควรขออนุญาตและขอให้ตรวจข้อเท็จจริงในส่วนของตัวเอง
  4. ตรวจกฎหมายและมาตรฐานไทย โดยเฉพาะเรื่องเมล็ดฝิ่นในบทที่ ๑๓ และการอ้างสรรพคุณของเครื่องเทศทุกจุด

เมื่อทั้งสี่กลุ่มนี้เสร็จ กล่องหมายเหตุการตรวจสอบจะถูกถอดออกจากฉบับพิมพ์ และย้ายไปอยู่ในเอกสารประกอบการทำงานแทน เหมือนที่ทำกับหนังสือเล่มก่อน

← บทก่อนศัพท์เฉพาะและดรรสารบัญบทถัดไป →ดรรชนีที่มาของภา

บทที่ ๓๖ · ภาค ๗ ดรรชนีและอ้างอิง

ดรรชนีที่มาของภาพ

ผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตของภาพทุกใบในเล่ม เรียงตามบท

ภาพประกอบในหนังสือเล่มนี้ส่วนใหญ่เป็นภาพที่เจ้าของเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตที่เปิดให้นำไปใช้ต่อได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องระบุชื่อผู้ถ่ายและชนิดของสัญญาอนุญาต หน้านี้คือการทำตามเงื่อนไขนั้น

เหตุผลที่รวมไว้ท้ายเล่มแทนที่จะพิมพ์ใต้ภาพทีละใบ คือเมื่อภาพมีจำนวนมาก บรรทัดเครดิตจะแทรกอยู่ระหว่างคำบรรยายกับเนื้อความจนอ่านสะดุด สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์กำหนดให้ระบุที่มาอย่างสมเหตุสมผลกับสื่อที่ใช้ ไม่ได้กำหนดว่าต้องอยู่ติดกับภาพ การรวมเป็นดรรชนีจึงเป็นวิธีที่หนังสือใช้กันทั่วไปและถือว่าครบเงื่อนไข

วิธีอ่านหน้านี้

ภาพที่ไม่ได้ระบุแหล่งไว้ท้ายบรรทัด มาจากวิกิมีเดียคอมมอนส์ทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ 118 ใบจาก 135 ใบ เปิดค้นภาพต้นฉบับได้ที่ commons.wikimedia.org โดยค้นจากชื่อผู้ถ่าย

ส่วนภาพที่มาจากที่อื่นมี 17 ใบ ระบุแหล่งไว้ในบรรทัดของตัวเอง

อักษรย่อของสัญญาอนุญาตที่พบในหน้านี้ CC BY คือใช้ได้โดยต้องให้เครดิต · CC BY-SA คือใช้ได้โดยต้องให้เครดิตและงานต่อยอดต้องใช้สัญญาเดียวกัน · CC0 และ Public domain คือใช้ได้อย่างเสรี

บทที่ ๑ คำที่ไม่มีอยู่จริงในอินเดีย

บทที่ ๒ แกงกะหรี่ที่แล่นมากับเรือรบ

บทที่ ๓ ครัวสนามของกองทัพบก

บทที่ ๔ ปีที่แกงกะหรี่หายไปจากโต๊ะ

บทที่ ๕ การปฏิวัติของก้อนและซอง

บทที่ ๖ ศึกคัตสึคาเรและอาหารกลางวันของทั้งประเทศ

บทที่ ๗ ซองที่ชนะก้อน

บทที่ ๘ อ่านเครื่องเทศให้เป็น

บทที่ ๙ ทีมสี

บทที่ ๑๐ วงศ์ผักชี แกนกลางของกลิ่นแกง

บทที่ ๑๑ ไม้หอม ดอกตูม และเมล็ดใน

บทที่ ๑๒ หมวดเผ็ดร้อน

บทที่ ๑๓ ขม เฝื่อน และรสหลังกลืน

บทที่ ๑๔ ตู้เครื่องเทศญี่ปุ่นและตู้เครื่องเทศไทย

บทที่ ๑๕ ประกอบผงกะหรี่ของตัวเอง

บทที่ ๑๖ ฐานความหวาน

บทที่ ๑๗ ศาสตร์คาคุชิอาจิ

บทที่ ๑๘ เครื่องเคียงและข้าว

บทที่ ๑๙ กลไกความข้นและสี

บทที่ ๒๐ ปริศนาแกงกะหรี่ข้ามคืน

บทที่ ๒๑ การผสานพลังอูมามิ

บทที่ ๒๒ ความเปรี้ยวที่ไม่ได้ทำให้เปรี้ยว

บทที่ ๒๓ แผนที่ตระกูลแกงกะหรี่

บทที่ ๒๔ เมื่อแกงกะหรี่เจอแป้ง

บทที่ ๒๕ แกงกะหรี่ประจำจังหวัด

บทที่ ๒๖ สิบร้านในตำนาน

บทที่ ๒๗ ญาติสามสาย อินเดีย อังกฤษ ไทย

บทที่ ๒๘ แกงกะหรี่ออกนอกญี่ปุ่น

บทที่ ๒๙ ทำแกงกะหรี่ก้อนเอง

บทที่ ๓๐ ศิลปะการอัปเกรดแกงกะหรี่ก้อน

บทที่ ๓๑ กู้หม้อที่พัง

บทที่ ๓๒ เล่นแร่แปรธาตุกับแกงเหลือ

บทที่ ๓๓ ห้าสูตรอ้างอิงประจำเล่ม

ภาพที่ไม่ได้อยู่ในรายการนี้

ภาพถ่ายที่ผู้เขียนถ่ายเองในครัวของตัวเอง ไม่ได้แจกแจงไว้ในหน้านี้ เพราะลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนและระบุไว้แล้วในหน้าลิขสิทธิ์ต้นเล่ม

ภาพวาดลายเส้นและแผนภาพในเล่ม เป็นงานที่จัดทำขึ้นสำหรับหนังสือเล่มนี้โดยเฉพาะ

หมายเหตุการตรวจสอบ
← บทก่อนบรรณานุกรมและแหลสารบัญจบเล่ม